ตัวแทนชาวบ้านและผู้ปกครองนักเรียนใน ต.สะแกโพรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เดินทางไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับ หญิง อายุ 53 ปี ครูประจำชั้น ป.1 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน ต.สะแกโพรง หลังจากที่มีการร้องเรียนไปยัง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการหักเงินอาหารกลางวันเด็กบางส่วนไปซ่อมห้องน้ำเมื่อปี 2564 ซึ่งครูคนดังกล่าวได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องอาหารกลางวันเด็ก แต่ปี 2564 เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เด็กต้องเรียนแบบออนไลน์ ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงให้เปลี่ยนจากการทำอาหารกลางวันให้เด็กรับประทานที่โรงเรียน เป็นการจ่ายเงินสดให้ผู้ปกครองซื้ออาหารกลางวันให้เด็กแทน
แต่ช่วงเดือน ก.ค.64 ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้น ได้มีคำสั่งให้ครูคนดังกล่าว ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับโครงการอาหารกลางวัน หักเงินอาหารกลางวันบางส่วนที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ปกครอง ไปซ่อมห้องน้ำในโรงเรียน ซึ่งครูในโรงเรียนก็รับรู้ว่าเป็นคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนขณะนั้นแต่ไม่มีใครทักท้วง และผู้อำนวยการโรงเรียนก็ไม่ได้อธิบายชี้แจงข้อเท็จจริงให้ผู้ปกครองรับทราบ จนเกิดการร้องเรียนและตรวจสอบ ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ผู้อำนวยการโรงเรียนยังหลอกให้ครูคนดังกล่าวให้ถ้อยคำตามที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนแนะนำแล้วจะรอด แต่สุดท้ายกลับถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีความผิดฐานทุจริต
และล่าสุดคณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ. ก็มีมติไล่ครูคนดังกล่าวออกจากราชการตามการชี้มูลของ ป.ป.ช. แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนคนที่สั่งให้ครูคนดังกล่าวหักเงินกลับถูก อ.ก.ค.ศ.ชุดก่อนมีมติแค่ปลดออก ซึ่งชาวบ้านและผู้ปกครองมองว่าไม่มีความเป็นธรรมกับครูคนดังกล่าว ในฐานะที่เป็นครูและทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่กลับโดนโทษหนักกว่าคนที่สั่งให้ทำผิด จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนมติไล่ออกและให้ความเป็นธรรมกับครูด้วย
ขณะที่ ครูคนดังกล่าวก็ได้เดินทางมายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 เพื่อเซ็นรับทราบคำสั่งที่ถูกไล่ออก ทันทีที่เซ็นรับทราบเสร็จเดินลงมาเจอกับชาวบ้าน และผู้ปกครองที่มาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็ถึงกับปล่อยโฮระบายความรู้สึกว่า “ทำไมเขาถึงใจร้ายกับหนูแบบนี้” ขณะที่ผู้ปกครองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ทั้งร้องไห้และพูดปลอบใจครูให้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและความถูกต้อง

แต่ครูก็ตัดพ้อว่า ถ้ามีมติให้ปลดออกก็ยังพอหายใจได้แต่ไล่ออกเหมือนหมดอนาคตแล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งเสียลูกเรียน แถมยังต้องเลี้ยงดูแม่อีก และหนี้สินที่ยังค้างอยู่จะทำยังไงก็ยังไม่รู้ แถมยังต้องขึ้นศาลต่อสู้ในคดีอาญาอีก ยอมรับเครียดมากจนถึงขั้นคิดสั้น ก็อยากจะขอความเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย หลังจากนี้ก็จะเดินหน้าหาหลักฐานเพื่อยื่นอุทธรณ์ทั้งทางวินัยที่มีคำสั่งไล่ออกซึ่งมีเวลา 30 วัน และก็จะต่อสู้ในชั้นศาล เชื่อว่าความจริงและความดีที่ตนทำมา จะทำให้ได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งครูยังย้ำว่าทุกอย่างทำตามคำสั่งอดีต ผู้อำนวยการโรงเรียนเพราะเกษียณไปเกือบ 2 ปีแล้ว และที่ให้ถ้อยคำกับ ป.ป.ช.ก็ทำตามคำสั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนให้พูดเช่นกันทั้งที่มันขัดกับความเป็นจริง แต่ด้วยความไว้ใจจึงให้การแบบนั้น ไม่คิดว่าจะเป็นการปัดความผิดให้
ด้าน ดร.กัญจนา สัตตรัตนำพร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1 กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดตั้งแต่ปี 2564 และอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนก็มีมติตั้งแต่คณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ. ชุดเดิม สั่งปลด ก่อนที่ตนจะย้ายมาดำรงตำแหน่ง แต่ส่วนของครูคนดังกล่าวเป็นมติของคณะกรรมการ อ.ก.ค.ศ.ชุดปัจจุบันที่มีมติไล่ออก ซึ่งก็เป็นการพิจารณาตามการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. และ สพป.ก็มีหน้าที่ออกคำสั่งตามมติเท่านั้น
อย่างไรก็ตามแม้จะมีคำสั่งไล่ออก แต่ครูคนดังกล่าวก็ยังมีโอกาสที่จะหาพยานหลักฐานยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ภายใน 30 วัน เพื่อพิจารณาการลงโทษตามขั้นตอนอีกครั้ง ในส่วนของ สพป. ก็ทำได้แค่ให้คำแนะนำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการต่อสู้ทางอาญาหากสิ้นสุดกระบวนการ แล้วศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด คำพิพากษาดังกล่าวก็จะมีผลต่อการพิจารณาทางวินัยเช่นกัน ซึ่งยังมีโอกาสที่จะกลับมารับราชการครูได้เหมือนเดิม ดังนั้นตอนนี้ครูก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ว่าไม่ได้ทำความผิด เป็นการทำตามคำสั่งไม่ได้ทำโดยพลการ