มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ครูสาวร่ำไห้ขอความเป็นธรรม หลังถูกไล่ออก เพราะทำตามคำสั่ง อดีต ผอ.ปมเงินอาหารกลางวันเด็ก


ภูมิภาค
15 สิงหาคม 25688,918
ครูสาวร่ำไห้ขอความเป็นธรรม หลังถูกไล่ออก เพราะทำตามคำสั่ง อดีต ผอ.ปมเงินอาหารกลางวันเด็ก

ตัวแทนชาวบ้านและผู้ปกครองนักเรียนใน ต.สะแกโพรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์  เดินทางไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1  เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ หญิง อายุ 53 ปี  ครูประจำชั้น ป.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.สะแกโพรง หลังจากที่มีการร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการหักเงินอาหารกลางวันเด็กบางส่วนไปซ่อมห้องน้ำเมื่อปี 2564   ซึ่งครูคนดังกล่าวได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องอาหารกลางวันเด็ก  แต่ปี 2564 เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19   เด็กต้องเรียนแบบออนไลน์ ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงให้เปลี่ยนจากการทำอาหารกลางวันให้เด็กรับประทานที่โรงเรียน เป็นการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครองซื้ออาหารกลางวันให้เด็กแทน


แต่ช่วงเดือน ก.ค.64  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้น  ได้มีคำสั่งให้ครูคนดังกล่าว ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการอาหารกลางวัน  หักเงินอาหารกลางวันบางส่วนที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ปกครอง ไปซ่อมห้องน้ำในโรงเรียน ซึ่งครูในโรงเรียนก็รับรู้ว่าเป็นคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนขณะนั้นแต่ไม่มีใครทักท้วง  และผู้อำนวยการโรงเรียนก็ไม่ได้อธิบายชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้ปกครองรับทราบ  จนเกิดการร้องเรียนและตรวจสอบ  ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ผู้อำนวยการโรงเรียนยังหลอกให้ครูคนดังกล่าวให้ถ้อยคำตามที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนแนะนำแล้วจะรอด   แต่สุดท้ายกลับถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดฐานทุจริต  


และล่าสุดคณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ. ก็มีมติไล่ครูคนดังกล่าวออกจากราชการตามการชี้มูลของ ป.ป.ช.  แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนคนที่สั่งให้ครูคนดังกล่าวหักเงินกลับถูก อ.ก.ค.ศ.ชุดก่อนมีมติแค่ปลดออก   ซึ่งชาวบ้านและผู้ปกครองมองว่าไม่มีความเป็นธรรมกับครูคนดังกล่าว  ในฐานะที่เป็นครูและทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเพราะไม่สามารถปฏิเสธได้  แต่กลับโดนโทษหนักกว่าคนที่สั่งให้ทำผิด  จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนมติไล่ออกและให้ความเป็นธรรมกับครูด้วย
   

ขณะที่ ครูคนดังกล่าวก็ได้เดินทางมายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1  เพื่อเซ็นรับทราบคำสั่งที่ถูกไล่ออก  ทันทีที่เซ็นรับทราบเสร็จเดินลงมาเจอกับชาวบ้าน และผู้ปกครองที่มาเรียกร้องความเป็นธรรม  ก็ถึงกับปล่อยโฮระบายความรู้สึกว่า “ทำไมเขาถึงใจร้ายกับหนูแบบนี้”  ขณะที่ผู้ปกครองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ทั้งร้องไห้และพูดปลอบใจครูให้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความถูกต้อง  


แต่ครูก็ตัดพ้อว่า ถ้ามีมติให้ปลดออกก็ยังพอหายใจได้แต่ไล่ออกเหมือนหมดอนาคตแล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งเสียลูกเรียน แถมยังต้องเลี้ยงดูแม่อีก  และหนี้สินที่ยังค้างอยู่จะทำยังไงก็ยังไม่รู้  แถมยังต้องขึ้นศาลต่อสู้ในคดีอาญาอีก  ยอมรับเครียดมากจนถึงขั้นคิดสั้น  ก็อยากจะขอความเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย  หลังจากนี้ก็จะเดินหน้าหาหลักฐานเพื่อยื่นอุทธรณ์ทั้งทางวินัยที่มีคำสั่งไล่ออกซึ่งมีเวลา 30 วัน   และก็จะต่อสู้ในชั้นศาล  เชื่อว่าความจริงและความดีที่ตนทำมา  จะทำให้ได้รับความเป็นธรรม  


ซึ่งครูยังย้ำว่าทุกอย่างทำตามคำสั่งอดีต ผู้อำนวยการโรงเรียนเพราะเกษียณไปเกือบ 2 ปีแล้ว และที่ให้ถ้อยคำกับ ป.ป.ช.ก็ทำตามคำสั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนให้พูดเช่นกันทั้งที่มันขัดกับความเป็นจริง  แต่ด้วยความไว้ใจจึงให้การแบบนั้น  ไม่คิดว่าจะเป็นการปัดความผิดให้


ด้าน ดร.กัญจนา    สัตตรัตนำพร   ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1  กล่าวว่า  เรื่องดังกล่าวเกิดตั้งแต่ปี 2564  และอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนก็มีมติตั้งแต่คณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ. ชุดเดิม สั่งปลด ก่อนที่ตนจะย้ายมาดำรงตำแหน่ง   แต่ส่วนของครูคนดังกล่าวเป็นมติของคณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ.ชุดปัจจุบันที่มีมติไล่ออก  ซึ่งก็เป็นการพิจารณาตามการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. และ สพป.ก็มีหน้าที่ออกคำสั่งตามมติเท่านั้น  


อย่างไรก็ตามแม้จะมีคำสั่งไล่ออก  แต่ครูคนดังกล่าวก็ยังมีโอกาสที่จะหาพยานหลักฐานยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)  ภายใน 30 วัน  เพื่อพิจารณาการลงโทษตามขั้นตอนอีกครั้ง  ในส่วนของ สพป. ก็ทำได้แค่ให้คำแนะนำ   แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการต่อสู้ทางอาญาหากสิ้นสุดกระบวนการ แล้วศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด   คำพิพากษาดังกล่าวก็จะมีผลต่อการพิจารณาทางวินัยเช่นกัน  ซึ่งยังมีโอกาสที่จะกลับมารับราชการครูได้เหมือนเดิม  ดังนั้นตอนนี้ครูก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ว่าไม่ได้ทำความผิด  เป็นการทำตามคำสั่งไม่ได้ทำโดยพลการ


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ผู้บังคับบัญชา#ตามคำสั่ง#ข้าราชการครู#ทุจริต#โหนกระแส