หนังคนละม้วน! ตำรวจใช้มีดแทงชายวัย 33 ปี พี่สาวเผยน้องชายป่วยจิตเวช แค่ขี่รถเล่นไปมา มองทำเกินกว่าเหตุ อีกฝ่ายโต้ถูกกระทำก่อน ทั้งก่อกวน ข่มขู่ และทำร้าย
โหนกระแสในวันนี้ (23 มิ.ย. 2569) พูดคุยเรื่องราวที่กำลังเป็นข่าวและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ กรณีตำรวจนายหนึ่งในสังกัดสอบสวนกลาง หรือ CIB ใช้มีดทำร้ายร่างกายชายวัย 33 ปี จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทางฝั่งญาติของผู้บาดเจ็บรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะคนเจ็บเป็นผู้ป่วยจิตเวชด้วย จึงต้องการมาเรียกร้องความเป็นธรรมในวันนี้ ในขณะเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่งก็มีการให้ข้อมูลตอบโต้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีข่าวออกไปว่าตำรวจ CIB นายนี้เป็นลูกเขยของร้านค้า และไปนั่งดื่มเหล้าส่งเสียงดังจนเกิดเหตุอาละวาด ซึ่งทางฝั่งร้านค้าปฏิเสธว่าไม่จริง ยืนยันว่าทางร้านโดนผู้บาดเจ็บคุกคามและอาละวาดหาเรื่องหลายครั้ง จนต้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ CIB นายนี้ให้มาช่วยเฝ้าร้านให้ และยืนยันว่าตำรวจกระทำการเพื่อป้องกันตัวและไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ
ผู้ร่วมรายการในฝั่งผู้บาดเจ็บประกอบด้วย คุณตองซึ่งเป็นหลาน คุณองุ่นซึ่งเป็นพี่สาวคนที่สอง และคุณวิซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ส่วนฝั่งร้านชำมี เจ๊หนู เจ้าของร้าน คุณมะม่วง เป็นลูกสาว และคุณบุญมี ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่โดนคนเจ็บทำร้าย และมีทนายไพศาล เรืองฤทธิ์ มาเป็นทนายคนกลาง
คุณองุ่น พี่สาวของผู้บาดเจ็บ เล่าว่า น้องชายป่วยเป็นจิตเวช เหตุการณ์เริ่มต้นจากฝั่งญาติเล่าให้ฟังว่า ทางร้านของเจ๊หนูได้ด่าทอพ่อแม่ของตน เมื่อตนทราบเรื่องจึงจะไปดูน้องชายที่บ้านของพ่อกับแม่ในหมู่บ้าน ก็พบว่าน้องชายนอนจมกองเลือดอยู่ ซึ่งบ้านหลังที่เกิดเหตุเป็นบ้านของพ่อแม่ที่น้องชายอาศัยอยู่ โดยอยู่ห่างจากบ้านของตนประมาณ 300 เมตร ซึ่งในหมู่บ้านนั้นมีร้านขายของชำของเจ๊หนูอยู่ใกล้กัน เพียงแค่ข้ามหลังคาเดียวและอยู่ตรงข้ามถนนกัน
คุณตองเล่าเสริมว่า ในวันเกิดเหตุทางฝั่งคู่กรณีไม่ได้แจ้งญาติ แต่ทางน้าเอะใจจึงเข้าไปดูน้องตามปกติที่ต้องไปให้ข้าวหมา แล้วไปพบว่านิกนอนจมกองเลือดจึงโทรแจ้งกัน
คุณองุ่น เผยว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองบ้านนี้มีมานานแล้วจากเรื่องเพื่อนบ้าน เช่น แม่ของเจ๊หนูชอบปลูกผักจำพวกพริกและมะละกอริมกำแพงบ้านของฝั่งผู้บาดเจ็บ ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจกันเพราะมีการปลูกข้ามถนนมาที่กำแพงบ้าน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการกินเหล้าสังสรรค์กันด้วย
สำหรับประวัติของนิกนั้น พี่สาวระบุว่านิกเคยเสพยาตั้งแต่วัยรุ่น ตอนนี้อายุ 33 ปี แต่ปัจจุบันไม่ได้เสพแล้วและกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช อาการของนิกมักจะพูดเพ้อไปเรื่อยตามเรื่องตามราวของเขา แต่ยังมีสติอยู่ และที่ผ่านมาไม่เคยไปซื้อของที่ร้านของเจ๊หนูเลยเพราะไม่ถูกกัน
ในมุมของเจ๊หนูยืนยันว่า ขายของมา 5 ปี ไม่เคยพูดกระทบหรือหันหน้าไปมองบ้านคู่กรณีเลย แม้จะอยู่ตรงข้ามกันก็ตาม เจ๊หนูเล่าว่านิกอาศัยอยู่บ้านที่ติดกับร้านของตนและมักจะเดินไปมา ซึ่งตนไม่ได้สนใจหากไม่มายุ่งเกี่ยว แต่จะรู้สึกกลัวหากนิกถือมีดเดินไปมา ซึ่งเจ๊หนูยืนยันว่าเห็นนิกถือมีดยาว ๆ แต่ทางฝั่งพี่สาวโต้แย้งว่านิกไม่เคยถือมีดเดินไปมาอย่างนั้นแน่นอน
นอกจากนี้เจ๊หนูยังระบุว่า ที่พี่สาวนิกบอกว่าไปเข้ารับการบำบัดมานั้น แท้จริงคือเพิ่งออกจากเรือนจำ พี่สาวจึงแจงว่าก่อนหน้านั้นก็บำบัดที่ รพ. ด้วย และในเรือนจำก็มีการบำบัด
ฝั่งญาติของนิกยืนยันว่า นิกไม่เคยทำร้ายคนในครอบครัวและพูดคุยได้ตามปกติ แต่เจ๊หนูแย้งว่านิกเคยตบพี่สาวและเคยฟันหัวพ่อ ซึ่งทางฝั่งญาติและพ่อของนิกที่อยู่ในรายการชี้แจงว่าไม่ได้มีการฟันหัว พ่อของนิกอธิบายว่านิกชอบโวยวาย ตนจึงถือมีดตะขอไปขู่เพื่อบอกให้หยุดโวยวาย แต่นิกเข้ามาแย้งมีดจนเกิดการสะบัดไปโดนหัวพ่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ใช่การตั้งใจฟัน
ประเด็นหลักที่ฝั่งผู้บาดเจ็บมาร้องเรียนคือ พฤติกรรมของตำรวจ CIB ที่ญาติมองว่าทำเกินกว่าเหตุ พี่สาวมองว่าหากต้องการระงับเหตุ ในฐานะตำรวจควรแค่ควบคุมตัวและแจ้งญาติ ไม่ควรถึงขั้นใช้มีดแทง
เจ๊หนู ได้โต้แย้งว่า เป็นการป้องกันตัว และเหตุเกิดจากนายนิกเริ่มก่อน ไม่ใช่ว่าพวกตนไปด่าเขา เจ๊หนูเล่าว่า วันนั้นนิกขี่ จยย. วนมาด่ารอบหนึ่ง แล้วขึ้นเนินไปตั้งหลัก จากนั้นนิกขี่วนกลับมาที่หน้าร้าน ซึ่งตอนนั้นลูกเขยนั่งอยู่ที่ถังน้ำแข็งหน้าร้าน นิกได้ได้ใช้เท้าถีบลูกเขยจนเกือบจะล้ม เหตุการณ์ดังกล่าวมีคลิปจากวงจรปิดเป็นหลักฐาน ระวันที่ 21 มิ.ย. ช่วงเวลาประมาณ 18.10 น. หลังลูกเขยโดนถีบ ตนจึงพากันไปแจ้งความ โดยให้ลูกสาวคนเล็กอยู่เฝ้าร้าน แต่ด้วยความเป็นห่วงจึงให้ตำรวจ CIB นายนี้มาอยู่เป็นเพื่อน ก่อนจะเกิดเหตุขึ้น ซึ่งยืนยันว่าเป็นการป้องกันตัว
เจ๊หนูยังระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้ในวันที่ 9 มิ.ย. เคยไปแจ้งความไว้แล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากนิกถือมีดมาที่หน้าบ้านตอนเวลาประมาณ 23.00 น. จนทำให้เกิดความกลัว ซึ่งทางฝั่งญาติของนิกบอกว่าไม่ทราบเรื่องนี้เพราะไม่ได้อยู่บ้านในตอนนั้น เจ๊หนูเล่าว่า นิกได้ถือมีดเข้ามาในลักษณะก่อกวนที่หน้าร้าน ในขณะที่ลูกเขยของเธอกำลังนั่งอยู่กับลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งในช่วงดึก นิกเดินวนไปมาและมีการปะทะคารมกับลูกเขย โดยนิกได้พูดออกมาว่า “กูไม่อยากฆ่า” ซึ่งในจังหวะหนึ่งนิกทำท่าเหมือนจะไปเอาอะไรบางอย่าง ทำให้คนในร้านต้องระมัดระวังตัว
เจ๊หนูยืนยันว่า มีคลิปหลักฐานที่มีเสียงของนิกพูดประโยคดังกล่าวชัดเจน และเธอได้ไปแจ้งความในเช้าวันถัดไปเพราะเห็นว่านิกถือมีดมาด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้
ในใบแจ้งความ ระบุถึงการที่นายนิกมาก่อกวนและข่มขู่จนผู้แจ้งรู้สึกไม่ปลอดภัยต่อทรัพย์สิน เจ๊หนูชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในบันทึกประจำวันไม่ได้ระบุเรื่องการถือมีดลงไปอย่างชัดเจน และตัวเธอเองในตอนนั้นเพียงต้องการให้ตำรวจไปช่วยตักเตือนนิกเพราะรู้สึกหวาดกลัว เรื่องคลิปวิดีโอว่าอาจจะมองไม่เห็นมีดชัดเจนนักเพราะนิกยืนอยู่บนถนน ซึ่งอยู่นอกรัศมีกล้องของที่ร้าน แต่จะได้ยินเสียงพูดว่า “กูไม่อยากฆ่า” อย่างแน่นอน
ต่อมาเป็นการไล่เรียงเหตุการณ์ในวันที่ 21 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เจ๊หนูเล่าว่าหลังจากที่นิกเข้ามาถีบลูกเขยที่หน้าร้านในเวลาประมาณ 18.10 น. เธอได้ปรึกษาตำรวจ สภ. สีคิ้ว ซึ่งได้รับคำแนะนำว่าต้องมาแจ้งความก่อนเจ้าหน้าที่ถึงจะเข้าไปในพื้นที่ได้ เจ๊หนูจึงตัดสินใจเดินทางไปโรงพยาบาลและสถานีตำรวจพร้อมกับหนุ่ยที่เป็นลูกเขย โดยให้มะม่วง ลูกสาวคนเล็ก เฝ้าร้านอยู่เพียงลำพัง ด้วยความเป็นห่วงลูกสาว เธอจึงโทรหา ‘เทรน’ ซึ่งเป็นตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ที่เพิ่งรู้จักกัน เพราะเทรนมาอุดหนุนที่ร้านและกินข้าวฝั่งตรงข้ามบ่อยครั้ง เพื่อขอให้มาอยู่เป็นเพื่อนลูกสาวที่ร้าน ตอนแรกเจ๊หนูได้ชวนเทรนไปแจ้งความด้วยกัน แต่เทรนอาสาที่จะอยู่ที่ร้านเพื่อดูแลมะม่วงแทน เนื่องจากเห็นว่ามะม่วงต้องเฝ้าร้านคนเดียว เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย
มะม่วงได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านในระหว่างที่แม่ไปแจ้งความว่า นิกได้ขี่ จยย. วนเวียนอยู่ที่หน้าร้านถึง 3 รอบ พร้อมกับตะโกนท้าทายว่า “ท้าทายไหม” อยู่ตลอดเวลา ในรอบสุดท้ายนิกได้จอด จยย. ที่หน้าบ้าน ก่อนจะเดินเข้ามาหาพร้อมพูดจาในลักษณะหาเรื่องทุกคน เทรนซึ่งนั่งอยู่ด้วยได้พยายามพูดประนีประนอมว่า “ไม่มีใครมีปัญหาอะไร” และได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่นิกกลับตอบโต้ว่า “ตำรวจก็ไม่กลัวหรอก”
มะม่วงยังให้ข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เธอถูกนิกคุกคามด้วยการขับรถตามบ่อยครั้งจนเกิดความกลัว และนิกยังไปเที่ยวบอกคนอื่นว่าเธอเป็นเมียของเขา เมื่อเทรนถามนิกว่าทำไมต้องขับรถตามฝ่ายหญิง นิกก็ได้ยืนยันคำเดิมว่า “เป็นเมียกู” ซึ่งเรื่องนี้ทางญาติของนิกทั้งพี่สาวและหลานต่างยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และมองว่านิกแค่ขับรถวนเล่นในหมู่บ้าน
ในอีกด้านหนึ่ง นายบุญมี ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่และอยู่ในเหตุการณ์วันเดียวกัน ได้ให้ข้อมูลว่า วันนั้นหลังจากนิกไปก่อเหตุถีบลูกเขยเจ๊หนูแล้ว นิกได้ขี่ จยย. มาที่บ้านของเขาในเวลาประมาณ 18.30 น. ในตอนนั้นนายบุญมีกำลังทำงานเชื่อมเหล็กอยู่กับหลาน นิกขี่รถวนไปมา 3 รอบ ก่อนจะจอดแล้วเข้ามานั่งดื่มกับพวกเขา ซึ่งนายบุญมีก็ต้อนรับเพราะเห็นนิกมาตั้งแต่เด็ก ๆ และรักเหมือนลูกหลาน
แต่ผ่านไปประมาณ 4 นาที นิกเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องและใช้คำหยาบคายด่าทอ นายบุญมีจึงไล่นิกให้กลับบ้านไป นิกทำท่าเหมือนจะกลับแต่กลับไปนำมีดปลายแหลมมาจากไหนไม่รู้ แล้วพุ่งเข้ามาจะแทงนายบุญมี นายบุญมีสามารถหลบได้ทันแต่ก็ยังถูกบาดตามร่างกาย ก่อนจะวิ่งหนี ซึ่งเย็บแผลไป 3 เข็ม หากหนีไม่ทันคงได้ไปอยู่วัดแล้ว เหตุการณ์นี้มีพยานเห็นเหตุการณ์คือนายเดชาที่เป็นเจ้าของบ้าน แต่เขาไม่ได้ตอบโต้อะไร และยังได้ให้น้องพานายนิกไปส่งที่บ้านด้วย
นายบุญมีได้เดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับนิกในคืนนั้นเวลา 22.41 น. โดยตำรวจได้รับแจ้งความไว้เรียบร้อยแล้ว สรุปได้ว่าในวันเกิดเหตุ นิกได้ก่อเหตุไล่เลี่ยกันหลายที่ เริ่มจากการถีบหนุ่ยในเวลา 18.10 น. จากนั้นไปพยายามใช้มีดแทงนายบุญมีในเวลา 18.30 น. ก่อนจะวนกลับมาที่ร้านของเจ๊หนูอีกครั้ง จนเกิดเหตุการณ์ที่ตำรวจ CIB ใช้มีดแทงนิกตามที่เป็นข่าว
หนุ่ม กรรชัย สอบถามเรื่องที่นิกติดคุกว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องเสพยาหรือไม่ แต่ทางพี่สาวของนิกได้ชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องเสพยา แต่เป็นคดีลักทรัพย์ จยย. ของเพื่อน นิกถูกจำคุกนาน 2 ปี และในระหว่างที่อยู่ในเรือนจำก็ได้มีการบำบัดรักษาเนื่องจากเขามีอาการป่วยทางจิต หลังจากนิกถูกปล่อยตัวออกมา ทางฝั่งเพื่อนบ้านยืนยันว่า นิกมักจะไปก่อเรื่องกับชาวบ้านในหมู่บ้าน แต่ทางฝั่งญาติของนิกยังคงยืนยันว่า เขาแค่ขับรถเล่นตามปกติ และยังไม่เห็นว่าไปก่อเรื่องอะไรจนกระทั่งเกิดคดีนี้
เมื่อสอบถามถึงกรณีที่นิกเคยมีคดีใช้ปืนยิงคนในอดีต ทางพี่สาวของนิกยืนยันว่า เคยมีคดีจริงแต่จบไปแล้ว โดยศาลตัดสินว่านิกไม่ได้เป็นคนทำและไม่มีความผิด ทางฝั่งพ่อของนิกเสริมว่า คดีนั้นเป็นการกล่าวหาเฉย ๆ และศาลพิจารณาให้พ้นผิดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งผู้บาดเจ็บในคดีเก่านั้นได้ติดต่อทางรายการ โดยระบุว่ารู้สึกอัดอั้นใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมานานกว่า 10 ปีแล้ว
จากนั้นได้มีการเปิดคลิปเหตุการณ์ จากคลิปจะเห็นว่านิกเดินเข้ามา แล้วเทรนเอื้อมไปหยิบมีดยาวมาไว้ข้างหลัง นิกเป็นฝ่ายเดินเข้าหาและต่อยเทรนก่อน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนิกไปฟันพี่บุญมีมาแล้ว แล้วก็มีการชุลมุนกัน ในคลิปเห็นเทรนเงื้อมีดทำร้าย ซึ่งสองฝ่ายมีความเห็นต่างกัน มะม่วงยืนยันว่าเป็นการฟัน ไม่ได้แทง หลังจากนิกล้มลง เทรนได้ใส่กุญแจมือ แต่ญาติของนิกมองว่าเป็นการแทง เพราะไส้ไหลออกมา และยังมีกาซ้ำด้วย แต่มะม่วงชี้แจงว่าเป็นการใส่กุญแจมือและค้นหาอาวุธ จากนั้นเทรนก็บอกให้มะม่วงรีบเรียกรถพยาบาลทันที มะม่วงเป็นคนโทรแจ้งกู้ภัยว่ามีคนบาดเจ็บไส้ไหลออกมาให้รีบมา
พี่สาวของนิกตั้งคำถามว่า ทำไมตอนแรกบอกจะชวนเทรนไปแจ้งความด้วยกัน แต่สุดท้ายกลับมาอยู่ที่ร้าน เจ๊หนูอธิบายว่าตอนแรกโทรหาเทรนเพราะกลัวไปแจ้งความแล้วเขาไม่เชื่อเลยจะชวนไป แต่ลูกเขยโทรบอกให้เทรนมาเฝ้าที่ร้านเพราะกลัวนิกจะย้อนกลับมาแล้วจะเป็นอันตรายกับมะม่วง เจ๊หนูระบุว่าได้โทรแจ้งตำรวจ สภ. สีคิ้ว ให้มาเอานิกไปตั้งแต่นิกถีบลูกเขย เพราะเริ่มอาละวาดกวนคนอื่น แต่ตำรวจยังมาไม่ถึง
พี่สาวนิกยอมรับว่าน้องชายผิดที่เข้าบ้านคนอื่น แต่เธอมองว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุ ไม่จำเป็นต้องใช้มีดทำร้ายจนไส้ไหล
ทนายไพศาลให้ความเห็นว่า ครอบครัวนิกพูดตามที่ฟังเขาเล่ามา แต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริงที่กระชั้นชิด นิกมีประวัติทำร้ายคนอื่น ทั้งถีบลูกเขยร้านค้าและฟันพี่บุญมี ก่อนจะกลับมาที่ร้านอีกรอบ ทนายย้ำว่าการดูแลผู้ป่วยจิตเวชต้องใกล้ชิดมาก เพราะเขาสุ่มเสี่ยงจะคุมอารมณ์ไม่ได้หากมีแรงกระตุ้นหรือดื่ม ทนายมองว่าเทรนอยู่รอระงับเหตุและต้องป้องกันตัว เพราะนิกมีประวัติรุนแรงและไม่รู้ว่าจะมีอาวุธซ่อนอยู่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ทนายยอมรับว่าภาพที่เห็นเป็นการทำเกินกว่าเหตุ แต่ตามกฎหมายมาตรา 69 หากทำไปเพราะความตกใจหรือตื่นเต้นเนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอาการจิตเวชและเคยรุนแรง ศาลอาจลดโทษหรือรอลงอาญาได้ ทนายยังฝากถึงหน่วยงานรัฐให้พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนไม่ให้ส่งกลับมาสร้างอันตรายซ้ำ
ในประเด็นเรื่องมีด เจ๊หนูยอมรับว่าเป็นมีดของเธอเองที่วางไว้หลังจากลูกเขยถูกถีบรอบแรก เพราะคิดว่านิกต้องกลับมาแน่ ก่อนไปโรงพักเธอได้บอกให้เทรนเก็บมีดด้วย แต่เทรนกำลังคุยโทรศัพท์ประสานตำรวจจึงยังไม่ได้เก็บ
ฝั่งพี่สาวนิกยังคงไม่พอใจและตั้งคำถามว่า ทำไมเป็นตำรวจต้องทำขนาดนี้ เทรนซึ่งโฟนอินเข้ามาชี้แจงรายการว่า เขาไปที่ร้านหลังได้รับแจ้งเหตุว่าลูกเขยเจ้าของร้านถูกถีบ เขาแนะนำให้เจ๊หนูไปแจ้งความ และเขาอาสาเฝ้าร้านให้เพราะเป็นห่วงลูกสาวเจ๊หนู นิกขี่ จยย. วนมา 3 รอบ รอบสุดท้ายลงมาหาเรื่องท้าทาย ซึ่งตอนแรกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือใคร จนกระทั่งสังเกตเห็นพิรุธและมะม่วงบอกว่าคือคนนี้
เทรนเล่าว่า เขาได้แสดงตัวเป็นตำรวจและพยายามเจรจา แต่นิกเดินดุ่ม ๆ เข้ามาในระยะอันตรายและต่อยเขาก่อน จึงใช้มีดป้องกันตัวเพราะไม่รู้ว่านิกมีอาวุธอื่นซ่อนในเสื้อแจ็คเก็ตในฮู้ดหรือไม่ เทรนปฏิเสธว่าไม่ได้แทงหรือฟันจนไส้ไหลโดยเจตนา แผลอาจเกิดในช่วงชุลมุนที่นิกขัดขืน แต่หลังจากนั้นเขาได้ตรวจสอบอาการบาดเจ็บ พร้อมกับบอกให้มะม่วงเรียกรถพยาบาล ตอนที่กู้ชีพกู้ภัยมาเขาก็ยังใส่ถุงมือเป็นลูกมือช่วยปฐมพยาบาล
พี่สาวนิกแย้งว่า ถ้าคนเมาหรือมึนจะมีแรงเยอะได้อย่างไร แต่ทนายไพศาลบอกว่า คนเมาถ้าไม่ได้เมาจนพับไปก็ยังมีแรง และมักใส่หมดคว้าหมด ญาตินิกยังติดใจว่า ทำไมต้องฟันซ้ำตอนล้มไปแล้ว เทรนอธิบายว่าเป็นการใช้สันมีดตี ก่อนจะใช้เท้าเหยียบตัวนิกไว้เพื่อใส่กุญแจมือและค้นหาอาวุธ รวมทั้งสอบถามด้วยว่าใครตรงไหนอย่างไร ซึ่งตอนนั้นนิกยังมีสติตอบโต้ได้
ทนายไพศาลมองว่า การที่นิกใส่เสื้อฮู้ดและดูมีของตุงข้างใน อาจเป็นจุดที่ทำให้เทรนระแวงได้ ส่วนการฟันซ้ำไม่ซ้ำยังไงตรงนั้นมันคือการต่อสู้ เขาก็ทำจนกว่าจะมั่นใจว่าอีกฝ่ายหยุดหรือควบคุมได้
พี่สาวได้พูดกับเทรนว่า ถ้าจะควบคุมตัวหรือจับไปก็ได้ แต่นี่มันรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทำไมต้องทำขนาดนี้ รู้ไหมว่าปัจจุบันนิกอาการสาหัส ผ่าตัดไป 2 ครั้ง มีเลือดออกในกระเพาะและหลอดลม
เทรนกล่าวว่าเสียใจ แต่เขาทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว และเขาเองก็เป็นตำรวจจบใหม่ นี่เป็นการเผชิญเหตุครั้งแรกของเขา และตอนเขาไปเขาเพียงตั้งใจไปกินข้าว ไม่ได้มีอาวุธไปเลย มีเพียงกุญแจมือ เรื่องคดีก็ให้เป็นไปตามกฎหมาย จะรับโทษอะไรก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ
หนุ่ม กรรชัย ได้ถามพี่สาวนิกในอีกมุมว่า เคยคิดไหมว่าถ้านิกไม่ถูกสยบวันนั้น เขาอาจไปแทงคนอื่นต่อ พี่สาวตอบว่า รู้ว่าน้องเกเร ไม่ได้เข้าข้างน้อง แต่แค่รู้สึกว่าตำรวจทำเกินกว่าเหตุ รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม
ทนายไพศาลได้ชี้ให้เห็นอีกมุมว่า ฝ่ายตำรวจเขาก็พูดได้เหมือนกันว่าเขาไม่รับความยุติธรรม ไปปกป้องคนอื่น ปกป้องตัวเอง แต่ต้องมาโดนคดี
‘สม’ ชาวบ้านในพื้นที่ได้โฟนอินมา เล่าว่าเคยถูกนิกเอาไม้ตีหลังโดยไม่มีเหตุผล และนิกเคยตามจะไปแทงเขาที่บ้านด้วย สมบอกว่าคนในหมู่บ้านรู้พฤติกรรมนิกดี และอยากให้หมู่บ้านสงบสุข ในขณะที่ญาตินิกชี้แจงว่า เวลาเกิดเหตุ หากทราบเรื่องก็จะเป็นคนโทรแจ้งตำรวจให้มาจับนิกเองทุกครั้ง ไม่เคยเข้าข้าง
‘ตั้ม’ คู่กรณีของนิกเล่าว่า เมื่อปี 2553 เขาเคยถูกนิกยิงใส่หน้าและกราม ตอนนี้พิการเดินไม่ได้และต้องใส่สายปัสสาวะตลอดชีวิต แม้ศาลจะยกฟ้องในท้ายที่สุด เนื่องจากพยานหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ตั้มยืนยันว่าเป็นนิก ตั้มบอกว่านิกยังเคยมาเบิ้ลรถท้าทายเขาที่หน้าบ้านทั้งที่เขาเดินไม่ได้
ประเด็นนี้ญาติของนิกได้ชี้แจงว่าศาลตัดสินแล้วว่านิกไม่ผิด แต่ตั้มยังยืนยันว่านิกเป็นคนยิง ตั้มสู้ในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ แต่ในชั้นฎีกาตั้มไม่ได้ไปเนื่องจากไม่ได้รับจดหมาย จึงไม่ทราบวัน
จุดนี้ทนายตั้งข้อสังเกตว่า ในคดีอาญาหลักฐานจะต้องชัดเจนมาก ๆ หากไม่ชัดเจนมากพอศาลก็อาจจะยกประโยชน์ให้จำเลย ซึ่งกรณีนี้ตั้มไม่ได้ไปศาล พยานหลักฐานจึงอาจไม่ชัด ไม่ได้แปลว่าไม่ได้หรือไม่ได้ทำซะทีเดียว เราเคารพในการตัดสินของศาล แต่ต้องมาดูท้ายฟ้องว่าเพราะอะไร จึงจะชัดเจน
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ญาติหาวิธีดูแลควบคุมนิกให้ดีกว่านี้ การเป็นผู้ป่วยจิตเวชต้องมีผู้อนุบาล แต่หากเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วนิกไปทำผิดไปสร้างความเดือดร้อน ตัวผู้อนุบาลก็จะผิดไปด้วย ต้องรับผิดชอบด้วย
ตั้งแต่พูดคุยมา มีสิ่งเดียวที่ทั้งสองฝ่ายพูดตรงกันและเห็นตรงกันคือ ในหมู่บ้านมีปัญหายาเสพติดเยอะมาก อยากให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการดูแล
ในช่วงท้าย คุณบุญมีได้ถามกลับคุณองุ่นว่า ที่นิกมาฟันตนจนบาดเจ็บ พ่อและพี่สาวของนิกจะรับผิดชอบเยียวยาอย่างไร ก่อนจะเรียกร้องค่าเสียหาย 100,000 บาท ซึ่งพี่สาสนิกและครอบครัวตอบทันที่ว่า มากไป และขอให้เป็นไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ตั้งกรรมการสอบเทรนแล้ว ก็จะดำเนินการตามวินัยและกฎหมายต่อไป