วันที่ 7 ก.ย. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวอังกฤษ เชื้อสายไนจีเรีย ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย เสียชีวิตอย่างกะทันหัน หลังเข้ารับการฉีดเพิ่มขนาดอวัยวะเพศชาย ณ คลินิกแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อสถานพยาบาลไทย
ดังนั้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้รับบริการทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และสมประโยชน์จากสถานพยาบาลไทย จึงมอบหมายให้ นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งการให้กรม สบส. และ อย. ตรวจสอบข้อเท็จจริงจนพบข้อมูลว่า
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ศูนย์รับแจ้งเหตุได้รับการประสานงานขอรถพยาบาลฉุกเฉินจากโรงพยาบาลเอกชน ย่านสุขุมวิท ให้เข้ารับผู้ป่วยที่มีอาการหมดสติ โดยภรรยาของผู้ป่วยให้ข้อมูลแก่ทีมแพทย์ว่า ผู้ป่วยเพิ่งไปรับบริการฉีดสารเติมเต็ม (Filler) ในวันเดียวกัน และหลังจากฉีดเสร็จ ได้เดินทางไปนวดต่อ
เนื่องจากสงสัยภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ทางโรงพยาบาลฯ จึงเตรียมตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ร่วมกับการฉีดสารทึบรังสี เพื่อสร้างภาพสามมิติของหลอดเลือด (Computed Tomography Angiography) ซึ่งในระหว่างนั้นเองผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวและไม่มีชีพจร ทีมแพทย์จึงเริ่มทำการ CPR แต่ไม่มีการตอบสนอง จึงยืนยันการเสียชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นนำไปสู่การตรวจสอบคลินิก
ด้าน นพ. ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 พนักงานเจ้าหน้าที่ของกรม สบส. ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิกที่ผู้เสียชีวิตเข้ารับบริการฉีดสารเติมเต็ม โดยมีผู้บริหารของคลินิกเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงว่า
ผู้ป่วยเป็นคนไข้ประจำ ตั้งแต่ปี 2567 โดยผู้ป่วยเคยเข้ารับบริการฉีดขยายขนาดอวัยวะเพศชาย จำนวน 5 ครั้ง โดยครั้งที่ 1- 4 ระหว่างปี 2567-2568 ส่วนในครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 ผู้ป่วยเข้ามารับบริการฉีดสารเคิมเต็มบริเวณอวัยวะเพศปริมาณ 40 ซีซี ซึ่งแพทย์ได้แนะนำให้ผู้ป่วยแบ่งการฉีดสารเติมเต็มเป็นจำนวน 2 รอบ แต่ผู้ป่วยประสงค์จะฉีดในครั้งเดียว โดยการเข้ารับบริการทุกครั้ง คลินิกจะแนะนำวิธีการดูแลหลังการทำหัตถการ และติดตามอาการหลังฉีดกับผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยไม่ได้แจ้งปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการทำหัตถการ อีกทั้งมีการให้ผู้ป่วยเซ็นยินยอมการรักษาทุกครั้งก่อนเข้ารับบริการ
ซึ่งหลักจากบันทึกถ้อยคำเสร็จสิ้นแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานของคลินิก พร้อมรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และส่งแพทยสภาวินิจฉัยมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายต่อไป
ที่มา : เรื่องเล่าเช้านี้