วันที่ 20 ส.ค. 2568 ดิว อริสรา ปรากฏตัวในงานอีเวนต์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ 7 พร้อมเปิดใจถึงเรื่องราวชีวิตส่วนตัวและความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยยอมรับว่าขณะนี้ได้แยกทางกับสามีแล้ว แต่ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ขณะที่ลูกคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีพลังในการมีชีวิตอยู่ต่อ
ดิวเล่าว่า การกลับมาทำงานในประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ แม้ในชีวิตที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความขึ้นลง ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตวัยรุ่นอายุ 16 ปีที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจาก “ติดลบ” ตนบอกว่าไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ ทุกน้ำใจและโอกาสที่ได้รับจากคนไทย กลายเป็นแรงผลักดันให้ตนมั่นใจมากขึ้น
ตอนแรกก่อนกลับไทย ดิวสารภาพว่ากลัวมาก ทั้งกลัวผู้คนและกลัวสายตาสังคม แต่เมื่อได้ลงจากเครื่องบินวันแรกและลองใช้ชีวิตจริง เช่น การไปเซ็นทรัลลาดพร้าว กลับพบว่าคนไทยมอบกำลังใจและให้โอกาส ไม่ได้มองด้วยสายตาในแง่ลบเหมือนที่กังวล ทำให้รู้สึกอุ่นใจและอยากอยู่เมืองไทยต่อ เพราะท้ายที่สุด “ประเทศไทยคือบ้านของเรา”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ดิวเสียใจที่สุดคือการผิดพลาดของตัวเอง ตนย้ำว่าไม่โทษใคร ไม่เสียใจกับคำกล่าวหาจากคนอื่น แต่เสียใจที่ตัวเองยังผิดพลาดซ้ำๆ จนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเรียนรู้บทเรียนได้จริง ตนบอกว่า “คนที่รักเราก็คงเบื่อเหมือนกัน ดิวเองก็เบื่อตัวเองแล้ว”
ดิวประกาศชัดว่า ต่อจากนี้ต้องแก้ไขที่ตัวเองเท่านั้น โดยยกหลัก 4 ข้อสำคัญ คือ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ใช้ชีวิตด้วยสติ อยู่กับความจริงให้มากขึ้น และโฟกัสการปรับปรุงจากภายใน พร้อมย้ำว่าไม่กลัวการเริ่มต้นใหม่ เพราะเคยผ่านทั้งช่วงที่ขึ้นสูงสุดและต่ำสุดมาแล้ว
ในช่วงที่พูดถึงลูก ดิวถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่และร้องไห้ออกมา พร้อมสารภาพว่าลูกคือพลังที่ทำให้ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้ ถ้าไม่มีลูกก็คงท้อแท้และไม่อยากอยู่แล้ว ตนเล่าว่าลูกมีความสุขดี และอยู่กับตนตลอดช่วงที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศ แม้ความสัมพันธ์กับสามีจะไม่เหมือนเดิม ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน แต่ยังคงรักษาสถานะการเป็นพ่อแม่ของลูกเอาไว้
ดิวกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ถ้าไม่อยู่กับลูก ดิวก็คงไม่อยากอยู่แล้ว ลูกคือเหตุผลที่ทำให้ดิวต้องอยู่ต่อไป” พร้อมทั้งขอให้สังคมอย่าโจมตีอดีตสามี เพราะเขายังคงเป็นพ่อของลูก และตนเองยอมเสียสละได้ทุกอย่างเพื่อให้ลูกมีอนาคตและความสุข
ตนสรุปว่าการออกมาทำงานในวันนี้คือหน้าที่ ที่ต้องตอบแทนทุกโอกาสที่ได้รับ และยืนยันว่าจะพยายามใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ทำให้ผิดพลาดซ้ำอีก