จากกรณีนักศึกษาสาวรายหนึ่งออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งภายในสาขาที่กำลังศึกษาอยู่ โดยเจ้าตัวระบุว่า ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเลือกที่จะเงียบและหายไปจากโซเชียล เพื่อพยายามเยียวยาสภาพจิตใจของตัวเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับรู้สึกว่าปัญหาไม่ได้จบลง และอาจเกิดขึ้นกับคนอื่นได้อีก จึงตัดสินใจออกมาพูด
สิ่งที่ต้องเจอมีทั้งการถูกกดดันและกลั่นแกล้งจากคนแทบทั้งสาขา เริ่มจากการนินทา พูดแขวะ ลามไปถึงการด่าต่อหน้า เดินชน โพสต์ข้อความเหน็บแนม รวมถึงการพูดถึงเรื่องครอบครัว ทั้งที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุแต่กลับถูกนำมาแซะและซ้ำเติม ทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีตัวตนในสายตาเพื่อน รวมถึงมีประเด็นค่าใช้จ่ายงานเลี้ยงของรุ่นพี่บัณฑิต ที่ไม่สะดวกจ่ายตามจำนวนที่เรียกเก็บ จึงขอร่วมสมทบ 1,000 บาท แต่กลับถูกรุมตำหนิ ก่อนจะถูกลบออกจากกลุ่มไลน์ของสาขา ซึ่งใช้สำหรับสื่อสารเรื่องการเรียน เอกสาร และข้อมูลสำคัญต่าง ๆ
เรื่องราวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ผลการเรียนตก ต้องเรียนแก้ และใช้เวลาเรียนเข้าสู่ปีที่ 5
ล่าสุด ฝั่งคู่กรณีได้ออกมาชี้แจงในแต่ละประเด็น ดังนี้
เรื่องเงินรุ่น คู่กรณีชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ทางรุ่นได้ประชุมและตกลงกันว่า จะเก็บเงินกองกลางคนละ 100 บาทต่อเดือน (จ่ายช้าปรับวันละ 10 บาท) โดยการเก็บเงินนี้เพื่อนำไปจัดงานเลี้ยงบัณฑิต โดยตกลงร่วมกันว่าทุกคนต้องจ่าย ซึ่งตัวน้องเจ้าของเรื่องเองก็รับทราบข้อตกลงนี้ หากใครจ่ายแล้วไม่ได้มางานก็ถือว่าช่วยเลี้ยงเพื่อน และถ้ามีเงินเหลือจะส่งคืนให้ทั้งหมด
การเก็บเงินเริ่มขึ้นในวันที่ 1 ส.ค. 2568 ซึ่งช่วงแรกผ่านไปได้ด้วยดี แต่พอถึงช่วงเดือน ม.ค. - ก.พ. 2569 ทางกลุ่มอ้างว่าน้องเริ่มจ่ายเงินช้าและมีท่าทีไม่อยากจ่ายต่อ จนวันที่ 10 มี.ค. 2569 น้องแจ้งว่าขอหยุดจ่ายเงินที่ยอด 1,000 บาท ตามที่ได้เคยจ่ายไปแล้ว และจะไม่ช่วยจ่ายเพิ่มอีก โดยให้เหตุผลว่าตัวเองจะเรียนไม่จบพร้อมเพื่อนในเทอมนี้ และไม่อยากร่วมกิจกรรมแล้ว ซึ่งฝั่งคู่กรณีมองว่าการทำแบบนี้ผิดข้อตกลง
วันที่ 11 มี.ค. 2569 ทางรุ่นนัดประชุมใหญ่เพื่อหาข้อสรุป แต่น้องไม่ได้มาร่วมด้วย เพื่อนในที่ประชุมมองว่าการที่น้องจะหยุดจ่ายนั้นไม่แฟร์กับคนที่จ่ายมาตลอด เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าถึงวันงานจริงใครจะมาร่วมได้บ้าง มติที่ประชุมจึงสรุปว่า น้องยังคงต้องจ่ายเงินต่อไปตามเดิม
ช่วงเดือน เม.ย. - 2 พ.ค. 2569 มีการทักไปทวงถามเรื่องเงิน ซึ่งฝั่งคู่กรณียอมรับว่ามีการใช้คำพูดเชิงข่มขู่จริงและขออภัย แต่อ้างว่าทำไปเพราะอยากได้ข้อสรุป ให้ปัญหาจบ สุดท้ายตัวแทนเพื่อน 3 คน ได้ไปเจรจานอกรอบกับ น้อง จนตกลงกันได้ว่า ให้น้องจ่ายจบแค่ของเดือน เม.ย. โดยจะไม่เก็บเพิ่ม และน้องไม่ต้องมาร่วมกิจกรรมอีก
หลังตกลงกันได้ ตัวแทนเพื่อนได้ให้น้องเป็นคนไปพิมพ์แจ้งเรื่องนี้ให้เพื่อนคนอื่นทราบในกลุ่มหลักด้วยตัวเอง แต่เมื่อน้องเข้าไปพิมพ์แจ้งว่าจะไม่ขอจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อนคนอื่น ๆ ในสาขาที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ จึงไม่พอใจและเกิดการรุมต่อว่าน้องตามที่ปรากฏในแชตเป็นข่าว
ประเด็นแชตด่าทอ ทุนเยียวยา และเรื่องอุบัติเหตุของคุณพ่อ ฝั่งคู่กรณีกล่าวขอโทษเรื่องการใช้คำพูดที่รุนแรงในกลุ่ม โดยระบุว่าไม่สามารถบังคับคำพูดใครได้ แต่เบื้องต้นได้มีการตักเตือนกันในเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว
กรณีแซะเรื่องทุนเยียวยาที่น้องได้รับ คู่กรณีชี้แจงว่า สาเหตุที่มีคนพิมพ์แซะ เกิดจากการที่น้องยกเหตุผลเรื่องไม่มีเงินมาปฏิเสธการจ่ายค่ากองกลาง แต่เพื่อนกลับเห็นน้องลงไอจีสตอรีใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ทั้งไปเที่ยว ซื้อไอแพด และซื้อโทรศัพท์ใหม่ เพื่อนจึงเกิดความหมั่นไส้และพิมพ์ประชดเรื่องทุน
ประเด็นล้อเลียนเรื่องพ่อ ฝั่งคู่กรณีอธิบายว่า เหตุการณ์ที่คุณพ่อของน้องประสบอุบัติเหตุนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงน้องอยู่ปี 2 (พ.ศ. 2566) ซึ่งมีแค่เพื่อนกลุ่มหลักเท่านั้นที่ทราบเรื่อง ยืนยันว่าเพื่อนคนที่พิมพ์แซะในแชตนั้นไม่รู้เรื่องที่พ่อเกิดอุบัติเหตุ การที่พิมพ์ประชดเรื่องทุนจึงเป็นคนละเรื่องกัน และไม่ได้มีความตั้งใจจะล้อเลียนกรณีอุบัติเหตุของคุณพ่อแต่อย่างใด
เรื่องการถูกกีดกันไม่ให้รับข้าวกล่องในการทำกิจกรรมนั้น คู่กรณีชี้แจงว่า วันเกิดเหตุมีการอบรมและแจกข้าวกล่องตอนพักเที่ยง แต่น้องและเพื่อนอีกคนมาร่วมกิจกรรมสาย (มาหลังพักเที่ยง) จึงทำให้ไม่ได้รับแจกข้าวในตอนนั้น
เมื่อจบกิจกรรม อาจารย์แจ้งว่ายังมีข้าวเหลือ สามารถเดินไปหยิบได้ แต่จังหวะนั้นน้องและเพื่อนที่มาสายกำลังยืนคุยกับอาจารย์เพื่อขอเซ็นชื่อย้อนหลังอยู่บริเวณหน้าห้อง ซึ่งคาดว่าจุดที่ยืนนั้นอาจไปขวางทางเดินไปรับข้าว ทำให้เพื่อนนักศึกษาคนอื่น ๆ เลือกเดินไปหยิบข้าวกล่องจากทิศทางตรงกันข้ามแทนจนข้าวหมด
ฝั่งคู่กรณียืนยันว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการจงใจกีดกันหรือแบนไม่ให้ น้องกินข้าว แต่เป็นเพียงความเข้าใจผิดจากสถานการณ์และจังหวะเวลาที่คลาดเคลื่อนกันในตอนนั้นเท่านั้น
ประเด็นการเตะออกจากกลุ่มแชต ฝั่งคู่กรณีชี้แจงว่า กลุ่มแชตที่มีปัญหานั้นเป็นกลุ่มเฉพาะรุ่นที่มีเป้าหมายหลักเพื่อการเตรียมงานราตรีบัณฑิต และใช้เป็นช่องทางหลักในการอัปเดตเรื่องการเก็บเงินในทุก ๆ เดือน ดังนั้น ในเมื่อน้องแจ้งความประสงค์อย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่จ่ายเงินสมทบเพิ่ม ทางกลุ่มจึงมองว่าน้องไม่ได้มีความรับผิดชอบร่วมกับคนในรุ่นเดียวกันอีกต่อไป จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แอดมินตัดสินใจลบน้องออกจากกลุ่มแชตดังกล่าว
ส่วนแชตหลุดนินทาตอนยืมโน้ตบุ๊ก คู่กรณีชี้แจงว่า ต้นเหตุเกิดจากการที่เพื่อนไปได้ยินน้องเล่าเรื่องอุบัติเหตุตอนฝึกงานให้บุคคลที่สามฟัง แต่เพื่อนรู้สึกว่าเนื้อหาที่เล่าไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงเข้าไปทักท้วง แต่กลับถูกน้องสวนกลับมาว่า “ไม่ต้องมายุ่ง”
จังหวะนั้นเพื่อนทำอะไรไม่ถูก จึงกล่าวขอโทษน้องไปก่อน แต่ในใจรู้สึกไม่ดี จึงทักไปพิมพ์ระบายกับเพื่อนอีกคน ซึ่งบังเอิญเป็นช่วงที่เพื่อนยืมโน้ตบุ๊กของน้องไปใช้งานพอดี และตอนนำมาคืน เพื่อนรีบมากจนลืมปิดแชต ทำให้ น้องเห็นข้อความที่กำลังนินทาตนเองอยู่
แต่ยืนยันว่า ปัญหาความบาดหมางจากเรื่องแชตหลุดนี้ ทั้งสองฝ่ายได้นัดพูดคุย เคลียร์ใจ และกล่าวขอโทษกันต่อหน้าจนจบเรื่องไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2567
เรื่องอุบัติเหตุตอนฝึกงาน และข้อกล่าวหาว่าแบนจนเรียนจบช้า คู่กรณีชี้แจงว่า เหตุการณ์รถชนตอนฝึกงาน น้องเป็นคนซ้อน ส่วนเพื่อนเป็นคนขับ ซึ่งหลังเจรจากับคู่กรณีที่โรงพัก เพื่อนที่เป็นคนขับได้รับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายเองทั้งหมด 2,900 บาท ตอนนั้นพบว่ารถของน้อง พ.ร.บ. ขาด แม่ของเพื่อนคนขับจึงเป็นคนจัดการจ่ายค่าต่อ พ.ร.บ. ให้ โดยนำไปหักลบกับค่าดิสเบรกที่น้องเคยจ่ายไป สรุปแล้วแม่เพื่อนจ่ายเงินส่วนนี้ให้ 546 บาท
มีการตกลงกันก่อนไปโรงพักแล้วว่า เพื่อนคนขับจะเป็นคนจ่ายค่าเสียหายทั้งหมด ส่วนน้องมีหน้าที่แค่ช่วยพิมพ์แชตติดต่อคู่กรณีเท่านั้น แต่หลังจากที่มีปัญหาผิดใจกัน น้องพยายามโอนเงินค่าเสียหายมาช่วยจ่ายคนละครึ่ง แต่เพื่อนไม่รับและโอนคืนกลับไปถึง 2 ครั้ง
ทางกลุ่มคู่กรณียืนยันว่า ก่อนที่จะเลิกคบกันได้มีการพูดคุยเคลียร์ใจกันแล้ว ไม่ได้กีดกันอะไร เพียงแค่ไม่ได้รวมกลุ่มสนิทสนมกันเหมือนเดิม ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลย น้องมีกลุ่มทำงานและมีงานส่งตลอด ไม่เคยถูกกีดกันเรื่องเรียน การจะเรียนจบช้าหรือเร็วมองว่าขึ้นอยู่กับความขวนขวายของตัวนักศึกษาเองมากกว่า
เหตุการณ์ด่าทอกันรุนแรงในแชตเกิดขึ้นเพียงวันเดียว ซึ่งมาจากประเด็นเงินรุ่น แต่สาเหตุแท้จริงที่ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหิน และเพื่อนทั้งสาขาตีตัวออกห่าง เป็นเพราะความรู้สึกและความคิดเห็นที่สะสมมานานจากหลายเหตุการณ์ เรื่องเงินจึงเป็นแค่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เพื่อน ๆ เลือกเว้นระยะห่างออกมา เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย