มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ศาลชั้นต้นตัดสินประหาร 2 จำเลยชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม ทนายเตรียมนำหลักฐานสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์


อาชญากรรม
11 มิถุนายน 2569195
ศาลชั้นต้นตัดสินประหาร 2 จำเลยชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม ทนายเตรียมนำหลักฐานสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นตัดสินประหาร 2 จำเลยชาวอุยกูร์ คดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อปี 58 ทนายเตรียมนำหลักฐานสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์

 

วันที่ 11 มิ.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้ อ่านคำพิพากษา นายอาเด็ม และนายไมไรลี ชาวอุยกูร์ จำเลยในคดีวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย เป็นชาวต่างชาติ 14 ราย คนไทย 6 ราย และบาดเจ็บกว่า 126 คน ซึ่งคดีนี้มีการเรียกสอบพยานหลักฐาน โดยผ่านมามานานเกือบ 11 ปี ซึ่งมีการสืบพยานโจทก์มากกว่า 400 ปาก และฝ่ายจำเลยกว่า 45 ปาก โดยมีแฟ้มเอกสารคดีกว่า 10,000 หน้า

 

บรรยากาศในห้องพิจารณาคดี จำเลยทั้ง 2 เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ได้มีการพูดคุยจับมือและสวมกอดกับทนายความ ก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งบัลลังก์ และมีการพูดคุยกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย รวมถึงล่ามแปลภาษา เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนการอ่านคำพิจารณาคดี โดยกำหนดให้อ่านแบ่งเป็น 3 ช่วง ซึ่งแต่ละช่วงจะหยุดพักเพื่อให้ล่ามได้แปลภาษาให้กับจำเลยที่ 2 ฟังเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะแปลเป็นภาษาอุยกูร์ให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงรายละเอียด และเป็นวิธีที่ดำเนินการมาโดยตลอด

 

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดีวันนี้ ได้มีสื่อมวลชนต่างชาติมารอติดตามเกาะติดทำข่าว เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง

 

ทั้งนี้ ศาลเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เข้ามาในประเทศหลังเกิดเหตุนั้น ศาลมีการเบิกความพยานฝั่งโจทก์ โดยมีการตรวจสอบจากข้อมูลการลงทะเบียนซิม และการตรวจสอบโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงการชี้ตัวของพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้ขับรถโดยสารที่รับตัวจำเลยมานั้น จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้เดินทางเข้าไทยก่อนวันเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2558 และมีการลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย

 

ส่วนจำเลยที่ 2 จากการตรวจสอบการลงทะเบียนซิม และความเคลื่อนไหวทางโทรศัพท์ ในช่วงเดือน มี.ค. 2558 ซึ่งทั้งสองช่วงเวลาเป็นช่วงก่อนเกิดเหตุ ฉะนั้นการอ้างของจำเลยจึงไม่มีข้อมูล มีลักษณะเลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักที่จะมาหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ขาดความน่าเชื่อถือ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยได้เดินทางเข้าไทย ก่อนวันเกิดเหตุ

 

ส่วนที่จำเลยทั้ง 2 อ้างว่า ถูกบังคับทรมาน และการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จากการสอบสวนของพยานที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษา ซึ่งในวันดังกล่าวพยานยืนยันว่า มีการใช้ล่าม จำเลยมีสติสัมปชัญญะ ฉะนั้นการที่จำเลยอ้างเรื่องการสื่อสารภาษาอังกฤษ จึงเชื่อได้ว่าสามารถสื่อสารได้ตามปกติ และพยานที่ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาของจำเลยทั้งสองไม่มีความโกรธเคืองต่อจำเลย

 

อีกทั้งขณะสอบสวน พนักงานสอบสวนไม่ได้อยู่เพียงลำพังกับจำเลย โดยมีคณะพนักงานสอบสวนรวมอยู่ด้วย ซึ่งในระหว่างการควบคุมตัวและการนำไปชี้จุด หากถูกทำร้ายร่างการจริง ก็สามารถแจ้งดำเนินคดีหรือร้องต่อทนายความได้ แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำการดังกล่าว รวมถึงในวันที่ชี้จุดเกิดเหตุมีคณะพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน รวมถึงสื่อมวลชน อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการบิดเบือนหรือซ้อมทรมาน และไม่สามรถหักล้างพยานของโจทก์ได้ ฉะนั้นการสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

ส่วนที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกัน แต่จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด และความเคลื่อนไหวจากสัญญาณโทรศัพท์ มีความสอดคล้องกันตามสถานที่ต่างๆ เช่น บริเวณที่เกิดเหตุ และสถานีรถไฟหัวลำโพง

 

อีกทั้งจำเลยทั้งสองไปเจอกันภายในซอยหอพักย่านมีนบุรี เนื่องจากมีภาพจากกล้องวงจรปิดร้านสะดวกซื้อระบุภาพของทั้งสอง ฉะนั้นพฤติกรรมแห่งคดีบ่งชี้ว่าทั้งสองมีความเกี่ยวเนื่องกัน และสอดคล้องกับหลักฐานของชั้นสอบสวน

 

ส่วนข้อกล่าวหาที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 นำกระเป๋าที่มีวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส (ท่าเรือสาทร) ภายในซอยเจริญกรุง 61 ซึ่งจากหลักฐานตามภาพกล้องวงจรปิด พบว่า จำเลยที่ 1 มีการเข้าออกในซอยดังกล่าวจริง แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานหรือพยานยืนยัน รวมถึงไม่มีการนำวัตถุระเบิดที่ไม่ระเบิดออกจากพื้นที่จริง รวมถึงไม่ปรากฏภาพจำเลยที่ 2 รวมอยู่ในสถานที่ดังกล่าวด้วย จึงเป็นเหตุให้สงสัยและยกผลประโยชน์ให้กับจำเลยทั้ง 2

 

ขณะที่เรื่องการครอบครองวัตถุระเบิด ประเด็นนี้ตำรวจได้หยิบยกพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่เข้าจับกุม รวมถึงพยานหลักฐานสำคัญที่ได้จากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 2 นาย ที่พบว่ามีลายพิมพ์นิ้วมือในห้อง 412 และ 414 ตรงกัน อีกทั้งยังมีพยานที่เป็นคนขายสารเคมี 2 คน ยืนยันว่า จำเลยที่ 2 มาซื้อสารเคมีถึง 2 ครั้ง และจดจำได้อย่างแม่นยำ ซึ่งในระหว่างการจับกุม จำเลยทั้งสองได้ยอมรับสารภาพว่าเป็นของตนเอง ดังนั้น ศาลเห็นว่า คำกล่าวของจำเลยที่กล่าวอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับสารประกอบวัตถุระเบิด เป็นการกล่าวลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถนำมาหักล้างได้ และไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ

 

สำหรับข้อกล่าวหาของจำเลยทั้ง 2 ประกอบด้วย ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, เจตนาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีวัตถุระเบิด, ร่วมกันพกพาอาวุธไปในเมืองหรือที่สาธารณะ, ร่วมกันทำให้ระเบิดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย, ร่วมกันใช้ระเบิด, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ขณะที่จำเลยที่ 1 ยังมีข้อหาเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย

 

จากนั้น ศาลจึงมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จึงมีคำสั่งพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง และปรับ 1,000 บาท แม้จำเลยทั้ง 2 จะให้การรับสารภาพ แต่ถูกหยิบยกมาใช้ในศาลเพียงบางส่วน อีกทั้งยังพิเคราะห์ว่า ในจุดเกิดเหตุมีประชาชนมาสักการะ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 20 คน บาดเจ็บ 126 คน ทรัพย์สินเสียหาย ถือเป็นภยันตราย รวมถึงยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสงบภายในประเทศ จึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษ และให้ประหารสถานเดียว

 

นอกจากนี้ จำเลยทั้งสองจะต้องมีการชดใช้ทางแพ่งให้กับโรงพยาบาลตำรวจ ขสมก. กทม. ศาลท้าวมหาพรหม และโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ยอดรวมกว่า 1,309,000 บาท

 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังมีคำพิพากษา นายไมไรลี ได้พูดเป็นภาษาไทยว่า” ขอไว้อาลัยให้กับความยุติธรรมของประเทศไทย” ซึ่งเจ้าตัวระบุด้วยว่า ไม่ยอมรับคำตัดสิน พร้อมถามกลับว่า มีหลักฐานอะไรมาตัดสินตนเองแบบนี้ และปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกอย่าง ทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือที่ฝ่ายโจทก์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือดังกล่าว และขอให้คนไทยช่วยเหลือกับสิ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในครั้งนี้ด้วย

 

ด้านนายชูชาติ กันภัย และนายจำเริญ พนมภคากร ทนายความจำเลยในคดีนี้ เปิดเผยภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า ศาลได้มีคำพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองในข้อหาที่ทำให้เกิดระเบิดและมีผู้เสียชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม ทีมทนายความ ยืนยันว่า จะใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน เนื่องจากยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย

 

สำหรับประเด็นที่จะนำไปใช้ในการต่อสู้ชั้นอุทธรณ์ นายชูชาติ ระบุถึงการต่อสู้ในชั้นศาลทหารเกี่ยวกับกรณีที่จำเลยระบุว่าถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำทหาร ซึ่งในตอนนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เคยเข้ามาตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องหนังสือเดินทางประเทศตุรกีเล่มสีน้ำเงิน ที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปนานแล้วหลายสิบปีก่อนเกิดเหตุ ซึ่งเป็นหลักฐานที่เคยมีการต่อสู้ไว้ในสำนวนแล้วว่า หนังสือเดินทางดังกล่าวไม่ถูกต้อง

 

ในส่วนของภาพถ่ายและใบหน้าของจำเลย นายชูชาติชี้ว่า เมื่อเปรียบเทียบใบหน้าในพาสปอร์ตกับตัวจำเลย มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และพยานที่เคยให้การว่าจำเลยมีใบหน้าแหลมนั้น เมื่อให้การจริงกลับระบุว่าเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้อาจมีความคลาดเคลื่อน ส่วนประเด็นการลงทะเบียนซิมการ์ดและสัญญาณโทรศัพท์ ตามพยานหลักฐานชี้ว่ามีผู้นำโทรศัพท์มาให้จำเลยหลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทย และข้อมูลการใช้โทรศัพท์ รวมถึงระบบการตรวจสอบแบบเดิมอาจมีความคลาดเคลื่อน ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่นอนได้ เนื่องจากสัญญาณอาจไปจับที่เสาต้นอื่น

 

ทั้งนี้ นายชูชาติ ปฏิเสธว่า ทีมต่อสู้คดีไม่ได้เพลี่ยงพล้ำ แต่ได้ทำหน้าที่อย่างละเอียดถี่ถ้วนตามข้อมูลที่มีอยู่ และหลังจากนี้จะขอตรวจสอบคำพิพากษาอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อเตรียมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยยืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีถึง 3 ศาล จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำเร็ว ๆ นี้

 

ส่วนกรณีที่นายไมไรลีตะโกนที่หน้าบัลลังก์ นายจำเริญ เผยว่า เป็นเพราะรู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษา พร้อมทั้งยังปฏิเสธกรณีของผู้ต้องหาที่ต่อสู้ว่าไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษได้ โดยยืนยันว่านายอาเด็มไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยได้ แต่นายไมไรลีสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และพอจะพูดภาษาไทยได้

 

ที่มา : เรื่องเล่าเช้านี้

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ระเบิดศาลพระพรหม#ชาวอุยกูร์
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook