จากกรณีเกิดเหตุผู้ดูแลโกดังเก็บเครื่องจักรแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงชายต้องสงสัยที่เข้าไปภายในโกดัง จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าเรือ และส่งต่อโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากอาการอยู่ในภาวะวิกฤตนั้น
ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้นำตัวผู้ดูแลโกดังและผู้ก่อเหตุ เข้ามาสอบปากคำ พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนลูกซอง 5 นัด จำนวน 1 กระบอกและปลอกกระสุน ไว้เป็นของกลาง
เบื้องต้น ผู้ก่อเหตุให้การอ้างว่า ขณะเกิดเหตุพบชายคนหนึ่งปิดบังใบหน้าอยู่ภายในบริเวณโกดัง โดยคาดว่าน่าจะเข้ามาลักทรัพย์ ขณะนั้นบริเวณดังกล่าวมีแสงสว่างเพียงเล็กน้อย จึงใช้อาวุธปืนยิงขู่ไปยังบริเวณที่พบชายต้องสงสัย แต่กระสุนกลับโดนจนได้รับบาดเจ็บรวม 5 จุด ได้แก่ ชายโครงด้านขวา 2 เม็ด ต้นขาขวา 1 เม็ด ข้อศอกขวา 1 เม็ด และบริเวณกกหูด้านขวาอีก 1 เม็ด
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งเข้าช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลท่าเรือ ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต โดยแพทย์พบว่ามีเลือดออกบริเวณปอดและภายในช่องท้อง
ด้านผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยถึงข้อมูลของผู้บาดเจ็บว่า มีประวัติเคยลักเล็กขโมยน้อยและมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พร้อมเล่าอีกมุมที่สร้างความสะเทือนใจว่า ผู้บาดเจ็บมีลูกชายวัยเพียง 11 ขวบ อาศัยอยู่ด้วยกันเพียง 2 คน เนื่องจากแม่ของผู้บาดเจ็บเพิ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเมื่อประมาณ 3-4 เดือนก่อน จนต้องนอนติดเตียง และย้ายไปอยู่กับสามีใหม่ที่ อ.เสนา
โดยปกติผู้เป็นพ่อจะกลับมานอนที่บ้านทุกคืน และมักบอกลูกชายว่าออกไปทำงานในช่วงกลางคืน กระทั่งเช้าวันเกิดเหตุ เด็กชายอาบน้ำแต่งตัวรอพ่อเพื่อไปโรงเรียน แต่เมื่อตื่นขึ้นมากลับไม่พบพ่อ และยังไม่ทราบว่าพ่อถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส
ต่อมาเมื่อพบพ่อในสภาพบาดเจ็บหนัก เด็กชายมีอาการเครียดและเป็นห่วงพ่ออย่างเห็นได้ชัด แต่ยังพยายามเข้มแข็ง ก่อนเจ้าหน้าที่จะให้เดินไปส่งพ่อขึ้นรถพยาบาล พร้อมบอกให้ตะโกนว่า “พ่อสู้ๆ” โดยในจังหวะนั้นพ่อมีปฏิกิริยาตอบสนอง คล้ายรับรู้เสียงของลูกชาย
ล่าสุด อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤต ต้องได้รับเลือดอย่างต่อเนื่อง และเริ่มพบว่าการทำงานของไตผิดปกติ แพทย์ยังต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด โดยอาการโดยรวมยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง
ส่วนความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวน สภ.ท่าเรือ อยู่ระหว่างสอบปากคำ ตรวจสอบอาวุธปืนของกลาง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมด เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป