จากกรณี ‘คุณภัทร’ ร้องขอความเป็นธรรมผ่านรายการโหนกระแส อ้างว่าถูกลูกชายพาตัวไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ. กาญจนบุรี โดยไม่สมัครใจ นานกว่า 2 ปีครึ่ง ถูกทำร้าย ข่มขู่ ใช้กุญแจมือล็อกตัวไว้กับเตียง บังคับกินยา ก่อนแอบติดต่อให้น้องสาวช่วยออกมา ซึ่งต่อมาตำรวจสอบสวนกลางเข้าตรวจสอบ พบรอบอาคารมีการติดโครงเหล็กและลวดหนามหีบเพลง ภายในห้องพักมีเตียงนอนที่มีโครงเหล็กล้อมรอบ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด (6 ต.ค. 2569) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พร้อม ตำรวจภูธรจังหวัด, สภ. ท่าม่วง, สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงแห่งหนึ่งใน อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี โดยมี ‘คุณแมว’ เจ้าของศูนย์ดังกล่าว พา นพ. ภูวเดช สุระโคตร อธิบดี สบส. พร้อมคณะเดินตรวจสอบ
คุณแมว กล่าวว่า ตนเองพร้อมที่จะปรับปรุงทุกอย่างให้ดีขึ้น สิ่งใดที่ทำไป ไม่ได้มีเจตนาทำให้แย่ลง แต่ทำไปเพราะคิดว่าจะส่งผลดีต่อคนไข้ และคงไม่ยอมเสียเงินลงทุนทำสิ่งต่าง ๆ หากผลลัพธ์นั้นไม่ดีต่อผู้ป่วย
ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านรายการโหนกระแสเมื่อวานนี้ คุณแมวยอมรับว่าไม่ได้ฟังรายละเอียด แต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องดีที่มีหน่วยงานลงพื้นที่ เพราะตนจะได้มีโอกาสชี้แจงให้คนภายนอกที่อาจจะยังไม่เข้าใจ ได้เห็นภาพการทำงานและวิธีการดูแลคนไข้ตามความเป็นจริง
ประเด็นสำคัญเรื่องภาพเตียงลูกกรงครอบและการมัดมือ คุณแมว ระบุว่า ไอเดียเตียงลูกกรงตนเป็นคนคิดและออกแบบเอง แล้วให้พนักงานช่างประดิษฐ์ขึ้นมา มีอยู่ประมาณ 6 เตียง ใช้สำหรับผู้ป่วยสูงอายุที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เส้นเลือดในสมองแตก หรือเส้นเลือดตีบ แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยจิตเวชที่คลุ้มคลั่ง
คุณแมวอธิบายเหตุผลว่า หากปล่อยผู้ป่วยไว้ ผู้ป่วยมักจะดึงสายให้อาหารทางจมูกตลอดเวลาจนต้องเจ็บตัวจากการสอดสายใหม่ซ้ำ ๆ หากใช้วิธีผูกมือตามหลักการพยาบาล แม้จะผูกถูกต้องคือสอดนิ้วได้ แต่ผู้ป่วยที่พอมีสติก็จะพยายามดึงและดิ้นจนมือบวมแดง ถลอก หรือเลือดออก แม้จะใช้วิธีคลายมัด นวด และยกมือให้สูงขึ้นแล้วก็ตาม รวมถึงการใช้ผ้าคาดอกก็เป็นเพียงการกันตกเตียง
ดังนั้น ตนจึงสร้างเตียงลูกกรงขึ้นมาเพื่อให้ผู้ป่วยได้มีเวลาพักจากการถูกมัดมือ สามารถพลิกตัวไปมาได้อย่างอิสระเสรีภายในกรงโดยไม่ตกเตียงจนแขนหักหรือหัวฟาดพื้น และผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่สามารถใช้เตียงกั้นขอบแบบโรงพยาบาลปกติได้ เพราะผู้ป่วยจะปีนข้ามจนเกิดอันตราย โดยตัวกรงสามารถยกเปิด-ปิดได้
ยืนยันว่าไม่ได้ให้ผู้ป่วยนอนในกรงตลอดทั้งวัน ผู้ป่วยยังต้องออกมานั่งทำกิจกรรม อาบน้ำ ป้อนข้าว นวดขา พาเดิน และสวดมนต์ตามปกติ ซึ่งที่ผ่านมาเคยอนุญาตให้ญาติเข้ามาดูและอธิบายการทำงานให้ฟัง พร้อมทั้งถ่ายรูปรายงานญาติทุกขั้นตอน รวมถึงการพลิกตัวตอนตี 2
ตนเคยบินไปถึงเมืองกวางโจว ประเทศจีน เพื่อไปหาซื้อนวัตกรรมทางการแพทย์หรือเตียงรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้คนไข้ดีขึ้น แต่ก็ไม่มีเตียงที่ตอบโจทย์ จึงต้องคิดค้นเตียงลูกกรงนี้ขึ้นมาเอง แม้จะดูขัดสายตาคนภายนอก แต่มุ่งเน้นไปที่ความสุขสบายของผู้ป่วยเป็นหลัก
สำหรับข้อสงสัยเรื่องการดูแลที่ดูเข้มงวด คุณแมวระบุว่า เนื่องจากรับดูแลผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดด้วย หากปล่อยให้หลบหนีออกไปปีนบ้านคนอื่น หรือออกไปขาดยาจนกลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ จะเป็นอันตรายต่อสังคม เพราะคนภายนอกมีความหวาดกลัวผู้ป่วยกลุ่มนี้ ทางศูนย์จึงต้องมีมาตรการดูแลที่รัดกุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับญาติที่นำมาฝากดูแล ซึ่งผู้ป่วยบางรายตอนมาใหม่ ๆ มีอาการน้ำลายยืด พูดไม่รู้เรื่อง ทางศูนย์ก็ดูแลให้กินยาจนอาการดีขึ้น
คุณแมว ยังชี้แจงถึงประวัติส่วนตัวว่า ตนเองเคยรับราชการเป็นพยาบาลทหารอากาศมา 10 ปี ติดยศเรืออากาศเอก ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อมาดูแลพ่อแม่ ส่งน้องเรียนพยาบาล และต้องการรายได้ที่มากขึ้นในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน สถานดูแลผู้สูงอายุยังไม่แพร่หลาย และตนมักพบว่าผู้ป่วยที่เจาะคอมักติดเชื้อเสียชีวิต จึงตัดสินใจเปิดศูนย์แห่งนี้
ปัจจุบันมีผู้ป่วยบางรายอยู่ในการดูแลมายาวนานถึง 15-17 ปี โดยเก็บค่าดูแลอยู่ที่ 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาเดิมตั้งแต่เมื่อ 17 ปีก่อน ไม่เคยปรับขึ้น
ส่วนมาตรฐานการดูแล คุณแมวยืนยันว่าทำตามมาตรฐานวิชาชีพพยาบาลที่เรียนมาทุกประการ เช่น การพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง การทำแผล และการให้อาหารทางสายยาง สำหรับบุคลากร อัตราส่วนคนดูแลต่อผู้ป่วยคือ 1 ต่อ 5 ตามกฎหมาย โดยแบ่งการเข้าเวรเป็นกะ กะละ 8 ชั่วโมง พนักงานทุกคนต้องผ่านการอบรม 420 ชั่วโมง จากสถานอบรมของรัฐและมีใบรับรองเท่านั้น ถึงจะสามารถดูแลผู้ป่วย อาบน้ำ ทำแผล หรือจัดกิจกรรมสันทนาการ เช่น สวดมนต์เช้า-เย็น และปั้นดินได้
สำหรับภาพที่หลุดออกไปและถูกมองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือกักขังคนไข้นั้น คุณแมวอธิบายว่า เป็นเหตุการณ์ที่คนไข้ทะเลาะวิวาทกัน บางรายมีอาการประสาทหลอน อยู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาต่อยเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน แม้จะรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งแล้ว แต่ยังอยู่ในช่วงปรับยา เมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องจับแยกเพื่อความปลอดภัย ซึ่งหากใช้เจ้าหน้าที่ผู้ชายเข้าไปห้าม อาจทำให้ผู้ป่วยยิ่งโมโห จึงต้องใช้เจ้าหน้าที่ผู้หญิงเข้าไปพูดจาเกลี้ยกล่อมให้ใจเย็นและจับแยกกันชั่วคราว ซึ่งพอบ่ายผู้ป่วยก็กลับมาดีกันและตีปิงปองด้วยกันตามปกติ ยืนยันว่าเป็นการแยกชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น
เรื่องการจัดยาและยืมยา คุณแมวชี้แจงว่า ยาของผู้ป่วยแต่ละคนจะหมดไม่พร้อมกัน หากยาเหลือประมาณ 7 วัน ทางศูนย์จะไลน์แจ้งญาติให้ไปรับยาที่โรงพยาบาลแล้วส่งไปรษณีย์มาให้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้กินยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการพบแพทย์ในผู้ป่วยบางราย แพทย์จะขอตรวจแบบวิดีโอคอล เพื่อให้เห็นอาการและพูดคุยกับคนไข้โดยตรง วิธีนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของญาติที่ไม่ต้องเหมารถตู้และจ้างเจ้าหน้าที่พาผู้ป่วยไปโรงพยาบาล อีกทั้งผู้ป่วยบางรายมีพฤติกรรมก้าวร้าว ถีบประตูรถ วิ่งลงไปกลางถนน ซึ่งเป็นอันตรายและสร้างความวุ่นวายให้กับโรงพยาบาลต้นสังกัด ดังนั้น หากผู้ป่วยมีอาการคงที่ แพทย์บางท่านก็จะใช้วิธีตรวจออนไลน์และสั่งจ่ายยาให้เลย
ส่วนกรณีที่มีอดีตผู้ป่วย (คุณภัทร) ไปร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับสื่อ คุณแมวชี้แจงว่า ลูกชายของคุณป้าเป็นผู้ติดต่อพามาฝากดูแล เนื่องจากคุณป้ามีพฤติกรรมทำร้ายครอบครัวและเผารถ โดยมีคลิปวิดีโอเป็นหลักฐานยืนยัน ซึ่งทางศูนย์รับดูแลผู้สูงอายุที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้อยู่แล้ว เช่น ดื่มสุรา ทุบตีภรรยา หรือเปิดไฟทิ้งไว้แล้วหนีออกจากบ้าน
ต่อมาผู้ป่วยต้องการกลับบ้าน ตนในฐานะคนเป็นแม่เหมือนกัน จึงพยายามเป็นกาวใจโทรศัพท์ตามลูกชายถึง 3 ครั้ง ให้มาพูดคุยประนีประนอมกัน โดยตนใช้เวลาหลังเลิกงานมานั่งพูดคุยกับผู้ป่วยที่สวน แต่ลูกชายอ้างว่าขอหาสถานที่ใหม่และยังไม่พร้อมรับกลับ ซึ่งตนไม่สามารถปล่อยคุณป้าเดินออกไปเองได้เพราะเสี่ยงถูกรถชน และมีสัญญาการรับดูแลที่ถูกต้อง สุดท้ายจึงให้ญาติมาพูดคุยตกลงกันเองที่ศูนย์ ก่อนจะเซ็นเอกสารรับตัวกลับและคืนทรัพย์สินบัตรประชาชนให้ทั้งหมดอย่างถูกต้อง
ส่วนที่กล่าวอ้างว่าถูกยัดยานอนหลับทุกวันนั้น คุณแมวยืนยันว่า ไม่มีการให้ยาใด ๆ และในฐานะพยาบาลไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะจะดูเหมือนเป็นการแก้ตัว
เรื่องใบอนุญาตสถานประกอบการ ตามที่ สบส. ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้ขออนุญาตเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้ขออนุญาตเป็นสถานพยาบาลรักษากลุ่มจิตเวช คุณแมวชี้แจงว่า ตนสอบถามกระบวนการมาตั้งแต่ต้น คำว่า “ผู้ป่วยพึ่งพิง” หมายรวมถึงผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์มาแล้วและต้องมารับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางศูนย์ไม่ได้เป็นผู้รักษา แต่เป็นผู้ที่ให้ผู้ป่วยรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากมีอาการเปลี่ยนแปลงก็จะแจ้งญาติไปปรับยา
ส่วนผู้ป่วยที่ถูกมองว่าเป็นจิตเวชนั้น แท้จริงแล้วส่วนใหญ่คือผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ พูดไม่รู้เรื่อง บางรายถึงขั้นล้วงอุจจาระตัวเองมาปาใส่คนอื่น ทำให้ต้องมีการผูกมือเพราะผู้ป่วยไม่รู้ตัว ซึ่งการพาผู้ป่วยกลุ่มนี้ไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งจะสร้างความวุ่นวายอย่างมากจนแพทย์ต้องให้พากลับ
คุณแมวยืนยันว่า หากทางผู้ใหญ่หรือ สบส. สั่งการให้ต้องปรับปรุงส่วนใด หรือกำหนดว่าห้ามรับผู้ป่วยที่มีความก้าวร้าวรุนแรง ตนก็พร้อมที่จะน้อมรับและปรับปรุงแก้ไขตามคำสั่ง เพื่อให้ถูกต้องตามกฎระเบียบทุกประการ