รายการโหนกระแสเปิดวงถกวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังนายกฯ ประกาศยุบสถาท่ามกลางไฟสงครามชายแดนที่ยังระอุ นักวิชาการมั่นใจกลไกความมั่นคงยังทำงานได้เต็มระบบ พร้อมเจาะลึกอาวุธเด็ดฝ่ายตรงข้าม และเปิดใจอดีตนักรบที่มองว่ายุทธวิธีปัจจุบันอาจทำให้ไทยเสียเปรียบ
รายการโหนกระแสวันนี้ (12 ธันวาคม 2568) เกาะติดสถานการณ์ร้อนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดคำถามวงกว้างถึงทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอำนาจในการสั่งการกองทัพเพื่อปกป้องอธิปไตยในช่วงสุญญากาศทางการเมือง โดยทางรายการได้เชิญ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง, รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, อาจารย์จรรยวรรธน์ ชาติอนุลักษณ์ นายกสมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย และ นายกรกต เกตุแก้ว อดีตทหารพรานค่ายปักธงชัย มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกในทุกประเด็น
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ได้อธิบายถึงข้อกังวลเรื่องอำนาจการสั่งการหลังยุบสภาว่า แม้จะเป็นช่วงรอยต่อทางการเมือง แต่ระบบบริหารราชการแผ่นดินได้ถูกออกแบบมารองรับสถานการณ์วิกฤตไว้แล้ว หากรัฐบาลไม่สามารถบริหารงานได้ตามปกติ กลไกอำนาจด้านความมั่นคงจะถูกโอนไปสู่ "สภาความมั่นคงแห่งชาติ" หรือที่เรียกกันว่า "สภาสงคราม" ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการรวม 18 คน รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการสงคราม แม้การสั่งการอาจจะช้ากว่าการประกาศกฎอัยการศึกเล็กน้อย แต่ถือเป็นความชอบธรรมตามระบบประชาธิปไตย สิ่งสำคัญในขณะนี้คือรัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาคมโลกและสหประชาชาติมั่นใจว่าไทยยังมีผู้นำที่มีอำนาจเต็ม เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ช่องว่างนี้โจมตีความน่าเชื่อถือของไทย
ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย วิเคราะห์เจาะลึกถึงเบื้องหลังการยุบสภาว่า มาจากแรงกดดันทางการเมือง 2 ปัจจัยหลัก คือปัญหาสงครามชายแดนและความขัดแย้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นอำนาจ สว. ตามมาตรา 256 ที่หาข้อยุติไม่ได้ จนนำไปสู่การชิงยุบสภาเพื่อตัดบทก่อนที่จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ซึ่งจะทำให้ยุบสภาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ยุทธพร ยอมรับว่ารัฐบาลรักษาการจะมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ที่ห้ามอนุมัติโครงการใหม่ที่ผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดหน้า หรือห้ามโยกย้ายข้าราชการเว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กกต. แต่ในมิติด้านความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อย รัฐบาลยังคงมีอำนาจบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่
สำหรับสถานการณ์การสู้รบในปัจจุบัน รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าในทางยุทธวิธี ไทยกำลังพยายามผลักดันกองกำลังกัมพูชาออกจากพื้นที่เพื่อจัดทำ "เขตปลอดภัย" หรือ Safe Zone ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณจากฝั่งกัมพูชาว่าต้องการหาทางลง หรือ Exit Strategy โดยพยายามดึงมหาอำนาจอย่างจีนหรือสหรัฐฯ เข้ามาไกล่เกลี่ย เนื่องจากกัมพูชาเริ่มตระหนักว่าหากปล่อยให้สงครามยืดเยื้อจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบและเจ็บตัวมากกว่า ประกอบกับคลังอาวุธที่เริ่มร่อยหรอ ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพร เสริมว่า "End Game" ของศึกครั้งนี้ไม่ใช่การแพ้ชนะแบบเบ็ดเสร็จ แต่เป้าหมายคือการรักษาอธิปไตยของไทยให้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และตัดทอนขีดความสามารถทางการรบของกัมพูชาไม่ให้กลับมาเป็นภัยคุกคามได้อีก โดยไทยต้องยืนยันจุดยืนที่แข็งกร้าวและไม่ยอมเจรจาแบบคนละครึ่งทาง
ประเด็นที่สร้างความฮือฮาและน่าตกใจคือเรื่อง "โดรนพลีชีพ" (Kamikaze) ที่สร้างความเสียหายให้กับฝั่งไทย รศ.ดร.ปณิธาน เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า การรบครั้งนี้มีความซับซ้อนกว่าในอดีต เพราะมีกลุ่มทหารรับจ้าง หรือผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเอกชนด้านความมั่นคง (PMC) เข้ามาเกี่ยวข้องในการฝึกสอนและควบคุมระบบเทคโนโลยีให้กับกัมพูชา โดยจากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกับอย่างน้อย 2 สัญชาติ ขณะที่ อาจารย์จรรยวรรธน์ นายกสมาคมโดรนฯ ได้นำตัวอย่างโดรนมาสาธิตพร้อมอธิบายว่า โดรนที่ใช้โจมตีเป็นแบบ FPV (First Person View) ที่ผู้บังคับจะสวมแว่นตาเห็นภาพเสมือนนั่งอยู่บนเครื่อง ทำให้สามารถบินด้วยความเร็วสูงหลบหลีกสิ่งกีดขวางพุ่งชนเป้าหมายได้แม่นยำ โดยมีการดัดแปลงวงจรจุดระเบิดแบบง่ายๆ ด้วยลวดทองแดงที่ส่วนหัว เมื่อเกิดการปะทะลวดจะแตะกันครบวงจรและระเบิดทันที ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หาได้ทั่วไปแต่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูง อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ปณิธาน ยืนยันว่ากองทัพไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและมีระบบรบกวนสัญญาณ (Jammer) รวมถึงอาวุธต่อต้านโดรนเตรียมพร้อมรับมือไว้แล้ว
ปิดท้ายด้วยมุมมองจากสมรภูมิจริงของ นายกรกต เกตุแก้ว อดีตทหารพรานค่ายปักธงชัย ที่สะท้อนความรู้สึกอัดอั้นตันใจของทหารเก่า โดยระบุว่ายุทธวิธี "สงครามจำกัดขอบเขต" (Limited War) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบ เพราะเมื่อยึดพื้นที่ได้แล้วกลับต้องถอยลงมาตามคำสั่ง ทำให้ข้าศึกกลับมายึดพื้นที่เดิมได้อีก วนเวียนไม่จบสิ้น ต่างจากในอดีตสมัยรบกับเวียดนามหรือเขมรแดง ที่ใช้ยุทธวิธีรุกรบเต็มรูปแบบ กวาดล้างลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึกเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงจนฝ่ายตรงข้ามต้องยอมจำนน นายกรกตประกาศกลางรายการว่า ขณะนี้มีอดีตทหารพรานและทหารเก่ากว่าหลายพันคน พร้อมที่จะอาสากลับไปช่วยรบกู้ชาติอีกครั้งโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะมั่นใจว่าประสบการณ์ในสนามรบและความชำนาญพื้นที่ของคนรุ่นเก๋า เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่สามารถทดแทนได้ และเชื่อว่าหากได้รับโอกาสจะสามารถช่วยให้สถานการณ์จบลงได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่
#ยุบสภา #สงครามไทยกัมพูชา #โดรนพลีชีพ #โหนกระแส