รายการโหนกระแสวันนี้ เป็นเรื่องราว เด็กอายุ 15 ปีหอบรูปพ่อร้องเรียนทวงค่าที่ดิน 2 ล้าน หลังพ่อมีการผ่อนจ่ายไป คงเหลือจ่ายแค่ 5 แสน แต่ต่อมาเสียชีวิตกะทันหัน และมีการพูดคุยเรื่องยอดที่เหลือจนมีการหาผู้ซื้อรายใหม่ได้ ทำให้ครอบครัวนี้พยายามทวงถามเรื่องเงินแต่กลับบ่ายเบี่ยงจนต้องมาร้องเรียน
เรื่องราวนี้เป็นของครอบครัวผู้เสียชีวิตรายหนึ่งมี "น้องน้ำหอม" อายุ 15 ปี ลูกสาวของนายสมนึก ผู้เสียชีวิต พร้อมด้วย "คุณฝน" ลูกพี่ลูกน้อง และ "นายสุนัย" ผู้จัดการมรดก มาร่วมรายการ ส่วนนายรพี ชำนาญเรือ ผู้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวนี้ และทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ มาให้ความรู้ด้านกฎหมาย
คุณน้ำฝน ตัวแทนของน้ำหอม ลูกสาวผู้เสียชีวิตเล่าว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 นายสมนึกได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินขนาด 1 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา ในพื้นที่ ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จากนายสราวุธ ในราคา 2,500,000 บาท ความตั้งใจที่ซื้อนั้น เพื่อต้องการให้ที่ดินเป็นมรดกของลูกสาวและภรรยา ซึ่งที่ดินแปลงนี้เป็นแปลงหัวมุม ทำเลดี รอบข้างมีทั้งตลาด ถนน และโรงงาน และเปิดภาพที่ดินขึ้นมา “หมวย อริสรา” บอกด้วยว่า เมื่อวานนี้ ตอน พี่หนุ่ม อ่านข่าวในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ยังบอกด้วยว่าที่ดินผืนนี้สวยมาก
ต่อมานายสมนึกวางเงินมัดจำ 500,000 บาท จากนั้นผ่อนชำระมาเรื่อยๆ บางเดือน 100,000 บาท บางเดือน 50,000 บาท รวมแล้วจ่ายไปประมาณ 2,000,000 บาท เหลือค้างอีกเพียง 500,000 บาท แต่ต่อมา นายสมนึก เสียชีวิตกะทันหัน เพราะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โดยเป็นสัญญาที่เขียนเป็นเพียงเอกสารเขียนด้วยลายมือ แต่ทนายตุ๋ยยืนยันว่ามีผลตามกฎหมาย เพราะสัญญาจะซื้อขายที่ดินเพียงต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งฉบับนี้มีครบ ทั้งระบุเนื้อที่ ราคา และวิธีชำระเงิน แถมมีพยานลงชื่ออีก 2 คน ทนายตุ๋ย ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า สัญญานี้แม้จะทำด้วยลายมือ แต่สมบูรณ์ครบถ้วนสามารถใช้ฟ้องร้องได้
คุณน้ำฝน เล่าต่อว่า หลังนายสมนึกเสียชีวิต ทำให้ครอบครัวขาดเสาหลัก ครอบครัวไม่มีรายได้ จึงปรึกษากันว่า จะตกลงแบ่งขายที่ดินส่วน 1 ไร่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ และตั้งใจเก็บส่วนที่ดิน 1 งาน 20 ตารางวาไว้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำมาหากิน โดย นายสุนัยอาศัยและเปิดร้านขายของอยู่มาตั้งแต่แรก โดยผู้ขายเป็นผู้อนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์เอง
นายสุนัย ได้หาผู้ซื้อรายใหม่มาได้ในราคา 2,200,000 บาท และผู้ซื้อรายใหม่ตกลงจะจ่ายเงิน 500,000 บาทให้นายสราวุธโดยตรง ตอนนั้นครอบครัวเข้าใจว่าหนี้ 2.5 ล้านตามสัญญาเดิมของนายสมนึก(ผู้เสียชีวิต) ได้ชำระครบแล้ว และผู้ซื้อรายใหม่ยังจ่ายเงินอีก 1,700,000 บาทให้นายสราวุธตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ตามที่ตกลงกัน ซึ่งทางครอบครัวเข้าใจว่า เงินส่วนนี้ต้องเป็นของครอบครัว พร้อมกับที่ดินอีก 1 งาน 20 ตารางวาที่ต้องแบ่งโฉนดคืนให้
แต่หลังจากโอนที่ดินให้ผู้ซื้อรายใหม่ที่สำนักงานที่ดินกำแพงแสนเรียบร้อย ครอบครัวกลับไม่ได้รับการติดต่อ ต้องตามทวงถามและถูกเลื่อนนัดหลายครั้ง บางวันต้องไปนั่งรอตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม จากนั้นก็มีการเรียกเข้าไปทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่ ระบุว่าหากจะเอาเงิน จะได้เพียงประมาณ 1,120,000 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ (อ้างว่ามีค่านายหน้า ค่าถมที่ 170,000 บาท ค่าทนาย และเงิน 100,000 บาทที่ให้นายสุนัย ) และบอกด้วยว่า จะไม่ให้จ่ายเป็นก้อน แต่ให้ผ่อนเดือนละ 50,000 บาท และหากเลือกรับเงินก็จะไม่ได้ที่ดินที่เหลือ
นายระพีระบุว่า แม่ของน้องน้ำหอมถูกให้เซ็นรับทราบในลักษณะมัดมือชก ด้านทนายตุ๋ย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับบันทึกฉบับดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากเรื่องถึงศาล ก็ใช้เป็นพยานเอกสารแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่ายได้
ต่อมา น้องน้ำหอม ลูกสาวผู้เสียชีวิต จึงเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากนายระพี เพราะไม่มีเงินจ้างทนาย เมื่อฟังเรื่องราว นายระพีพาไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.กำแพงแสน และยื่นอายัดที่ดินที่สำนักงานที่ดิน เพื่อป้องกันการโอนกรรมสิทธิ์ต่อ ซึ่งตามระเบียบมีผลเพียง 30 วัน และต้องยื่นฟ้องศาลภายในกำหนดเพื่อให้การอายัดมีผลต่อเนื่อง
ต่อมามีการไกล่เกลี่ยที่โรงพักเมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน ซึ่งนายสราวุธไม่ได้มาเอง แต่ส่งทนายความและนายบอย คนใกล้ชิด มาแทน และทางครอบครัวยอมตกลงรับเพียงเงินที่พ่อผ่อนไปคืน 2,000,000 บาท โดยขอไม่เอาที่ดิน และนายสุนัยต้องย้ายออกจากที่ดินตรงที่เข้าไปขายของส่วน 1 งาน ซึ่งฝ่ายนายสราวุธโอนเงินมาก่อน 100,000 บาทเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม และนัดจ่ายส่วนที่เหลือ 1,900,000 บาทเป็นแคชเชียร์เช็คในชื่อน้องน้ำหอม วันที่ 15 ตุลาคม
นายสุนัยเล่าว่า ตนก็ทยอยขนของออกตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม แต่คืนนั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม นายบอยโทรมาต่อว่า ด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า ทำไมไม่ย้ายออก ทั้งที่กำลังขนของอยู่ และเล่าด้วยว่า เคยถูกขู่สารพัด และเคยถูกตัดไฟ เนื่องจากสายไฟพ่วงมาจากบ้านของนายสราวุธ โดยนายระพีก็มองว่าไม่ควรตัดไฟ เพราะเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของคนที่ยังอยู่อาศัย
พอถึงวันนัด 15 ตุลาคม ครอบครัวไปรอที่โรงพักตั้งแต่ 10 โมงจนเลยเที่ยง แต่อีกฝ่ายไม่มา ทั้งน้องน้ำหอม นายระพี และพนักงานสอบสวนโทรติดต่อไปก็ไม่มีใครรับสาย ต่อมามีการอ้างว่า นายสุนัยไม่ยอมย้ายออก และนายระพีไปต่อว่านายบอย จึงไม่จ่ายเงิน ขณะที่นายระพียอมรับว่า ได้ส่งข้อความไปว่านายบอยจริง หลังรู้ว่ามีการอ้างเหตุไม่ตรงความจริง
ทางรายการโหนกระแส ยังได้เปิดคลิปเสียงที่ทีมข่าวได้ติดต่อนายสราวุธได้ เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจเบี้ยว แต่ไปนั่งรอที่ธนาคาร 3 ชั่วโมง และธนาคารไม่มีเงินให้ พร้อมระบุว่าเรื่องบานปลายเพราะนายระพีเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีบุคคลที่สาม น้องคงได้เงินไปนานแล้ว และสัญญาว่าจะให้ทนายโอนเงิน 1 ล้านบาทในวันที่ 24 ตุลาคม หากไม่โอนยอมจ่าย 10 เท่า
น้องน้ำหอม ยอมรับว่าตอนแรกเชื่อใจอีกฝ่าย เรื่องจึงยืดเยื้อ แต่ตอนนี้ไม่เชื่อแล้ว เพราะถูกเลื่อนมาหลายรอบ ส่วนคำถามว่านายระพีได้ผลประโยชน์อะไร ครอบครัวยืนยันว่ามีเพียง "ซิปเสื้อ" ที่ฝากซื้อให้แทนตัวเก่าที่พัง ส่วนที่เหลือช่วยเต็มที่ บางวันยังเลี้ยงข้าวด้วย โดยนายระพี ยังพูดติดตลกด้วยว่า ซิปเสื้อจริงๆ ไม่ใช่ซิปเสื้อทองคำ
นายระพี ยังเปิดเผยว่ามีผู้เสียหายลักษณะคล้ายกันอีก 7-8 ราย แต่ไม่กล้าออกมาเพราะเกรงอิทธิพล และระหว่างรายการ มีผู้ส่งข้อความมาแจ้งว่าพ่อตาซึ่งเสียชีวิตแล้วเคยเป็นเหยื่อเช่นกัน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการแบ่งขายลักษณะจัดสรรหรือไม่ และมีการใช้นอมินีถือครองหรือไม่ จึงอยากให้สำนักงานที่ดินกำแพงแสนเข้าตรวจสอบ
ทนายตุ๋ย อธิบายเกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรที่ดินว่า ตามกฎหมายการจัดสรรที่ดิน หากแบ่งแยกขายเกิน 9 แปลงต้องขออนุญาตจัดสรร ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ดินสามารถตรวจสอบได้จากรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ ส่วนกรณีของครอบครัวนี้ หากยึดตามสัญญาฉบับแรก เมื่อชำระราคาครบก็ต้องฟ้องบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนเงื่อนไขกันหลายครั้ง ต้องดูพยานหลักฐานทั้งหมดว่าจะเป็นคดีแพ่ง หรือเข้าข่ายฉ้อโกงทางอาญา ซึ่งเป็นเส้นบางๆ พร้อมฝากว่าการซื้อขายที่ดินควรปรึกษานักกฎหมาย และการเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะการตกลงปากเปล่าไม่มีผล
ในระหว่างที่รายการดำเนินไปนั้น ทางทีมงานพยายามติดต่อนายสราวุธเพื่อขอคำชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีการโอนเงิน 1,900,001.00 บาท เข้าบัญชีธนาคารของน้องน้ำหอม พร้อมบันทึกช่วยจำว่าเป็นการคืนค่าที่ดินให้ลูกของนายสมนึก น้องน้ำหอม โดย “หมวย อริสรา” ขอให้น้องน้ำหอม เช็กกับแอปธนาคารด้วยว่า ได้รับเงินจริงไหม พอน้องน้ำหอมตรวจสอบก็พบว่ามีเงินเข้าจริง และเมื่อรวมกับที่เคยได้รับ 100,000 บาท เท่ากับได้รับคืนครบ 2,000,000 บาท ก่อนกำหนดวันที่ 24 ตุลาคม
แต่ยังมีประเด็นอีกเรื่องคือ ที่ดินอีก 1 งาน 20 ตารางวา หรือ 120 ตารางวา ที่ครอบครัวยืนยันว่าต้องได้คืน เพราะขายไปเพียง 1 ไร่ โดยทนายตุ๋ย ได้มีการคำนวณว่า หากคิดตามราคาซื้อขายปี 2566 ที่ราว 4,800 บาทต่อตารางวา ที่ดินส่วนนี้จะมีมูลค่าประมาณ 570,000 บาท ยังไม่รวมราคาที่ปรับขึ้นตลอด 3 ปี จึงต้องเจรจากันว่าจะโอนที่ดินหรือคืนเป็นเงิน ซึ่งเชื่อว่าคุยกันได้ไม่ยาก เพราะวันนี้นายสราวุธแสดงเจตนาดีแล้ว ด้านนายสุนัยยืนยันว่าอยากได้ที่ดินมากกว่าเงิน เพราะอยู่อาศัยมาก่อน
นายระพี กล่าวด้วยว่า เคยยื่นหนังสือร้องขอความคุ้มครองต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ทางตำรวจสั่งการช่วยเหลือโดยด่วน และขอขอบคุณ พ.ต.ท.สมพร รองผู้กำกับการสอบสวน สภ.กำแพงแสน ที่ให้คำแนะนำด้านคดีและให้เบอร์ติดต่อส่วนตัว ทำให้นายสุนัยอุ่นใจขึ้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมนครปฐม แต่เรื่องไม่คืบหน้า
โดยตอนท้ายรายการ คุณฝนกล่าวขอบคุณคุณสราวุธที่โอนเงินมาให้ และขอให้เห็นใจเรื่องที่ดิน เพราะช่วงที่ต้องรอคอย น้องน้ำหอมแทบไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องออกมาช่วยงานแทน ด้านนายสุนัยกล่าวขอบคุณ นายสราวุธ โดยใช้คำว่า "เฮีย" ที่โอนเงินครบ และยังนับถือเหมือนพี่ชายเช่นเดิม