วันนี้ ( 13 ก.ย.69) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง.ผบ.ตร. ( ว่าที่ ผบ.ตร. ) พร้อมด้วย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำหมายจับศาลจังหวัดพัทยา เลขที่ 509 / 2569 ฐานความแจ้งเอกสารอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานราชการ (บัตรประชาชนปลอม) เข้าทำการจับกุมชายชาวจีน อายุ 67 ปี หลังพบหลักฐานสำคัญ ในการแอบสวมสิทธิทำบัตรประชาชนไทย ก่อนจะเข้ามาประกอบธุรกิจทัวร์ครบวงจรในไทยนานกว่าเกือบ 40 ปี และ ยังพบประวัติ อาชญากรรมร้ายแรง ก่อคดีในประเทศจีน จนถูกหมายจับอินเตอร์โพล โดยจับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
จากการสืบสวนสอบสวนข้อมูลเชิงลึก พบว่าชายชาวจีนคนดังกล่าว มีประวัติก่อคดีอาชญากรรมร้ายแรง (ฆาตกรรมผู้อื่นโดยเจตนา) เหตุเกิดที่ประเทศจีน ก่อนจะถูกทางการจีนออกหมายจับ ในช่วงวันที่ 9 ม.ค.33 ก่อนที่เจ้าตัวจะหลบหนีออกจากประเทศจีน มายังประเทศเมียนมาจากนั้นได้จะหลบหนีข้ามแดนมาในประเทศไทย
จนกระทั่งใน พ.ศ.2544 ชายชาวจีนคนดังกล่าว มีการไปสวมสิทธิชาวกะเหรี่ยง ( ก่อนจะได้บัตรประชาชนไทย ที่ อ.พบพระ จ.ตาก โดยมีการจ่ายค่าดำเนินการไป 50,000 บาท จนมีบัตรประชาชนไทย เมื่อได้บัตรประชาชนก็เริ่มมาประกอบธุรกิจในพื้นที่เมืองพัทยา โดยมีชื่อเป็นเจ้าของบริษัทฯ ทั้งหมด 5 บริษัทฯ ประกอบธุรกิจทัวร์ แบบครบวงจร อาทิ โรงแรม , ร้านอาหาร , ร้านกาแฟ , และธุรกิจต่างๆที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว โดยใช้ทุนจดทะเบียนบริษัทรวมกว่า 89 ล้านบาท รวมระยะเวลาการประกอบธุรกิจในเมืองพัทยารวมทั้งสิ้นกว่า 30 ปี
นอกจากนี้ยังพบว่า ในระหว่างที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ชายชาวจีนคนดังกล่าวได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงคนหนึ่งและมีลูกแฝด ชาย-หญิง ปัจจุบัน อายุ 12 ปี โดยการไปแจ้งเกิดสูติบัตรจนลูกได้สัญชาติไทยทั้ง 2 คน และยังพบประวัติว่า ในช่วง 13 ปี ชายชาวจีนคนดังกล่าวมีการย้ายเข้า-ออก ทะเบียนบ้านทั้งหมด 8 ครั้ง โดยย้ายออกจาก บ้านเลขที่ใน อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อปี 2546 เข้ามาในทะเบียนบ้าน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นก็มีการย้ายเข้าออกบ้านเลขที่ในพื้นที่ อ.บางละมุง รวม 7 ครั้ง ซึ่งบ้านเลขที่ที่มีการย้ายล่าสุดอยู่ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 22 เม.ย.59 และเป็นบ้านเลขที่เดียวกับที่อยู่ปัจจุบันตามบัตรประชาชน
ส่วนการจับกุมได้ในครั้งนี้สืบเนื่องจาก ชายชาวจีนคนดังกล่าวได้ทำวีซ่า เดินทางไปยังประเทศจีน (ประเทศบ้านเกิด) จนกระทั่งทางการจีน พบเอกสารมีความผิดปกติ เนื่องจากชายชาวจีนคนดังกล่าวเป็นพลเมืองของประเทศจีนมาก่อน แต่กลับได้สัญชาติไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทางการจีนจึงมีการสืบสวนจนพบว่า ชายชาวจีนคนดังกล่าวมีประวัติฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา สถานทูตจีนจึงมีการประสานมาทางกระทรวงมหาดไทย ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน
จนกระทั่งล่าสุด กระทรวงมหาดไทย โดย ศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E. ตรวจสอบพบว่าชายชาวจีนคนดังกล่าวมีการยื่นเอกสารเพื่อต่อบัตรประชาชน ที่ อ.บางละมุง แต่เนื่องจากเอกสารไม่ครบ โดยต้องรอเอกสารสำคัญบางส่วน แต่เมื่อทางอำเภอตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พบความผิดปกติหลายอย่าง จึงยื่นเรื่องกลับไปยังกรมการปกครอง รวมถึงลงพื้นที่ไปสอบปากคำญาติพี่น้องชาวกะเหรี่ยง (แผ่นดินสูง) ว่า ชายชาวจีนคนดังกล่าวเป็นบุคคลในเครือญาติหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า ไม่ใช่ญาติพี่น้อง และคาดว่าน่าจะมีการสวมสิทธิเพื่อใช้บัตรประชาชน
กรมการปกครอง จึงมีคำสั่งให้นายอำเภอบางละมุง เดินทางไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางละมุง จนกระทั่งมีการออกหมายจับชายชาวจีนคนดังกล่าว ฐานความผิด “แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร และแจ้ง ข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร”
ต่อมาตำรวจจึงเริ่มปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนจนสามารถขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับ โดยตำรวจสืบสวนภาค 2 ร่วมกับตำรวจ สภ.บางละมุง สามารถจับกุม ชายชาวจีนคนดังกล่าว ได้บ้านพักเมื่อช่วงค่ำ ของวันที่ 12 ก.ย.69
นอกจากนี้ในระหว่างที่ พล.ต.อ.สำราญ และ นายนฤชา นำกำลังตรวจสอบบ้านพักของผู้ต้องหา พบว่าบริเวณด้านหลังบ้านมีการทำห้องลับอยู่ใต้ดิน โดยมีการดัดแปลงจากสระว่ายน้ำทำเป็นห้องลับขนาดใหญ่ ตรวจพบว่าภายในห้อง มีลักษณะเป็นห้องเก็บของวัตถุโบราณ และ พระเครื่องจำนวนมาก ตำรวจจึงยึดไว้ทำการตรวจสอบทั้งหมด พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินหลายรายการ รวมมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท ( 89.5 ล้าน )
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างทางการไทยและทางการจีน ซึ่งภายหลังทราบเรื่องนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน จนเป็นที่มาของการจับกุม ชายชาวจีนคนดังกล่าวรวมถึงการถอดถอนสัญชาติไทย ซึ่งรวมถึงตัว ลูกแฝด 2 คน ที่ได้สัญชาติไทยก่อนหน้านี้ และเตรียมบังคับใช้กฎหมาย พระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ที่เปลี่ยน มาเป็นกฎหมายหลัก และมีการประกาศใช้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.69 เพื่อเพิ่มมาตรการเด็ดขาดในการจัดการ กับชาวต่างชาติ ที่เข้ามากระทำผิดในประเทศไทย
โดยเตรียมขยายผลเรื่องนี้และมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นกรณีมีการออกบัตรประชาชน ให้กับชาวจีนรายนี้ โดยจะมีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก และมีการตรวจสอบแบบ ถอนรากถอนโคน อีกทั้งยังพบว่าหลังมีการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก มีบุคคลชาวต่างชาติในลักษณะดังกล่าวอีกหลายราย ซึ่งห่างกับกระทรวงมหาดไทย จะร่วมมือกับสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ กวาดล้างชาวต่างชาติกลุ่มนี้ให้สิ้นซาก
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง.ผบ.ตร. ( ว่าที่ ผบ.ตร. ) กล่าวว่า กรณีชายชาวจีนคนดังกล่าวก่อเหตุฆ่าผู้อื่นในประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปี 2533 หรือ 36 ปีก่อน จากการตรวจสอบพบว่าคดีดังกล่าว ยังไม่หมดอายุความ โดยทางการไทยเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีก่อนจะส่งตัวกลับไปให้ทางจีนดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้จะมี สืบสวนสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับชายชาวจีนคนดังกล่าวทั้งหมด พร้อมทั้งทำการยึดทรัพย์ซึ่งรวมมูลค่าเกือบ 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันทำไปแล้วกว่า 10 เฟส และเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชน เพื่อนำผลประโยชน์และทรัพย์สิน กลับคืนสู่แผ่นดินมาตุภูมิไทย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์หากประชาชน หากมีข้อมูลการกระทำผิดของกลุ่มชาวต่างชาติสามารถแจ้งข้อมูลมาได้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งทางตำรวจจับกวาดล้างจับกุมอย่างจริงจังต่อไป