รายการโหนกระแสวันนี้ (17 ก.ย. 2569) พูดคุยกรณีที่พ่อแม่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ‘น้องทอมมี่’ ลูกครึ่งไทย-สวีเดน อายุ 16 ปี ซึ่งประสบอุบัติเหตุขณะขี่ จยย. ทางตรง แล้วมีรถกระบะของชายชาวจีถอยข้ามเลนในจุดที่ไม่สามารถกลับรถได้ จึงชนเข้าอย่างรุนแรงจนเสียชีวิต เหตุการณ์เกิดตั้งแต่ต้นปี พื้นที่ สภ .หนองปรือ แม้ศาลจะออกหมายจับแล้ว แต่ผ่านมาแล้ว 7 เดือน ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ ทั้งที่ผู้ต้องหายังคงใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายในพื้นที่
ผู้ร่วมรายการ ได้แก่ คุณแม่นก คุณแม่ของน้องทอมมี่, คุณพ่อคริส คุณพ่อของน้องทอมมี่, จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่ ผู้ช่วยเหลือประสานงาน และ ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม มาร่วมให้ความเห็นทางกฎหมาย
คุณแม่นก เล่าว่า ตนมีลูก 2 คน คนโตเป็นลูกสาว และน้องทอมมี่เป็นลูกชายคนเล็ก อายุ 16 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม. 4 น้องทอมมี่เป็นเด็กดี น่ารัก ไม่ดื้อ เชื่อฟังพ่อแม่ มีความสามารถทางกีฬาหลากหลาย ทั้งเล่นฟุตบอล ศิลปะการป้องกันตัวคาโปเอร่า ชกมวย เล่นเวท และกีฬาทางน้ำ โดยมักจะใช้เวลาซ้อมและเข้ายิมทุกวันหลังเลิกเรียนรวมถึงเสาร์-อาทิตย์
ในคืนเกิดเหตุ วันที่ 21 ก.พ. เวลาประมาณ 20.30 น. น้องทอมมี่ได้ขออนุญาตขี่ จยย. ออกจากบ้านเพื่อไปรวมตัวกับเพื่อน ๆ ที่บ้านเพื่อน ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 5 นาที เพื่อเตรียมตัวไปทำใบขับขี่ในวันรุ่งขึ้น น้องขี่มาในเส้นทางทางตรงด้วยความเร็วปกติประมาณ 70-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นเส้นทางที่ขี่ประจำ ในขณะเดียวกัน ชายชาวจีนได้ไปใช้บริการที่ร้านอาหารคาราโอเกะบริเวณนั้น แล้วออกมาเอารถกระบะที่จอดไว้อีกฝั่งถนนเพื่อจะเดินทางกลับบ้าน โดยชายชาวจีนได้ถอยรถกระบะยาวข้ามเลนออกมา โดยไม่เปิดไฟเลี้ยวและไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆ และตรงนั้นไม่ใช่จุดที่จะกลับรถได้ น้องทอมมี่ซึ่งมาทางตรงได้ชนเข้าอย่างจัง บริเวณท้ายรถกระบะ ฝั่งขวา
หลังเกิดอุบัติเหตุ ชายชาวจีนได้ลงมาจากรถ แต่ไม่ได้ลงมาช่วยเหลือเด็กที่นอนเจ็บอยู่ตรงปลายเท้าเลยแม้แต่น้อย ชายชาวจีนเอาแต่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด ในขณะที่ผู้คนที่อยู่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามตกใจกรีดร้องและรุมเข้ามาช่วยเหลือน้องทอมมี่ ซึ่งกำลังมีอาการชักและเลือดออกเต็มตัว ชายชาวจีนจึงใช้อาศัยช่วงชุลมุนเดินหลบหนีไปเข้าบ้านพักของตนเอง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 30 เมตร จากนั้นมีรถมารับตัวออกจากบ้านไป
หลังเกิดเหตุมีคนโทรศัพท์มาถามว่าเป็นแม่ของน้องทอมมี่หรือไม่ แต่คนที่โทรมาไม่กล้าบอกว่าอาการน้องโคม่า บอกเพียงว่าถูกรถชน ให้ไปที่โรงพยาบาล แม่นกจึงมุ่งหน้าไปรอที่โรงพยาบาล ส่วนคุณพ่อคริส ขณะเกิดเหตุอยู่ที่ประเทศสวีเดน เมื่อทราบข่าวในวันที่ 21 ก.พ. ก็ได้รีบเดินทางมาถึงประเทศไทยทันทีในวันที่ 22 ก.พ.
แม่นกระบุว่า ภาพคลิปกล้องวงจรปิดจุดเกิดเหตุทั้งหมด ตนเองเป็นผู้ไปสืบหาและขอมาจากร้านอาหารด้วยตนเอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ลงพื้นที่ไปเช็กให้
สำหรับขั้นตอนการนำตัวส่งรักษา แม่นกเปิดเผยว่า กว่าน้องทอมมี่จะได้ไป รพ. ใช้เวลานานถึง 40 นาที อีกทั้งทางกู้ภัยพานำไปส่งที่โรงพยาบาลกรุงเทพ จอมเทียน แต่ตอนแรกแม่นกได้แจ้งไปว่าให้ไปโรงพยาบาลกรุงเทพ พัทยา จึงเกิดความคลาดเคลื่อน ไปรอผิดที่ และเมื่อแม่นกตามไปพบลูกชาย พบว่าไม่ได้สติ สมองบวมหมดแล้ว จึงขอสั่งย้ายตัวด่วนไปโรงพยาบาลกรุงเทพ พัทยา เพื่อเข้ารับการผ่าตัด แพทย์ต้องตัดม้าม ตับ และไตออก เนื่องจากอวัยวะภายในเสียหายทั้งหมด น้องทอมมี่รักษาตัวอยู่ในห้อง ICU เป็นเวลา 6 วัน ก่อนจะเสียชีวิตลง
ในประเด็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม่นกและจ่าคิงได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในคืนเกิดเหตุใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมง แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาตรวจจุดเกิดเหตุเลยแม้แต่คนเดียว ทั้งที่มีป้อมตำรวจตั้งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุบนเส้นทางเดียวกันเพียง 5 นาที จ่าคิงส์มองว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยอย่างมาก เนื่องจากตามขั้นตอนปกติ หากมีการแจ้งเหตุผ่าน 191 กู้ภัย หรือรถโรงพยาบาล ศูนย์วิทยุจะสแตนด์บายและแจ้งไปยัง สน. หรือ สภ. ท้องที่ทันที เพื่อให้สายตรวจ พิสูจน์หลักฐาน และพนักงานสอบสวนลงพื้นที่พร้อมกัน คุณแม่นกตั้งข้อสังเหตว่า การที่ตำรวจไม่มา ทำให้ชายชาวจีนเดินกลับบ้านและมีรถมารับหลบหนีไปได้
ส่วนเรื่องพยานและหลักฐาน พนักงานร้านอาหารในพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า ชายชาวจีนได้ดื่มเบียร์ไป 3 ขวด ก่อนขับรถ และทุกคนพร้อมมาเป็นพยานให้ ในเวลาต่อมา แม่นกสังเกตเห็นว่ารถกระบะคันที่ถอยมาชนถูกนำไปจอดไว้ที่สถานที่เก็บรถของโรงพัก คู่กับ จยย. ของน้องทอมมี่ แต่แม่ไม่ได้รับการติดต่อจากตำรวจ
หลังจากนำตัวส่งโรงพยาบาลก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางตามไป มีเพียงกลุ่มเพื่อนของน้องทอมมี่ประมาณ 20 กว่าคนที่ตามไปและช่วยกันเก็บรวบรวมคลิปหลักฐานทั้งหมดไว้ ในคืนเกิดเหตุ หลังชายชาวจีนลงมาจากรถ เขาไม่ได้เข้าไปดูอาการของน้องทอมมี่ที่นอนเจ็บอยู่เลย แต่กลับเอาแต่กดโทรศัพท์ ซึ่งคุณพ่อคริสไปสืบเสาะหาข้อมูลจนทราบในภายหลังว่า ชายชาวจีนได้พิมพ์ข้อความผ่านโปรแกรมแปลภาษาจีนเป็นไทยแล้วยื่นให้พนักงานที่ร้านอาหารว่า “ห้ามเห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ ต้องการเงินเท่าไหร่” แต่พนักงานปฏิเสธไม่รับเงินและต้องการช่วยเหลือน้อง
คุณแม่นกระบุว่า ผู้คนบริเวณนั้นประมาณ 30 คน ต่างเข้าช่วยเหลือน้อง ทั้งปั๊มหัวใจและช่วยดูในขณะที่น้องกำลังชัก ตอนแรกชาวบ้านได้ช่วยกันจับตัวชายชาวจีนที่มีรูปร่างใหญ่ไว้แล้ว แต่เมื่อเห็นอาการน้องทอมมี่วิกฤติ ทุกคนจึงปล่อยตัวเพื่อมาช่วยน้องก่อน ทำให้ชายชาวจีนฉวยโอกาสนั้นเดินหลบหนีกลับเข้าบ้านไป โดยไม่มีการขอเบอร์โทรศัพท์หรือเก็บหลักฐานใด ๆ ไว้
หลังเกิดเหตุ คุณแม่ยืนยันว่า ไม่ได้รับการติดต่อหรือข้อมูลใด ๆ จากชายชาวจีนเลย ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 22 ก.พ.คุณแม่ต้องนั่งเฝ้าลูกชายอยู่ที่ รพ. เนื่องจากแพทย์ระบุว่าน้องทอมมี่อยู่ในขั้นโคม่าในห้อง ICU มีโอกาสรอดชีวิตเพียง 1% เท่านั้น คุณแม่จึงให้คุณป้าเดินทางไปที่ สภ. หนองปรือ ในช่วงบ่าย เพื่อลงบันทึกประจำวัน ซึ่งร้อยเวรรับเรื่องไว้แต่ไม่ได้ดำเนินการอะไรเพิ่มเติม และร้อยเวรในวันนั้นก็ไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนก่อนหน้าเลย
ต่อมา คุณแม่กับคึณพ่อได้ออกสืบหาข้อมูลของผู้ก่อเหตุด้วยตนเองทั้งหมด จนได้ทั้งพาสปอร์ต ข้อมูลการทำงาน ที่อยู่ บ้านพัก เซฟเฮาส์ จำนวนภรรยา และจำนวนบุตร โดยหลังจากเสร็จสิ้นพิธีฌาปนกิจลูกชาย คุณแม่ได้เดินทางไปติดตามคดีที่ สภ. หนองปรือ ด้วยตนเองตลอด แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้คำตอบเพียงว่าอยู่ในช่วงดำเนินการ โดยไม่มีการติดต่อกลับหาคุณแม่เลย จนคุณแม่ต้องเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปติดตามเอง
แม้ศาลจังหวัดพัทยาจะออกหมายจับชายชาวจีนผู้ก่อเหตุตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งเรื่องหมายจับให้คุณแม่ทราบในตอนแรก นอกจากนี้ คุณแม่ยังเคยลงพื้นที่ไปถ่ายรูปบ้านพัก เซฟเฮาส์ และรถยนต์ของผู้ก่อเหตุ จนกระทั่งผู้ก่อเหตุสั่งห้ามไม่ให้คุณแม่และสามีเข้ามาในพื้นที่อีก ผู้ก่อเหตุเป็นคนมีฐานะร่ำรวยมาก มีเซฟเฮาส์ส่วนตัว มีตึกให้พนักงานอยู่ 3 ตึก บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ และประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าวางขายในห้างสรรพสินค้า วันนหนึ่งเมื่อคุณแม่ได้รับเบาะแสจากชาวบ้านว่าพบเห็นชายชาวจีนคนนี้กำลังยืนให้อาหารสุนัขอยู่ที่บ้าน จึงโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจกลับย้อนถามว่า คนระดับนั้นจะมายืนให้อาหารสุนัขได้อย่างไร พร้อมระบุว่าเคยเข้าไปค้นในบ้านหมดแล้ว รวมถึงในซิงก์ แต่ไม่พบตัว
รถกระบะคันที่เกิดเหตุเ ป็นรถกระบะทะเบียนจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีชื่อผู้หญิงคนไทยเป็นเจ้าของรถ เมื่อคุณแม่ติดต่อไปพูดคุย ในตอนแรกผู้หญิงเจ้าของรถยินดีจะมาเซ็นเอกสารเกี่ยวกับเงินประกันและ พ.ร.บ. แต่ต่อมากลับบล็อกไลน์และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อทั้งหมด โดยที่พนักงานสอบสวนไม่ได้เรียกเจ้าของรถเข้ามาสอบปากคำหรือแจ้งข้อมูลใด ๆ ให้คุณแม่ทราบเลย
มหาหมีให้ความเห็นว่า การที่ศาลออกหมายจับถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล แต่กระบวนการจับกุมล่าช้าเกินไปมาก เนื่องจากออกหมายจับมานานถึง 7 เดือน ทั้งที่ทราบภูมิลำเนาและที่อยู่ชัดเจน ซึ่งตามปกติไม่น่าใช้เวลาเกิน 1 สัปดาห์ในการจับกุม
นอกจากนี้ คุณแม่ยังได้รับข้อมูลยืนยันจากคนใกล้ชิดของผู้ก่อเหตุว่า ชายชาวจีนคนนี้เป็นบุคคลไม่ธรรมดา คุณแม่ได้ระบายความเจ็บปวดในในว่า ลูกชายวัย 16 ปีที่มีอนาคตไกลต้องมาเสียชีวิต เชื่อว่าลูกยังอยากใช้ชีวิตของเขาอยู่ และวิญญาณลูกคงยังไม่ได้กลับบ้าน ในขณะที่ผู้ก่อเหตุกลับได้นอนอยู่อย่างสุขสบายในบ้าน สั่งอาหารมากิน และยืนให้อาหารสุนัข บริษัทของผู้ก่อเหตุตั้งอยู่ตรงข้ามหน้าบ้าน และอยู่ไม่ไกลจากบ้านของคุณแม่ อีกทั้งคุณแม่ไม่เคยทราบเรื่องสิทธิเงินเยียวยา 100,000 บาท ของกระทรวงยุติธรรมจากตำรวจเลย มาทราบจากผู้ประสบอุบัติเหตุรายอื่น ไม่เคยพบและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าาหน้าตาของผู้กำกับการ สภ. หนองปรือเป็นอย่างไร เพราะแม่เองก็ไม่ทราบขั้นตอน ตำรวจก็ไม่ได้แจ้ง
ทางรายการพยายามติดต่อผู้กำกับการ สภ .หนองปรือ และรองผู้กำกับการ สภ. หนองปรือ แต่ปรากฏว่าทุกท่านติดภารกิจ ไม่สะดวกพูดคุย
เบาะแสผู้ต้องหาชาวจีน คุณพ่อคุณแม่ไปตามหาจนได้ข้อมูลลักษณะที่อยู่อาศัยครบถ้วน ซึ่งเป็นบ้านหรูในหมู่บ้านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นสิบ ๆ หลัง สำหรับรถกระบะคันที่ถอยมาชน แม่นกก็เป็นผู้สืบหาตัวเจ้าของรถด้วยตนเองจนได้ช่องทางการติดต่อ และได้ส่งข้อความทางไลน์ไปหาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. โดยแม่นกระบุข้อความว่าตนเองเป็นแม่ของน้องทอมมี่ ไม่ได้ต้องการหาเรื่องหรือทำให้เจ้าของรถมีประวัติไม่ดี เนื่องจากเจ้าของรถไม่ได้เป็นคนขับชนและไม่ได้มีหมายจับ เพียงอยากขอความกรุณาให้มาช่วยเซ็นเอกสารเบิกจ่ายประกันภัยและ พ.ร.บ. เพื่อนำเงินค่ารักษาพยาบาลไปชำระหนี้สินที่ยืมญาติพี่น้องมาในช่วงรักษาลูก แต่เจ้าของรถกลับไม่ตอบข้อความใด ๆ กลับมาเลย
ช่วงที่น้องทอมมี่นอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU แม่นกต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปทั้งหมดประมาณ 1,200,000 บาท เงินจำนวนนี้เดิมทีเป็นเงินออมที่เก็บสะสมไว้ให้ลูกชายใช้เป็นค่าเทอมและค่าเล่าเรียนในอนาคต แต่กลับต้องนำออกมาจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลและค่าจัดพิธีศพแทน อีกทั้งยังต้องไปหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องเพิ่มเติม ซึ่งญาติทุกคนยินดีช่วยเหลือเนื่องจากรักน้องทอมมี่มาก
เอกสารที่ต้องใช้ลายเซ็นเจ้าของรถกระบะคือการเคลม พ.ร.บ. และประกันภัยฝั่งรถกระบะคู่กรณี ในส่วนของ พ.ร.บ. และประกันภัยฝั่ง จยย. ของน้องทอมมี่ได้รับการจัดการเคลียร์เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันเกิดเหตุ แต่ฝั่งรถกระบะยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้เนื่องจากขาดลายเซ็นเจ้าของรถ แม้แม่นกจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือจาก คปภ. ซึ่งเจ้าหน้าที่ คปภ. ได้พยายามช่วยเหลือเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องมีลายเซ็นของเจ้าของรถกระบะเท่านั้น
แม่นกตัดพ้อว่า หากไม่ได้เจอจ่าคิงส์ คดีนี้คงเงียบไปและลูกชายคงต้องตายฟรี ทั้งที่ผู้ก่อเหตุชาวจีนยังใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย และเขาเองก็มีลูก 3 คน แต่กลับไม่เข้าใจหัวอกความสูญเสียของผู้เป็นพ่อแม่
ด้านจ่าคิงส์ยืนยันว่า จะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมตามกฎหมายกับทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ พร้อมฝากถึง บิ๊กต่อ สอบสวนกลาง, บิ๊กต่าย ผบ.ตร. และ ผบ.ตร. คนใหม่ ท่านสำราญ นวลมา และเจ้าหน้าที่ ตม. ให้ช่วยสั่งการปิดประตูข้ามแดนและตรวจสอบช่องทางธรรมชาติร่วมกับ ผบ.ทบ. หากมีการจับกุมหรือมอบตัว อยากฝากถึงศาลให้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมชนแล้วหลบหนี ไม่ได้ช่วยเหลือเด็กส่ง รพ. จนต้องใช้เวลานานเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาล
มหาหมีได้แสดงความเสียใจกับครอบครัว และชี้แจงข้อกฎหมายออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกคือกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและหลบหนี มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท และมีอายุความตามหมายจับ 15 ปี
ส่วนประเด็นที่สอง ความล่าช้าและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ มหาหมีตั้งข้อสังเกตว่า ตามปกติเมื่อศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ ตำรวจต้องเข้าพื้นที่ทำแผนที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพ รวบรวมรายชื่อพยาน ควบคุมตัวผู้กระทำความผิด และตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ แต่คดีนี้กลับไม่มีการดำเนินการดังกล่าว อีกทั้งตามคำสั่ง สตช. ที่ 419/2556 ตำรวจจะต้องรายงานผลคดีและแจ้งความคืบหน้าให้ผู้เสียหายทราบทุก 30 วันและ 60 วัน รวมถึงแจ้งเรื่องหมายจับและการส่งสำนวนให้อัยการ แต่ตำรวจกลับไม่ได้ดำเนินการ
ส่วนประเด็นที่สาม เรื่องการเยียวยาและสิทธิประกันภัย เบื้องต้นแม่ได้รับค่าทำศพ 35,000 บาทจากบริษัทกลางประกันภัยฯ แต่หากผลคดีชี้ว่าน้องทอมมี่ไม่ได้ทำผิด แม่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยจาก พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สูงสุด 500,000 บาท ในส่วนประกันภัยชั้น 1 ของรถกระบะคู่กรณีที่ตำรวจอ้างว่าเบิกไม่ได้เพราะเจ้าของรถคนไทยไม่มาพบ หมาหมีตั้งคำถามว่า เหตุใดตำรวจจึงไม่ออกหมายเรียกเจ้าของรถมาสอบปากคำตลอด 7-8 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีเงินช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญาจากกระทรวงยุติธรรม วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งตำรวจไม่ได้แจ้งสิทธิ์ตามหน้าที่ แต่แม่ทราบเรื่องจากเพื่อน
และประเด็นที่สี่ มหาหมีแนะนำเพิ่มเติมเรื่องการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งว่า สามารถยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ผ่านอัยการในคดีอาญาเพื่อเรียกค่าละเมิด ค่ารักษาพยาบาล และค่าขาดไร้อุปการะตามมาตรา 420, 437 และ 443 หรือแยกฟ้องคดีแพ่งโดยตรงได้
ในระหว่างการพูดคุย มหาหมีได้ทำความเข้าใจร่วมกับคุณแม่เรื่องเอกสารการยื่น คปภ. ซึ่งคุณแม่ได้นำเอกสารบันทึกการร้องเรียน คปภ. ลงวันที่ 6 ก.ค. มาแสดง มหาหมีเน้นย้ำว่า สิทธิ์ พ.ร.บ. 500,000 บาท เป็นสิทธิที่รัฐคุ้มครองภาคบังคับสำหรับผู้ประสบภัยที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ซึ่งกรณีของน้องทอมมี่ ขี่ จยย. มาในเลนปกติ ส่วนรถกระบะถอยหลังออกมาโดยไม่ใช้ความระมัดระวัง ไม่เปิดไฟสัญญาณ และหลบหนี จึงเป็นฝ่ายผิดตาม พ.ร.บ. จราจร
คุณแม่ระบุว่า สิ่งที่ต้องการในวันนี้คือ ต้องการให้ตำรวจจับกุมตัวชายชาวจีนมาลงโทษ เพื่อคืนความยุติธรรมให้ครอบครัว พร้อมเปิดเผยความรู้สึกสะเทือนใจว่า ทุกวันนี้ต้องปลอบใจตัวเองว่า ลูกชายขี่รถชนเสาไฟฟ้าหัวฟาดเอง ไม่ได้ถูกชายชาวจีนทำ เพื่อให้มีแรงพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป
มหาหมีกล่าวถึงการทำงานของพนักงานสอบสวนว่า แม้จะเข้าใจข้อจำกัดเรื่องปริมาณงานที่มี 200-300 คดีต่อคน แต่ในคดีอุกฉกรรจ์ที่เยาวชนเสียชีวิตและครอบครัวไม่ได้รับการเยียวยา ตำรวจต้องเร่งรัดคดี ให้ความเมตตา และชี้แจงเหตุผลทางกฎหมายแก่ผู้เสียหาย โดยเฉพาะคดีนี้ที่มีหมายจับและหลักฐานชัดเจน ย่อมปฏิเสธการจับกุมไม่ได้
ระหว่างนี้ ทางรายการสามารถติดต่อ พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เพื่อชี้แจงประเด็นต่าง ๆ โดย พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ ชี้แจงว่า ตนติดตามคดีนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุ ในขั้นตอนตามกฎหมาย ตำรวจได้ดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อย มีการออกหมายจับผู้ต้องหา และส่งหนังสือแจ้งไปยังสนามบินรวมถึงด่านชายแดนทั่วประเทศ หากผู้ต้องหามีการเคลื่อนไหวหรือพยายามเดินทางออกนอกประเทศจะถูกจับกุมทันที กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ร่วมกับสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2 ได้ส่งหมายจับไปยังสถานที่ต่าง ๆ และติดตามสืบสวนโดยไม่ได้ทอดทิ้งคดี เรื่องนี้ ผบ.ตร. (พล.ต.อ. กิตติรัตน์ พันธุ์เพ็ชร์) ได้กำชับคดีนี้โดยตรง เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญที่ประชาชนให้ความสนใจ ตำรวจได้นำหมายไปตรวจค้นที่บ้านพักของผู้ต้องหาแล้ว แต่พบว่าผู้ต้องหาไม่ได้กลับมาอยู่อาศัยที่บ้านเลยตั้งแต่คืนเกิดเหตุ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการประสานงานจัดส่งเอกสารให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อออกหมายแดง (Interpol Red Notice) เผื่อผู้ต้องหาหลบหนีกลับประเทศเกิดหรือปรากฏตัวในประเทศอื่น จะได้ประสานนำตัวกลับมาดำเนินคดี
กรณีที่คุณแม่ระบุว่า มีคนพบเห็นผู้ต้องหาออกมาให้อาหารสุนัขหน้าบ้าน แต่เมื่อไปแจ้งตำรวจ ตำรวจกลับตอบว่าคนระดับนี้ไม่มาให้อาหารสุนัขเองและไม่ได้ไปตรวจสอบ พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ ตอบว่า สามารถมอบเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของตนให้คุณแม่ได้ทันที หากมีข้อมูลเบาะแสจริง ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ทอดทิ้ง และหมายจับของไทยมีผลสากลทั่วประเทศ ตำรวจทุกท้องที่สามารถจับกุมได้ทันทีถ้าพบตัว
มหาหมี ได้ตั้งคำถามถึงคืนเกิดเหตุที่คุณแม่ระบุว่า ไม่มีตำรวจไปตรวจจุดเกิดเหตุเลย จนกระทั่งป้าไปแจ้งความในช่วงบ่ายวันรุ่งขึ้น พนักงานสอบสวนก็ยังไม่ทราบเรื่อง ทั้งที่ป้อมตำรวจอยู่ห่างออกไปเพียงประมาณ 5 นาที พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ ชี้แจงว่า รายละเอียดเชิงลึกในระดับสถานีตำรวจภูธร อยากให้ทาง สภ. หนองปรือ เป็นผู้ตอบเอง เพื่อความถูกต้องและไม่ให้เกิดความเสียหาย แต่ในภาพรวมขั้นตอนกฎหมายสำคัญทั้งหมด ตำรวจภูธรจังหวัดได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนแล้ว
จ่าคิงส์ได้เสนอให้ผู้การฯ ใช้งบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการติดตั้งกล้องวงจรปิดบริเวณพื้นที่และโรงงานที่ชาวจีนอยู่อาศัย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ซึ่ง พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ เห็นด้วยและรับจะดำเนินการให้ทันที
คุณแม่ได้ถามว่ าเหตุใดเวลาผ่านไป 7 เดือนแล้วจึงยังไม่ออกหมายแดง พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ ชี้แจงว่า หมายแดงไม่ได้ออกโดยตำรวจไทย แต่เป็นหน้าที่ของกองการตำรวจสากล (Interpol) หมายจับของไทยสามารถใช้จับกุมได้ทั่วประเทศอยู่แล้ว แต่หมายแดงมีไว้กรณีผู้ต้องหาไปปรากฏตัวที่ประเทศเกิดหรือประเทศอื่นโดยใช้พาสปอร์ตเล่มเดิม จะได้จับกุมส่งกลับมาดำเนินคดีที่ไทย ดังเช่นเคสผู้ต้องหาชาวจีนที่หลบหนีมาไทย 30 ปีก็ถูกจับกุมส่งกลับได้
เมื่อ ดร. หมวย ถามว่าคิดว่าผู้ต้องหายังอยู่ในไทยหรือไม่ พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ ตอบว่า ไม่อยากคาดเดา แต่ทำงานตามพยานหลักฐาน สำหรับการเช็กระบบ ตม. ยืนยันว่าได้ตรวจสอบกับ ตม. ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุทุกด่านพรมแดนและสนามบิน ยืนยันว่ายังไม่มีรายงานว่าผู้ต้องหาเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากหากใช้พาสปอร์ต ระบบจะแจ้งเตือนทันที
เมื่อถามว่า จะสามารถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้หรือไม่ พล.ต.ต. พงษ์พันธ์ ชี้แจงว่า ตำรวจดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่การจะบอกว่าจับได้หรือไม่ได้ หรือระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ใช่การคำนวณทางคณิตศาสตร์ แต่ยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด ขอให้มั่นใจในผลงานที่ผ่านมาของตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีที่ทำคดีสำคัญร่วมกับอัยการและศาลอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์และความผาสุกของประชาชน ก่อนจะขอจบการสัมภาษณ์และวางสายไป ผู้ร่วมรายการแสดงความเสียดายที่ยังไม่ได้ถามถึงระยะเวลาในการติดตามตัว
จ่าคิงส์จึงเรียกร้องให้ ผบ.ตร. และกองบังคับการปราบปราม เข้ามาช่วยดำเนินคดี ส่งชุดสืบสวนไปเฝ้าบ้านพัก และติดกล้องวงจรปิดทางเข้า-ออกซอย เนื่องจากเชื่อว่าผู้ต้องหายังคงอยู่ในไทยเพราะมีลูก 3 คนและมีธุรกิจในไทย
คุณแม่เปิดเผยว่า บริเวณที่ผู้ต้องหาอยู่อาศัยเป็นลักษณะเซฟเฮาส์ เข้าถึงยาก และเลี้ยงสุนัขไว้จำนวนมาก ตนมั่นใจว่าผู้ต้องหายังอยู่ที่นั่นและได้มอบข้อมูลนี้ให้ตำรวจแล้ว แต่ตำรวจบอกเพียงว่าจะมาไล่เช็กกล้องให้
ทีมงานได้พยายามติดต่อผู้กำกับการ สภ. หนองปรือ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ อย่างไรก็ตาม ทาง สภ. หนองปรือ ได้ติดต่อทีมงานส่งภาพถ่ายยืนยันว่า ตำรวจได้เดินทางไปจุดเกิดเหตุในคืนวันที่ 21 ก.พ. เวลา 21.55 น. คุณแม่ระบุว่าเป็นช่วงที่น้องไป รพ. แล้ว และยืนยันว่าไม่มีใครบอกว่าตำรวจมา และไม่เห็นว่ามีการทำแผนที่เกิดเหตุแต่อย่างใด จากนั้นทางตำรวจได้ส่งภาพบันทึกรายงานเพียงภาพเดียวว่าไม่เจอใคร และทำแผนแต่ไม่เจอคน โดยอ้างว่าไปดูที่บ้านแล้วไม่พบผู้ต้องหา ซึ่งสอดคล้องกับที่คุณแม่เล่าว่าผู้ต้องหากลับเข้าบ้านแล้วมีรถมารับออกไป และตำรวจไม่ได้ติดตามไปหาแม่ที่โรงพยาบาล หรือตามจับกุมชายชาวจีน
ในส่วนของเจ้าของรถกระบ ทุกคนตั้งคำถามว่าเหตุใดตำรวจจึงไม่เรียกตัวเจ้าของรถมาสอบปากคำ แม้ตำรวจจะออกหมายเรียกไป 1 ครั้งแล้วไม่มา แต่ตามกฎหมายเนื่องจากเป็นรถที่ใช้กระทำความผิด ควรต้องมีการออกหมายจับเพื่อนำตัวมาพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลว่าใครเป็นคนขับ
จ่าคิงส์เปรียบเทียบว่า หากกลับกัน ให้คนไทยขับรถชนคนจีน คงถูกจับกุมได้ภายใน 3-4 วัน แต่นี่ผ่านไป 7 เดือนยังจับไม่ได้
คุณแม่เผยความเจ็บปวดสุดสะเทือนใจว่า ตนต้องกินยานอนหลับทุกคืน ไม่เช่นนั้นภาพลูกจะขึ้นมาตลอดเวลา
มหาหมีได้แนะนำช่องทางกฎหมายว่า หากคดีไม่คืบหน้า สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนเร่งรัดคดีไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตามลำดับชั้น จ่าคิงส์ยืนยันว่า จะพาคุณแม่ไปยื่นหนังสือต่อบิ๊กต่อ, บิ๊กต่าย, หรือท่านสำราญ นวลมา และได้นัดหมายประสานงานกับเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามไว้เรียบร้อยแล้ว
สุดท้าย คุณแม่ได้ฝากข้อความถึงชายชาวจีนผู้ก่อเหตุ ขอให้ออกมาเจรจารับผิดชอบ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นพ่อคนมีลูก 3 คน กลับทิ้งลูกของตนไว้นอนเดียวดายและตายเหมือนสุนัข อยากให้มองลูกของตนเป็นคนเหมือนกัน และขอฝากถึงเจ้าของรถกระบะให้ช่วยมาเซ็นเอกสาร
ส่วนคุณพ่อคริสได้พูดเปิดใจ ตั้งคำถามถึงระบบคัดกรองชาวต่างชาติว่า ปกติต่างชาติเข้ามาต้องสแกนนิ้ว แต่ทำไมตรวจสอบเพียงพาสปอร์ตอย่างเดียว เพราะพาสปอร์ตเปลี่ยนได้ แต่นิ้วเปลี่ยนไม่ได้ หากทำเช่นนี้จะจับได้แน่ พร้อมกับทิ้งท้ายว่า “คิดถึงลูกชายมาก”