วานนี้ ( 25 ก.ย.69) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปพบกับ ส.อ.สินธพ ใจกล่ำ อดีตข้าราชการครูเกษียณในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งหลังเกษียณจากราชการเมื่อปี 2558 ได้ใช้เวลาว่างทุ่มเทให้กับการปลูกและดูแลต้นไม้ริมถนน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้นำต้นไม้นานาชนิดมาปลูกแล้วประมาณ 200-300 ต้น บนพื้นที่ริมถนนสายเลี่ยงทางรถไฟพิษณุโลก-บึงพระ ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร
อดีตข้าราชการครูเกษียณ เล่าว่า ตนเป็นคนพิษณุโลกโดยกำเนิด เกิดและเรียนที่จังหวัดพิษณุโลก ก่อนเข้ารับราชการทหาร และต่อมาได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาสอบเป็นครูพลศึกษา โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ช่วงก่อนเกษียณเริ่มมีความสนใจเรื่องการปลูกต้นไม้ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “ดาบวิชัย” หรือ ร้อยตำรวจตรีวิชัย สุริยุทธ อดีตข้าราชการตำรวจผู้มีชื่อเสียงจากการปลูกต้นไม้จำนวนมากในพื้นที่อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาเป็นต้นแบบในการปลูกต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คน
โดยเริ่มปลูกอย่างจริงจังเมื่อปี 2562 จากการขอกล้าไม้จากผู้ปกครองนักเรียน โดยในช่วงแรกเป็นต้นขนุนหลากหลายสายพันธุ์ และเมื่อมีโอกาสเดินทางไปภาคใต้ก็จะนำต้นจำปาดะ ต้นมันปู และไม้กินได้ชนิดต่าง ๆ มาปลูกเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนสามารถเก็บผลผลิตไปรับประทานได้
พื้นที่ที่ปลูกเป็นบริเวณริมถนนซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงได้ประสานขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับอนุญาตจึงเริ่มดำเนินการ โดยในช่วงแรกปลูกไม้ยืนต้นและไม้มีค่า เช่น ไม้พะยูง เพราะคิดว่าไม้ประเภทนี้มีความสวยงามและไม่อยากให้มีผู้มาตัดทำลาย แต่ต่อมามองว่า หากเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลและไม้ที่สามารถรับประทานได้ น่าจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนมากกว่า จึงยึดแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ต้นไม้ที่ปลูกไว้เริ่มเติบโต ออกดอกและให้ผลผลิต ทั้งขนุน มะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ มะขาม รวมถึงพืชกินได้อีกหลายชนิด โดยมีประชาชนเข้ามาเก็บผลผลิตไปรับประทาน ซึ่งสร้างความสุขให้กับตนเป็นอย่างมาก
อดีตข้าราชการครูเกษียณ กล่าวด้วยว่า “เวลาเห็นคนมาเก็บผลไม้ไปกิน เราก็มีความสุข โดยเฉพาะขนุน มีคนมาเก็บไปทั้งขนุนอ่อนเพื่อนำไปประกอบอาหาร และขนุนแก่สำหรับรับประทานสุก หลายคนก็ชอบ”
นอกจากต้นไม้ที่ปลูกริมถนนแล้ว หากภายในบ้านมีต้นไม้ชนิดใดออกผลเป็นจำนวนมาก ตนก็จะนำมาวางไว้บริเวณหน้าบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถนำไปรับประทานได้ เพราะมองว่าชีวิตหลังเกษียณของตนและภรรยามีความพร้อมแล้ว ลูก ๆ เรียนจบและมีหน้าที่การงาน จึงไม่มีอะไรต้องกังวล และขอเพียงได้ปลูกต้นไม้ไปเรื่อย ๆ ก็มีความสุขแล้ว
สำหรับการดูแลต้นไม้ที่ผ่านมา หากมีความจำเป็นที่หน่วยงานต้องตัดหรือโค่นต้นไม้ ตนก็ไม่ได้ติดใจ เพียงขอให้มีการบอกกล่าวกันก่อน เพราะต้นไม้เหล่านี้ตนตั้งใจปลูกถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยก่อนลงมือปลูกได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ จึงทำภารกิจนี้มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ด้านภรรยาและลูก ๆ ต่างให้การสนับสนุนความตั้งใจของตนเพียงแต่คอยเตือนให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากต้องปลูกและดูแลต้นไม้บริเวณริมถนน โดยตนชื่นชอบการใช้ชีวิตท่ามกลางต้นไม้ เมื่อมีเวลาว่างมักผูกเปลและทำพื้นที่สำหรับนอนพักผ่อนใต้ร่มไม้ การได้นอนใต้ร่มไม้จะรู้สึกเย็นสบาย น่านอนมาก เรารักต้นไม้จริง ๆ จึงไม่ได้คิดว่าใครจะมองอย่างไร
อดีตข้าราชการครูเกษียณ กล่าวต่อว่า หากถามว่าการปลูกต้นไม้ให้อะไรกับตน คำตอบคือ “ความสุข” เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เห็นผู้คนเข้ามาใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่ตนปลูก เห็นคนมาพักใต้ร่มเงาต้นไม้ คนมาออกกำลังกายเดินผ่านร่มเงาแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว และเชื่อว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำสามารถช่วยเหลือผู้คนได้บ้าง ตายก็ไม่เสียดาย
พร้อมยืนยันว่า หากหน่วยงานใดมีพื้นที่และต้องการให้เข้าไปปลูกต้นไม้ ตนก็ยินดี เพราะเชื่อว่าในเขตเมืองยังมีความต้องการพื้นที่สีเขียวอีกมาก และอยากให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สภาพอากาศแปรปรวนและอากาศร้อนมากขึ้น
อดีตข้าราชการครูเกษียณ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ขอเพียงได้ปลูกต้นไม้ไปเรื่อย ๆ และเห็นคนได้ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่เราปลูก แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว”