วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหลังหนึ่ง ถนนท้าวสุระ ซอย 13 ชุมชนศาลเจ้าพ่อเสือ–ทุ่งสว่าง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา บรรยากาศวันแม่แห่งชาติเต็มไปด้วยความอบอุ่น เมื่อลูกชายพิการทางสติปัญญาและมีภาวะดาวน์ซินโดรม อายุ 51 ปี นำพวงมาลัยดอกมะลิมอบให้ผู้เป็นมารดา อายุ 85 ปี อดีตข้าราชการครู ก่อนทั้งคู่จะโอบกอด หอมแก้ม และบอกรักกันด้วยสีหน้าและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข
ภาพดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในวันแม่ แต่เป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นทุกวันตลอดระยะเวลากว่า 51 ปี จนกลายเป็นภาพคุ้นตาของเพื่อนบ้าน แม้ผู้เป็นแม่จะทราบว่าลูกชายมีพัฒนาการแตกต่างจากเด็กทั่วไป แต่ความรักที่มีต่อลูกไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่วันเดียว
แม่ เปิดเผยว่า ลูกชายคลอดก่อนกำหนด ขณะมีอายุครรภ์ประมาณ 8 เดือน ระหว่างตั้งครรภ์มีเลือดออกเป็นระยะจนกังวลว่าอาจแท้ง และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ช่วงแรกครอบครัวยังไม่ทราบว่าลูกมีความผิดปกติ กระทั่งอายุประมาณ 2 ขวบ ยังเดินไม่ได้ และมีพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป จึงพาไปตรวจที่โรงพยาบาลเด็กในกรุงเทพฯ ก่อนจะได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการดูแลและพัฒนาศักยภาพที่โรงเรียนราชานุกูล
ช่วงที่ลูกชายเรียน และพักอยู่หอประจำในกรุงเทพฯ ทุกเย็นวันศุกร์ แม่จะเดินทางไปรับลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน ก่อนพากลับไปส่งหอพักในวันอาทิตย์ ทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจนลูกชายอายุประมาณ 20 ปี
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ครอบครัวเคยพยายามฝึกอาชีพรีดผ้าให้แก่ลูกชาย แต่ระหว่างฝึกเกิดอุบัติเหตุเตารีดถูกแขน ผู้เป็นพ่อจึงเห็นว่าการออกไปประกอบอาชีพอาจมีความเสี่ยง และตัดสินใจให้ลูกอยู่ที่บ้าน โดยสมาชิกในครอบครัวช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นมา
แม่ ยังเล่าว่า ลูกชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อ่อนน้อม ชอบให้ผู้อื่นพูดจาไพเราะ และชอบถ่ายรูป หากใครพูดดีหรือซื้อขนมมาฝากจะดีใจและกล่าวชมอย่างชัดเจน แต่ไม่ชอบคนที่พูดเสียงดังหรือพูดจาโผงผาง หลังได้รับการดูแลและฝึกพัฒนาการจากโรงเรียนราชานุกูล พฤติกรรมและการเข้าสังคมของลูกชายก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้วันนี้แม่จะมีอายุ 85 ปี และลูกชายอายุ 51 ปีแล้ว แต่ทั้งคู่ยังคงแสดงความรักต่อกันทุกวัน ลูกชายมักเข้ามาขอหอมแก้มแม่ ขณะที่ผู้เป็นแม่จะโอบกอดและพูดคุยกับลูกอย่างอ่อนโยน หากวันใดลูกทำหน้าบึ้ง เธอจะพูดกับลูกดีๆ ว่า “ทำอย่างนั้นไม่หล่อนะลูก” เพื่อให้ลูกกลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง
หลังสามีเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 17 ปีก่อน แม่ต้องรับหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ รวมถึงเป็นเสาหลักของครอบครัว แม้อายุมากขึ้นแต่ไม่เคยยอมแพ้ เพราะรู้ว่าตนเองไม่มีเวลาล้มป่วย และต้องดูแลลูกชายให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตลอดระยะเวลา 51 ปี แม่ไม่เคยรู้สึกอับอายที่มีลูกเป็นผู้พิการทางสติปัญญา ไม่เคยปิดบังลูกจากสังคม และหากสถานที่ใดสามารถพาลูกไปได้ แม่จะพาไปทุกครั้ง รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมผู้พิการเมื่อมีโอกาส ขณะที่สมาชิกคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะพี่สาว ต่างเข้าใจและช่วยกันดูแลนายอรรถกรเป็นอย่างดี เมื่อไปเห็นคนที่พิการมากกว่าลูกเรา ก็คิดในใจว่าลูกเรายอดแล้ว เราไม่เสียใจที่ลูกเป็นอย่างนี้ ไม่รู้ว่าเขาเกิดมาเป็นอย่างนี้เพราะอะไร แต่เมื่อเขาเกิดมาแล้ว เราก็ต้องอยู่ร่วมกันและดูแลกัน