มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ไหนว่าเอาอยู่? น้ำท่วมหลายพื้นที่ กรุงเทพฯ ยังวิกฤติ!


ข่าวโซเชียล
28 กันยายน 256978
ไหนว่าเอาอยู่? น้ำท่วมหลายพื้นที่ กรุงเทพฯ ยังวิกฤติ!

ไหนว่าเอาอยู่? น้ำท่วมหลายพื้นที่ กรุงเทพฯ ยังวิกฤติ!

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (28 ก.ย. 2569) พูดคุยสถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ซึ่งส่งผลให้หลายเขตจมบาดาลและยังไม่สามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้ ผู้ร่วมรายการประกอบด้วย ดร. เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ, อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ นักเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อาจารย์เบียร์ ฅนตื่นธรรม พร้อมด้วยทีมงานกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้แก่ พี่ดำ ยุทธนา ทาโคตร์ หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัย และคุณบิว วรพล หวังวีระ หัวหน้ากู้ชีพ

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามทีมกู้ภัยถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งทีมกู้ภัยรายงานว่า สถานการณ์หนักหนาสาหัส ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะที่เดินทางมารายการฝนก็ยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง พื้นที่ปฏิบัติการหลักมี 2 จุด คือ คลองจั่นและร่มเกล้า โดยพื้นที่ร่มเกล้า (บริเวณซอยมิสทีน) มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมากนับแสนคน เนื่องจากเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มีซอยลึกและทะลุเชื่อมต่อถึงกันหลายซอย ระดับน้ำท่วมสูงถึงระดับหน้าอก มิดหลังคารถยนต์ เหลือเห็นเพียงส่วนหลังคาเพียงเล็กน้อย ส่วนพื้นที่คลองจั่นเป็นพื้นที่เล็กกว่า มีผู้ได้รับผลกระทบหลักหมื่นคน

 

หนุ่ม กรรชัย ถามถึงกระดุมเม็ดแรกของระบบเตือนภัยพิบัติในช่วงวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา ดร. เสรี อธิบายว่า ในทางปฏิบัติมีข้อตกลงและแนวทางทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมชลประทาน ซึ่งมีการแจ้งข้อมูลล่วงหน้า 5–7 วันเป็นปกติ แต่สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ กรมอุตุฯ ประเมินและสื่อสารด้วยความระมัดระวังเกินไปหรือไม่

 

ดร. เสรี ซึ่งร่วมอยู่ในวอร์รูมประเมินสถานการณ์ ระบุว่า ตนได้ทักท้วงในที่ประชุมเสมอว่านี่คือเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่นเดียวกับกรณีพายุวิภาที่ อ. ปัว จ. น่าน ซึ่งเดิมหน่วยงานประเมินฝนไว้เพียง 80-100 หรือ 100-150 มิลลิเมตร แต่ความเป็นจริงฝนตกหนักสูงถึง 400 กว่ามิลลิเมตร ซึ่งครั้งนั้นตนได้ยืนยันกับอธิบดี ปภ. จนเกิดการทุบโต๊ะสั่งการ ดร. เสรี ชี้ว่าการเตือนภัยในสถานการณ์ฝนตกหนักสุดขั้ว ไม่สามารถพึ่งพาค่าเฉลี่ยปกติได้ แต่ต้องประเมินฉากทัศน์เสี่ยงเลวร้ายที่สุด (Worst-case scenario ที่มีโอกาสเกิด 5%-10%) เพื่อให้ผู้รับสารนำไปเตรียมการรับมือ

 

กรมอุตุฯ มักเลือกเสนอข้อมูลฝนตามค่าปกติ (โอกาสเกิด 50%) ทำให้ตัวเลขที่แจ้งเตือนออกมาดูไม่รุนแรง เช่น บอกว่าฝนตกอย่างมาก 100 มิลลิเมตร ทั้งที่ตนประเมินในวอร์รูมว่าฝนสะสมจะสูงถึง 300 มิลลิเมตร และได้โพสต์เตือนในวอร์รูมให้ตั้งการ์ดสูงไว้ก่อน หนุ่ม กรรชัย ถามว่าการออกมาพูดแบบนี้เป็นการงัดกับหน่วยงานตนเองหรือไม่ ดร. เสรี ตอบว่าไม่ได้เป็นการงัด แต่เป็นการใช้ประสบการณ์เตือนให้ตั้งการ์ดสูง ซึ่งสุดท้ายฝนก็ตกหนัก 300 กว่ามิลลิเมตรจริงตามคาด

 

ดร. เสรี สรุปถึงสาเหตุของปัญหาว่า เกิดจากเมื่อส่วนกลางส่งข้อมูลภาพรวมออกไป หน่วยงานในพื้นที่และท้องถิ่น เช่น กทม. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ) จะต้องนำข้อมูลไปประเมินความเสี่ยงต่อในระดับพื้นที่ของตนเอง เพราะส่วนกลางไม่สามารถลงรายละเอียดได้ว่าในระดับซอยหรือพื้นที่เฉพาะน้ำจะท่วมสูงกี่เมตร ส่วนกลางทำได้เพียงให้ภาพกว้างและส่งแนวโน้มพื้นที่น้ำท่วมไปให้เท่านั้น ดังนั้น ประเด็นช่องว่างคือ หน่วยงานประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ยกกรณีเพจ ที ลมฟ้าอากาศ ที่โพสต์เตือนล่วงหน้า 120 ชั่วโมงว่าจะเกิดมหาอุทกภัยในภาคตะวันออก ภาคกลาง และกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 24-27 ก.ย. แต่กลับถูกกรมอุตุฯ ออกมาตอบโต้ ซึ่ง ดร. เสรี ได้อธิบายชี้แจงว่า คำว่า “มหาอุทกภัย” ทำให้คนส่วนใหญ่นึกถึงปี 2554 หากเปรียบเทียบเชิงข้อมูล ในปี 2554 มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 815 คน และความเสียหายมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ครั้งนี้ผู้เสียชีวิตยังอยู่ในหลักหน่วย และมวลน้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในการควบคุม โดยเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำที่ 1,900 ลบ.ม./วินาที (เทียบกับปี 2554 ที่ปล่อยสูงถึง 3,700 ลบ.ม./วินาที)

 

ประเทศไทยยังไม่มีนิยามทางราชการว่าแค่ไหนเรียกว่ามหาอุทกภัย แต่ตามดัชนีสากลจะพิจารณาจากผู้เสียชีวิตเกิน 10 คน ความเสียหายเกิน 0.1% ของ GDP หรือจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ แม้มวลน้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาจะควบคุมได้ แต่ปัญหาของครั้งนี้คือฝนตกหนักแช่ตัวในพื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ทุกหน่วยงานประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง หากประเมินไว้ที่ 300 มิลลิเมตรตั้งแต่แรก การเตรียมพร้อมของท้องถิ่นจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

 

ดร. เสรี ได้อธิบายถึงโครงสร้างระบบเตือนภัย 2 ระดับ ได้แก่:

  1. T-alert (Thailand Alert): คือการเตือนภัยจากส่วนกลาง (กรมอุตุฯ, ปภ., วอร์รูม) ทำหน้าที่เตือนภาพกว้างระดับประเทศหรือจังหวัด
  2. L-alert (Local Alert): คือการเตือนภัยระดับท้องถิ่น (จังหวัด, อำเภอ, ท้องถิ่น) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะท้องถิ่นคือผู้ที่รู้ว่าประชาชนกลุ่มเปราะบางอยู่ที่ไหน และจุดใดปลอดภัยสำหรับย้ายสิ่งของหรือยานพาหนะ

 

ดร. เสรี ชี้ว่าระบบ L-alert ในปัจจุบันยังไม่ถูกนำมาขับเคลื่อนใช้อย่างจริงจัง ท้องถิ่นมักรอคำสั่งหรือรอให้ส่วนกลางกดสัญญาณแจ้งเตือน ทั้งที่โครงสร้างระดับจังหวัดมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ชลประทานจังหวัด ทรัพยากรน้ำจังหวัด อุตุฯ จังหวัด และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ซึ่งสามารถประเมินความเสี่ยงและกดแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอส่วนกลาง

 

อาจารย์ศศิน ให้ความเห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ตนไม่เคยพบเจอปรากฏการณ์ฝนตกหนักแช่ข้ามวันข้ามคืนยาวนานถึง 7 ชั่วโมงในพื้นที่กรุงเทพฯ และอยุธยาฯ มาก่อน จากการติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน Windy ในฐานะนักธรณีวิทยา พบว่า กลุ่มหย่อมความกดอากาศต่ำ (Depression) ก่อตัวขึ้นเหนือทะเลสาบเขมรตั้งแต่วันอังคาร และหมุนแช่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ครอบคลุมภาคตะวันออก อยุธยาฯ อีสาน และกินพื้นที่ถึงครึ่งประเทศ โดยไม่เคลื่อนตัวผ่านไปเหมือนพายุทั่วไป

 

หย่อมความกดอากาศต่ำนี้ ได้เชื่อมต่อเข้ากับร่องความกดอากาศต่ำเดิม และต่อประสานกับหย่อมความกดอากาศจากฝั่งอินเดีย เกิดเป็นสนามพลังที่ดึงความชื้นจากทะเลขึ้นมาโปรยลงบนแผ่นดิน เปรียบเสมือนการโปรยทานที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเม็ดฝนหรือมวลน้ำจะลงไปตกใส่พื้นที่ใดในภาคตะวันออก อีสาน หรือภาคกลาง

 

สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำเหนือ แต่เนื่องจากเป็นเมืองที่ระบายน้ำได้ไม่ดี เมื่อมีฝนตกหนักแช่ยาวนานต่อเนื่อง จึงเกิดน้ำท่วมขังรุนแรง อาจารย์ศศิน ได้เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ อ. ปัว จ. น่าน ว่าที่ปัวฝนตก 280 มิลลิเมตรในเวลา 12 ชั่วโมง เปรียบเหมือนการเทน้ำด้วยกะละมังรวดเดียวจบ แต่ในกรุงเทพฯ ปริมาณฝนสะสม 3 วัน สูงถึง 320 มิลลิเมตร เป็นลักษณะของการค่อย ๆ รินเทลงมาเรื่อย ๆ แช่ขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น คลองจั่น และร่มเกล้า ส่งผลให้เขตลาดกระบังได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

ดร. เสรี ได้แสดงภาพพื้นที่รับน้ำและฝนตกสะสมในเขตลาดกระบัง มีนบุรี คลองจั่น และบางเขน ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำทำให้น้ำท่วมหนักจากปริมาณน้ำฝน โดยประเมินปริมาณน้ำท่วมขังไว้ประมาณ 600 ล้าน ลบ. ม. ในขณะที่กำลังการสูบน้ำของภาครัฐมีประมาณ 1,200 หน่วยสูบ ซึ่งหากใช้ทรัพยากรของภาครัฐเพียงอย่างเดียวจะต้องใช้เวลาสูบต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืนประมาณ 1 สัปดาห์เต็ม ดร. เสรี จึงเสนอทางออกว่า หากมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด สามารถใช้อำนาจระดมเครื่องสูบน้ำศักยภาพสูงจากบริษัทเอกชน มาติดตั้งช่วยระบายน้ำในจุดหนักอย่างคลองจั่นและร่มเกล้าได้ทันที ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นอย่างมาก เนื่องจากศักยภาพของภาคเอกชนมีพร้อม เหลือเพียงภาครัฐจะดึงมาใช้หรือไม่

 

ดร .เสรี ชี้แจงเพิ่มเติมถึงข้อจำกัดว่า ทรัพยากรของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และภาคส่วนอื่น ๆ ได้ลงพื้นที่จนหมดแล้วแต่ก็ยังไม่เพียงพอ พร้อมทั้งแสดงภาพแบบจำลองการคาดการณ์ความเสี่ยงกรณีฝนตก 250 มิลลิเมตรในกรุงเทพมหานคร เพื่อชี้ให้เห็นว่าประชาชนในพื้นที่สีฟ้าตามแผนที่ควรได้รับการแจ้งเตือนความเสี่ยงจากท้องถิ่นอย่างแม่นยำ

 

และ ดร. เสรี ได้เตือนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเพียง "บทเรียนเบา ๆ" เนื่องจากเกิดจากปริมาณน้ำฝนเพียงอย่างเดียว โดยยังไม่เจอมวลน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยายังคงควบคุมการปล่อยน้ำไว้อยู่ที่ 1,900 ลบ.ม./วินาที ต่างจากปี 2554 แต่ในอนาคต ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ฝนตกหนักรุนแรงขึ้น จากเดิมรอบการเกิดน้ำท่วมใหญ่ทุก 70 ปี จะกลายเป็นเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปี ทำให้การผังเมืองและการสร้างอาคารต้องตระหนักถึงโครงสร้างรับมือที่หนักกว่านี้

 

เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ถามถึงมุมมองการแก้ไขปัญหา อาจารย์ศศิน ได้สะท้อนในมุมของประชาชนว่า กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายเรื่องฟ้า และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อธิบายเรื่องน้ำ แต่ประชาชนสังกัดเพียงกรมว่า ฉันจะเอารถขึ้นจากชั้น 1 เมื่อไหร่ ฉันจะต้องเอาผู้ป่วยผู้เจ็บไปเตรียมตัวเมื่อไหร่ โดยประชาชนไม่ได้สนใจตัวเลขปริมาณฝนกี่มิลลิเมตร แต่อยากทราบว่าฝนจะตกกี่วัน จะตากผ้าได้หรือไม่ ต้องซื้ออาหารแห้งตุนไว้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตคือการจัดการเรื่องรถ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ คนอ่อนแอ และสัตว์เลี้ยง

 

อาจารย์ศศิน มองว่าที่ผ่านมาขาดตัวกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลฝนมาสู่การปฏิบัติตัวของประชาชน เนื่องจากภาครัฐต่างกังวลเรื่องการคาดการณ์ผิดพลาด การถูกฟ้องร้อง การถูกผู้บังคับบัญชาว่ากล่าว หรือกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำให้กรมอุตุฯ เลี่ยงไปใช้คำว่าการพยากรณ์ ส่วนหน่วยงานรับช่วงต่ออย่าง ปภ. แม้จะมีการส่งข้อความ SMS แจ้งเตือน แต่มักส่งมาในเวลาที่น้ำท่วมไปแล้ว หรือต่อให้ส่งล่วงหน้า ข้อความก็ยังคงเป็นภาษาราชการที่ไม่เข้าใจง่าย ทั้งที่ผลกระทบของฝนตกหนักในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในที่มีคลองมาก พื้นที่ระบายน้ำยาก บ้านใต้ถุนสูง หรือบ้านชั้นเดียว การสื่อสารจึงต้องเข้าถึงอารมณ์และบริบทของพื้นที่ เช่น คนในแถบภาคตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด ชลบุรี พัทยา) หรือคนที่อยู่ขอบเขาใหญ่ ซึ่งคนในเมืองต้องขยับรถ ส่วนคนขอบเขาต้องระวังดินถล่มและน้ำป่า

 

อาจารย์ศศิน ยังได้แสดงความเห็นต่างจาก ดร. เสรี ในเรื่องนิยามคำว่า “มหาอุทกภัย” โดยระบุว่าประชาชนไม่สนใจนิยามทางวิชาการหรือเกณฑ์สากล แต่หากเกิดน้ำท่วมขังรุนแรงในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อนนับตั้งแต่ปี 2554 หรือบ้านเรือนถูกน้ำทะลักท่วม ประชาชนก็ถือว่านั่นคือมหาอุทกภัยสำหรับชีวิตเขาแล้ว แม้ในทางวิชาการอาจไม่ตรงตามคำนิยาม แต่ภาครัฐต้องมีวิธีเล่าเรื่องให้ประชาชนตระหนักและเตรียมพร้อม เช่น กรณีประเทศญี่ปุ่นที่ประกาศเตือนระบบอากาศว่าเข้าขั้นพายุ Depression ซึ่งจะทำให้ประชาชนเตรียมรับมือทันที ต่างจากการแจ้งเตือนของไทยที่บอกเพียงฝนตกหนัก ซึ่งทำให้คนเตรียมตัวแค่พกร่ม

 

อาจารย์ศศิน เน้นย้ำว่า การทำงานต้องมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่ความตระหนักและการลงมือทำของประชาชน (Outcome) ไม่ใช่แค่ออกประกาศตามขั้นตอน (Output) และต้องสื่อสารให้พอดี ไม่ทำให้เกิดความตระหนกจนจราจรติดขัดเหมือนเหตุการณ์เตือนภัยในอดีต ข้อมูลหย่อมความกดอากาศแช่ตัวปรากฏชัดเจนในแอปพลิเคชันอย่าง Windy ตั้งแต่วันพฤหัสบดี ซึ่งผู้รับผิดชอบหลักอย่างกรมอุตุฯ รวมถึง ปภ. สังกัดกระทรวงมหาดไทย ต้องประเมินและสื่อสาร แม้ในช่วงเวลานั้น รมว. มหาดไทย (นายกฯ อนุทิน) จะติดภารกิจต่างประเทศ แต่มีคุณเจเศรษฐ์ดูแลแทน ฝ่ายเทคนิคต้องกล้าแจ้งข้อมูลเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาออกมาชี้แจงประชาชน

 

ที่ผ่านมาภาครัฐใช้ “ภาษาราชการ” แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ “ภาษาคน” หรือภาษาชาวบ้านที่เข้าใจง่าย เช่น การบอกตรง ๆ ว่าอย่าขับรถลงอุโมงค์ หรืออย่าจอดรถไว้ในชั้นใต้ดิน

 

ดร. เสรี อธิบายโดยให้จินตนาการถึงระบบเตือนภัยของศูนย์ ปภ. ส่วนใหญ่ หากเกิดเหตุน้ำขึ้นในคลองแสนแสบ หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามว่าเซ็นเซอร์วัดน้ำเป็นของใคร ซึ่ง ดร. เสรี ชี้แจงว่าเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำในคลองแสนแสบเป็นของ กทม. ไม่ใช่ของกรมชลประทาน โดยตามหลักการ ท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้เริ่มต้นแจ้งเตือนก่อน เพราะเมื่อท้องถิ่นทราบว่าน้ำจะล้น ก็ต้องรีบแจ้งและบรอดแคสต์ข้อมูลทันที ดร. เสรี ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงเพิ่งมารู้และแจ้งเตือนตอนเวลา 01.00 น. เพราะส่วนกลางทำหน้าที่ประเมินภาพกว้าง เช่น การแจ้งเตือนภาพรวมจังหวัดสงขลาว่าฝนจะตกหนักมาก แต่ส่วนกลางไม่สามารถลงรายละเอียดเจาะจงได้ว่าหมู่ 1 หรือหมู่ 7 จะต้องย้ายรถไปไว้ที่ใดเนื่องจากไม่ทราบพื้นที่จริง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามต่อว่า ส่วนกลางสามารถแจ้งเตือนภาพกว้างให้ประชาชนเตรียมขนของขึ้นที่สูง หรือเอารถไปจอดได้หรือไม่ ดร. เสรี ตอบว่าส่วนกลางทำไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ตั้งคำถามว่าบางครั้งท้องถิ่นเองก็ประเมินสถานการณ์ไม่ได้ใช่หรือไม่ ดร. เสรี ยอมรับว่าสิ่งสำคัญคือ ต้องทำให้ท้องถิ่นประเมินสถานการณ์ให้ได้

 

อาจารย์ศศิน ได้แสดงความเห็นต่างจาก ดร. เสรี โดยระบุว่า แม้จะเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น แต่เมื่อคนทั่วไปดูแอปพลิเคชัน Windy แล้วเห็นความผิดปกติ ผู้ที่มีความรู้มากกว่าก็จะต้อง “เอ๊ะ” หรือฉุกคิดได้ทันที

 

อาจารย์ศศิน ระบุว่า หน่วยงานในประเทศไทยที่มีหน้าที่โดยตรงและต้องเอ๊ะ มีอยู่ 2 หน่วยงาน คือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งอธิบดี ปภ. ต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกำกับดูแลบูรณาการเรื่องน้ำทั้งหมด ดังนั้น สทนช. จึงต้องเป็นคนแรกที่เอ๊ะเมื่อเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับน้ำ

 

อาจารย์ศศิน อธิบายโครงสร้างเพิ่มเติมว่า เมื่อ ปภ. และ สทนช. ฉุกคิดแล้ว จะต้องส่งเรื่องต่อไปยังฝ่ายบริหารต้นสังกัด เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้กำกับดูแล สทนช. เพื่อให้มีผู้มาอธิบายแก่ประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทั้งหมด แต่ต้องจัดตั้งวอร์รูม ประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์ และให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือโฆษกออกมาแถลงเตือนประชาชนตามบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน หากฝนตกหนักที่อยุธยาฯ น้ำจะไม่ท่วมจากปริมาณฝนแค่นี้ แต่จะเกิดปัญหาต้นไม้ล้ม ไฟดับ และอุบัติเหตุ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และเจ้าหน้าที่ไฟฟ้าจึงต้องสแตนบายเตรียมพร้อม หากฝนตกหนักที่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี หรือขอบเขาใหญ่ จะเกิดน้ำหลากจากภูเขา แต่หากฝนตกหนักที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการตกในกะละมังและระบายไม่ทัน น้ำจะท่วมสูงครึ่งคันรถและทะลักลงอุโมงค์

 

คำสื่อสารที่แย่ที่สุด 2 คำที่ภาครัฐชอบใช้ คือ “เฝ้าระวัง” และ “เอาอยู่” โดยขอว่าห้ามนำมาพูดหรือประกาศโดยเด็ดขาด ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวเสริมทันทีว่าทั้งสองคำนี้ถือเป็น “คำกาลกิณี” พูดไม่ได้และทำไม่ได้จริง

 

อาจารย์ศศิน ชี้แจงเหตุผลว่า ประชาชนไม่สามารถเฝ้าระวังน้ำท่วมได้ เปรียบเหมือนการสั่งให้เฝ้าระวังหมากัด ซึ่งไม่ช่วยอะไรเมื่อมวลน้ำมาถึงหน้าบ้านแล้ว สิ่งที่ภาครัฐต้องใช้แทนคือคำว่า “เตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม” ส่วนคำว่า เอาอยู่ ก็ไม่ควรพูดเช่นกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าน้ำจะท่วมจุดใด ใน กทม. จุดที่ระบายทันอาจเอาอยู่ แต่จุดเปราะบางอย่างอุโมงค์ หรือชั้นจอดรถใต้ดินในห้างสรรพสินค้า เมื่อน้ำทะลักลงไปย่อมไม่มีใครสูบออกได้ทัน หรือกรณีฝนตกบนยอดเขาใหญ่ไหลลงนครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ก็ไม่มีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใดการันตีได้ว่าจะเอาอยู่

 

ดร. เสรี ได้โต้แย้งในมุมมองเชิงวิชาการว่า ตามหลักสากลจะมีขั้นตอนระบุเป็นระดับ คือ Watch (เฝ้าระวัง) และ Warning (เตือนภัย) หากไม่มีหลักการระเบียบปฏิบัติก็ไม่สามารถบริหารจัดการประเทศได้ การแจ้งระดับ Information หรือ Watch มีขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีสติ ตั้งรับข่าวสาร ไม่ประมาท และเตรียมพร้อมย้ายทรัพย์สินหากจำเป็น อาจารย์ศศิน ยืนยันว่า ประชาชนต้องการคำว่าเตรียมรับสถานการณ์ไม่ใช่เฝ้าระวัง หนุ่ม กรรชัย จึงช่วยสรุปว่า ดร. เสรี อธิบายในมุมหลักการเตือนภัยเป็นขั้นบันได และการเตรียมแผนเผชิญเหตุ

 

อาจารย์ศศิน ได้อธิบายในมุมประชาชนว่า ประชาชนเผชิญกับคำว่า เฝ้าระวัง มานานนับ 10 ปีโดยไม่เกิดการปฏิบัติตามจริง ประชาชนไม่ได้ต้องการ เฝ้า แต่ต้องการทราบจุดวิกฤติ เช่น หากน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยมาเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที หมู่บ้านของตนเองจะถูกน้ำท่วมทันที ประชาชนจึงต้องการให้ ปภ. และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศภัยพิบัติเพื่อจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่ การใช้คำว่า เฝ้าระวัง ทำให้ประชาชนทำอะไรไม่ถูกเมื่อน้ำถึงหน้าบ้านแล้ว แต่หากใช้คำว่า เตรียมรับสถานการณ์ ประชาชนจะเกิดการลงมือทำจริง เช่น ถอดปลั๊กไฟ เคลื่อนย้ายรถ หรือยกของขึ้นที่สูง

 

ตนเป็นคนที่ติดตามข้อมูลและกลัวน้ำท่วม หากน้ำท่วมรถยนต์ แม้จะเป็นรถเก่าแต่ก็รู้สึกอายและเสียฟอร์มมาก ประชาชนทุกคนจึงต้องการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสียหาย

 

อาจารย์เบียร์ ฅนตื่นธรรม ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงว่า ระบบการเตือนภัยของภาครัฐทำงานล่าช้าอย่างมาก ในพื้นที่ของตนน้ำได้ท่วมขังเข้าบ้านจนถึงระดับแข้งแล้ว แต่ข้อความแจ้งเตือนเพิ่งจะส่งเข้าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสายเกินไปจนไม่สามารถระวังอะไรได้แล้ว

 

อาจารย์เบียร์ต้องลุกขึ้นมาผัดซีอิ๊วใส่กล่องตอน 17.00 น. เพื่อนำไปแจกจ่าย หลังจากได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจาก แทค ภรัณยู ว่าชาวบ้านไม่มีข้าวกิน เมื่อตนลงพื้นที่ร่มเกล้าและคลองจั่นในวันเสาร์ ไม่พบเห็นหน่วยงานภาครัฐเข้ามาตั้งศูนย์อำนวยการหรือจัดตั้งโรงครัวเลย มีเพียงมูลนิธิและอาสาสมัครเอกชนเท่านั้น สภาพในพื้นที่จริงวิกฤติอย่างหนัก กระแสระดับน้ำขึ้นรวดเร็วมากจนประชาชนขยับตัวไม่ทัน มีการตัดกระแสไฟฟ้า ทำให้อินเทอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ ประชาชนตกอยู่ในความมืด ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม ยา ผ้าอ้อมและนมผงเด็ก บางครอบครัวไม่ได้กินข้าวมา 2–3 วัน จนต้องลุยน้ำออกมาขอข้าว และต้องขับถ่ายลงถุงพลาสติก

 

อาจารย์เบียร์ และผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมกันจัดเตรียมอาหารกล่องแจกจ่ายหลายพันกล่องจนถึง 8,200 กล่องต่อวัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ประสบภัยที่มีนับแสนคน ขอตั้งคำถามถึงภาครัฐว่าหายไปไหนในช่วงวันหยุดเสาร์–อาทิตย์ และเรียกร้องให้รัฐนำงบประมาณมาสนับสนุนวัตถุดิบทำโรงครัว หากกำลังคนไม่พอประชาชนยินดีไปช่วย แต่ภาครัฐต้องเป็นตัวตั้งตัวตี แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนและอาสาสมัครจัดหากันเอง

 

พี่ดำ และคุณบิว จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้เล่าถึงการปฏิบัติงานว่า ทางมูลนิธิได้ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และสั่งการปรับเปลี่ยนมาใช้รถพยาบาลยกสูงจำนวน 7 คัน เข้าพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. เวลา 15.00 น. เนื่องจากรถพยาบาลขนาดเล็กไม่สามารถลุยน้ำท่วมได้ จากการสำรวจพื้นที่ ซอยนวมินทร์ 24, สำโรง, บางปู, คลองจั่น และร่มเกล้า พบว่าน้ำท่วมสูงมาก บางจุดระดับน้ำลึกถึงระดับอกและท่วมมิดหลังคารถยนต์ ส่งผลให้รถยนต์ของประชาชนที่พยายามขับหนีน้ำเกิดเครื่องยนต์ดับขวางทางเรือ

 

ดร. เสรี ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ภาพรถยนต์ที่จมน้ำมิดคันคือดัชนีชี้วัดความล้มเหลวของการเตือนภัยในการปกป้องทรัพย์สินของประชาชน

 

พี่ดำ และคุณบิว ระบุจ้อว่า ทางป่อเต็กตึ๊งจึงต้องเร่งส่งเรือกู้ภัยเข้าไปอพยพผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนออกมายังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมทั้งเปิดโรงทานประกอบอาหารสดด้วยรถ 6 ล้อ บริเวณศาลเจ้าหยกขาว เพื่อลำเลียงอาหารและน้ำดื่มส่งเข้าไปในพื้นที่ลึก

 

การทำงานของกลุ่มมูลนิธิใช้ระบบ Incident Command System (ICS) โดยตีกรอบแผนที่แบ่งพื้นที่เป็นซอย A, B, C และตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อกระจายงานกู้ภัย หากมูลนิธิหรืออาสาชุดใดอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ก็จะเข้าช่วยเหลือเคสผู้ป่วยหรือผู้ร้องขอทันที ในส่วนการประสานงานกับภาครัฐ มีการติดต่อประสานงานหลังบ้านกับ ปภ., ศูนย์เอราวัณ และ กทม. อยู่ตลอด รวมถึงมี สส. และ สก. ลงพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่รัฐจะมาในชุดธรรมดาหรือมาสังเกตการณ์ ขณะที่กู้ภัยและอาสาสมัครยังคงเป็นกำลังหลักในการลุยน้ำเข้าถึงตึกและบ้านเรือน

 

อาจารย์เบียร์ได้ย้ำเตือนถึงปัญหาการแจกอาหารที่อาจมีความซ้ำซ้อนในบางจุด และเข้าไม่ถึงในบางตึก เนื่องจากขาดการตั้งศูนย์อำนวยการหลักจากภาครัฐมาช่วยบูรณาการและสั่งการอย่างเป็นระบบ

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงระยะเวลาที่สถานการณ์น้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานครจะคงอยู่ ดร. เสรี ประเมินว่า หากกรุงเทพมหานครดำเนินการเพียงลำพัง อาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการสูบระบายน้ำ แต่หากดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุน จะสามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการมีเจ้าภาพหลักในการบูรณาการความช่วยเหลือ

 

อาจารย์ศศิน อธิบายว่า กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนของพื้นที่เมือง มีทั้งจุดสูงและจุดต่ำ รวมถึงปัจจัยระบบท่อและระดับน้ำหนุนที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น สำนักงานเขตในแต่ละท้องถิ่นจึงต้องเป็นผู้ลงพื้นที่จัดการ เพราะเขตเป็นผู้รู้จุดอุปสรรคของการระบายน้ำในพื้นที่ตนเองดีที่สุด โดยรัฐบาลต้องคอยอำนวยความสะดวกสนับสนุน

 

อาจารย์ศศิน ได้เสนอให้ปรับเปลี่ยนการใช้ภาษาเตือนภัยจากคำว่า เฝ้าระวัง มาเป็นคำว่า เตรียมรับสถานการณ์ โดยอธิบายว่าการสั่งให้เฝ้าระวังทำให้ประชาชนนั่งมองสถานการณ์โดยไม่ได้เตรียมเสบียง แต่การบอกให้เตรียมรับสถานการณ์จะทำให้ประชาชนเริ่มตุนน้ำ อาหาร และของใช้จำเป็นทันที ทั้งนี้ ฝ่ายภาครัฐมักเน้นเตือนภัยโดยมองเฉพาะเรื่องการอพยพเพราะกลัวน้ำท่วม ซึ่งเป็นแนวคิดแบบภัยพิบัติในต่างประเทศ แต่ในบริบทคนไทยไม่ได้กลัวน้ำท่วมเท่ากับกลัวไม่มีอาหารรับประทาน และกลัวการดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก รวมถึงสัตว์เลี้ยง ประชาชนต้องการเวลาแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 2 ถึง 3 วัน หรืออย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อย้ายคนป่วย สัตว์เลี้ยง และเตรียมเรือ การแจ้งเตือนล่วงหน้าที่อาจเกิดการเก้อหรือคลาดเคลื่อนบ้างเป็นบางครั้งก็ยังเป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่แจ้งเตือน

 

ทีมกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รายงานว่า ได้จัดเตรียมถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่กำลังวิกฤติ โดยเน้นการจัดลำดับความสำคัญ ใช้รถพยาบาลยกสูงเข้าไปรับผู้ป่วยและผู้บาดเจ็บเพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลอย่างเป็นระบบ

 

ในประเด็นความเสียหายของทรัพย์สิน โดยเฉพาะรถยนต์ที่จมน้ำ ดร. เสรี แสดงความกังวลต่อภาระการผ่อนชำระ รวมไปถึงค่าน้ำค่าบ้านของประชาชน อาจารย์ศศิน จึงเสนอข้อแนะนำทางปฏิบัติที่ภาครัฐและสำนักงานเขตต้องรีบประกาศเตือนประชาชนทันทีคือ “อย่าเพิ่งสตาร์ตรถยนต์หลังน้ำลด” เพราะจะทำให้เครื่องยนต์พังเสียหาย พร้อมทั้งเสนอให้ดึงนักเรียนสายอาชีพ ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า และอู่ซ่อมรถ เข้ามาช่วยฉีดน้ำมันหล่อลื่นและตรวจเช็กรถเบื้องต้นให้ประชาชน

 

อาจารย์ศศิน ได้กล่าวชื่นชมกรมอุตุนิยมวิทยาที่เริ่มปรับตัวใช้ภาษาง่าย ๆ ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าใจได้ดีขึ้น พร้อมเสนอข้อเสนอแนะ

 

ให้เปลี่ยนข้อมูลวิชาการให้เป็นความหมายในการปฏิบัติตนของประชาชน เช่น เวลาในการเคลื่อนย้ายรถหรือเตรียมเสบียง

 

ใช้ภาษาคนสื่อสารโดยไม่ลดทอนเนื้อหาทางวิชาการ เช่น การใช้คำว่าเตรียมรับสถานการณ์

 

ดึงหน่วยงานอื่น ๆ มาร่วมอธิบายตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น กรมทรัพยากรธรณีพูดเรื่องดินถล่ม และนักผังเมืองพูดเรื่องการระบายน้ำ

 

บูรณาการการสื่อสารระดับรัฐบาล เนื่องจากประชาชนไม่ได้แยกกรมในการรับภัยพิบัติ

 

คัดเลือกผู้สื่อสารที่มีความรู้ทั้งเชิงกว้าง เชิงลึก และมีทักษะการสื่อสารที่ดี

 

จัดตั้งทีมเชื่อมโยงความรู้และสื่อสารผ่านการทำงานในห้องปฏิบัติการวอร์รูม รัฐมนตรีและฝ่ายบริหารต้องเข้าไปนั่งทำงานร่วมกับวิศวกรและอธิบดีในวอร์รูมสั่งการ

 

สื่อสารภาษาชาวบ้านอย่างต่อเนื่องทุกระยะและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างความหวัง ไม่ควรรอความแน่นอนจนประชาชนไม่เหลือเวลาเตรียมตัว ให้แจ้งเตือนแนวโน้มล่วงหน้าเพื่อให้ย้ายรถและเตรียมตัวได้ทัน และให้มืออาชีพหรือโฆษกรัฐบาลสื่อสารเชิงรุกอย่างทันสมัย ไม่ใช้คำพูดเชย ๆ หรือแก้ตัว

 

อาจารย์ศศิน และ ดร. เสรี อธิบายว่า ระบบภัยพิบัติของไทยออกแบบให้ ปภ. เป็นเจ้าภาพร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมีงบประมาณฉุกเฉินและอำนาจตาม พ.ร.บ. ปภ. โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเซ็นประกาศภัยพิบัติล่วงหน้า และตั้งเต็นท์บัญชาการในพื้นที่ เพื่อจัดระเบียบให้กู้ภัยและอาสาสมัครลงปฏิบัติงานตามซอยต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในส่วนของการช่วยเหลือดูแลประชาชน เมื่อถามว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไหวหรือไม่ พี่ดำ ตอบทันทีว่า “พวกผมรับเงินบริจาคมา ผมดูแลประชาชนอยู่ ผมดูแลได้” ซึ่งอาจารย์ศศิน ขอให้นำคำพูดนี้ไปใส่ในปากของอธิบดี ปภ. และรัฐมนตรี

 

อาจารย์เบียร์ ได้ฝากให้ประชาชนและอาสาสมัคร ช่วยดูแลจิตใจและช่วยเหลือกัน เท่าที่จะพอช่วยกันได้

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#น้ำท่วม#ฝนตกต่อเนื่อง