รายการโหนกระแสวันนี้ (31 ส.ค. 2569) พูดคุยกรณีความขัดแย้งระหว่าง ‘ต้า’ และ ’ยัต’ อดีตเพื่อนรักเพื่อนสนิท โดยในการออกรายการครั้งที่แล้ว ต้าระบุว่าตนเองเผชิญกับภาวะถูกกดดันทางจิตใจในลักษณะพยายามสั่งการหรือปั่นหัว (Gaslighting) จนมีอาการทางจิตเวชและรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกในบริษัท รวมถึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องหุ้นบริษัทที่เดิมถือหุ้นคนละ 49% และมีภรรยาของยัตถืออีก 2% แต่ต่อมาต้ากล่าวอ้างว่าหุ้นดังกล่าวถูกเปลี่ยนมือไปโดยที่ตนเองไม่ได้ยินยอม ซึ่งลายเซ็นที่ปรากฏนั้นอาจไม่ใช่ลายเซ็นของตน หรือเซ็นไปในช่วงที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย ขณะที่ยัตได้โฟนอินมาชี้แจง ปฏิเสธว่าสิ่งที่ต้าพูดไม่เป็นความจริง และต้องการแสดงหลักฐานเพื่อชี้แจงในมุมของตน
และในวันนี้ ยัต พร้อมภรรยาและทนายได้มาตามสัญญา รวมถึงทางรายการได้เชิญต้ามาด้วย เพื่อที่จะได้เคลียร์พร้อมก ๆ กันทั้งสองฝ่าย โดยต้ายังคงยืนยันว่าสิ่งที่พูดไปในการออกรายการโหนกระแสครั้งก่อนเป็นความจริงทุกประการ
ผู้ร่วมดำเนินรายการวันนี้ประกอบด้วย ยัต ชัยโสโร, แอม ภรรยาของยัต, ทนายอาร์ม, ทนายแม็ก อีกฝั่งมีต้า เฟ็ดเฟ่, ทนายไข่มุก และแอ๊ะ ชาติฉกาจ โดยมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ เป็นทนายคนกลาง
ยัต ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ว่า ตนเองและต้าสนิทกันมากเสมือนคนในครอบครัว จนภรรยาเคยอิจฉาต้าด้วยซ้ำ
ก่อนอื่น ยัตได้กล่าวขอโทษเพื่อนเฟ็ดเฟ่ น้อง ๆ โอฮาน่า ครอบครัว ภรรยา และลูก ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่กล้าพูดความจริง แต่จากนี้จะพูดความจริงทั้งหมด ไม่ว่าความจริงจะพาไปในทิศทางไหนก็ตาม
ยัตเล่าย้อนว่า ในอดีตทำเฟ็ดเฟ่มาด้วยกัน จนกระทั่งถึงจุดที่ตกลงแยกย้ายกันทำงาน โดยตกลงกันว่าให้ต้าเป็นเจ้าของและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เนื่องจากต้าเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง แต่มียัตและเจมส์ร่วมถือหุ้น หลังจากหยุดทำเฟ็ดเฟ่แล้วบริษัทยังไม่ถูกปิด ทำให้มียอดเงินรายได้จากยอดเข้าชมคลิปทยอยโอนเข้ามา ซึ่งต้าตกลงว่ายินดีที่จะนำเงินปันผลส่วนนี้มาแบ่งให้สมาชิกทั้ง 9 คนเท่า ๆ กัน แม้ว่าในทางธุรกรรม ต้าจะถือหุ้น 98% ขณะที่ยัตและเจมส์ถือหุ้นคนละ 1%
ประเด็นปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อต้นปีในขั้นตอนการเคลียร์ภาษี โดยโบว์ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีได้แจ้งกับยัตว่าเงินของบริษัทเฟ็ดเฟ่หายไป เมื่อตรวจสอบพบว่าผู้มีสิทธิ์เบิกจ่ายคือต้า ยัตจึงบอกให้ไปคุยกับต้า ต่อมาโบว์และแอมได้แจ้งกับยัตว่าเงินถูกต้าถอนออกไปจริงทั้งหมด 6 ครั้งติดต่อกันเป็นเวลา 5 เดือน รวมประมาณสองแสนกว่าบาท ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องของจำนวนเงิน แต่เป็นเรื่องความไว้ใจและการถอนเงินออกไปโดยไม่มีการบอกกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาตลอด 7 ปีในการทำบริษัทชัยโสโร ยัตไม่เคยไปเบิกเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว และมอบหมายให้ต้าดูแลทั้งหมด หากยัตต้องการเบิกเงินเพื่อซื้อบ้านหรือรถก็จะใช้วิธีพูดคุยตกลงกันแล้วให้ต้าเป็นผู้จัดการเบิกให้
แอม อธิบายระบบการเงินของบริษัทชัยโสโรว่า การเบิกจ่ายเงินจะต้องให้กรรมการคนใดคนหนึ่งลงชื่อและประทับตราบริษัท จึงจะสามารถเบิกเงินออกได้ แต่ที่ผ่านมาเป็นหน้าที่ของต้าในการทำธุรกรรมเบิกเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร โดยพนักงานบัญชีจะสรุปยอดค่าใช้จ่ายรายเดือนส่งให้ต้าไปเบิกเงินประมาณเดือนละ 2 ถึง 3 รอบ ส่วนระบบแอปพลิเคชันออนไลน์ของธนาคารที่เริ่มใช้ในภายหลัง จะกำหนดให้ทั้งยัตและต้าต้องใส่รหัสผ่านและกดอนุมัติร่วมกันทั้งคู่เงินจึงจะถูกโอนออก
ยอดเงินสองแสนกว่าบาทที่สูญหายไปนั้นเป็นเงินในบัญชีของบริษัทเฟ็ดเฟ่ ไม่ใช่บริษัทชัยโสโร ซึ่งในบริษัทเฟ็ดเฟ่นั้นต้ามีอำนาจและสิทธิ์เบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว
ต้า เยอมรับว่าตนเองได้ถอนเงินจำนวนสองแสนกว่าบาทออกไปจริง โดยอธิบายว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินของบริษัทเฟ็ดเฟ่ตามสัดส่วนหุ้นที่ตนเองถือครองอยู่แล้ว ตนจึงมีสิทธิ์ชอบธรรมในการถอนเงินออกมาใช้งาน และขึ้นอยู่กับตนเองว่าจะแบ่งให้เพื่อนหรือไม่ ต้าให้เหตุผลว่าในอดีตตนเองมีเงินเดือน 150,000 บาท จึงไม่ได้เดือดร้อนและยินดีแบ่งเงินส่วนนี้ให้เพื่อนอีก 7 คนที่ลำบาก แต่ต่อมาตนเองประสบปัญหาการเงิน เนื่องจากถูกปรับลดเงินเดือนเหลือเพียง 40,000 บาท อีกทั้งคุณพ่อยังล้มป่วย ต้าจึงจำเป็นต้องถอนเงินในส่วนที่เป็นสิทธิ์ของตนเองออกมาใช้จ่ายเ
หนุ่ม กรรชัย ได้แยกประเด็นความงออกเป็นสองส่วน โดยในแง่มุมทางกฎหมายของบริษัทเฟ็ดเฟ่นั้น ต้าถือหุ้นร้อยละ 98 ทำให้ต้ามีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะถอนเงินออกไปอย่างไรก็ได้ แต่ในแง่มุมของความรู้สึกระหว่างเพื่อนสนิท ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี และได้พยายามตั้งคำถามเพื่อให้ความเป็นธรรมและตรวจสอบว่าเรื่องนี้อาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด หรือแค่ไม่ได้คุยกัน ตอนนี้จะสามารถพูดคุยเคลียร์กันได้หรือไม่
ยัตระบุว่ าเมื่อตนทราบเรื่อง ตนยอมรอเงียบ ๆ เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ เพื่อให้ต้าเข้ามาบอกกล่าวและอธิบายด้วยตัวเอง จนกระทั่งทนไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายเข้าไปถามตรง ๆ ซึ่งต้าให้เหตุผลว่าคุณพ่อเจ็บป่วยและตนเองเดือดร้อนเรื่องเงิน แม้ยัตจะเข้าใจความเดือดร้อนเรื่องพ่อแม่ป่วย เพราะทุกคนในกลุ่มก็อายุประมาณ 40 ปีแล้วและพ่อแม่ต่างก็เจ็บป่วยกันทุกคน แต่ยัตมองว่าในฐานะเพื่อนควรบอกกล่าวกันก่อน และได้ตั้งคำถามว่าต้าคิดว่าเงินเฟ็ดเฟ่เป็นของตนเองคนเดียวหรือไม่ ซึ่งต้าปฏิเสธและยืนยันว่ายังคงเป็นของทุกคน และยัตยังได้ทักท้วงต้าว่าทำไมไม่นำเงินจากบริษัทชัยโสโรไปใช้ ซึ่งต้าตอบกลับมาว่าไม่เคยคิดว่าบริษัทชัยโสโรเป็นของตนเองเลย
หลังจากที่ปรับความเข้าใจและตกลงจะเริ่มต้นใหม่ โดยมีข้อตกลงกันว่าหากมีเรื่องอะไรต้องบอกกล่าวกัน ต้ากลับแอบถอนเงินออกไปอีกเป็นครั้งที่ 6 ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์ถัดมาหลังจากที่เพิ่งคุยตกลงกันไปในวันพฤหัสบดีหรือวันศุกร์ ยัตรู้สึกผิดหวังมากเพราะเพื่อนคนอื่น ๆ ในเฟ็ดเฟ่ก็ลำบาก บางคนกู้เงินนอกระบบหรือพ่อแม่ต้องไปรักษาด้วยสวัสดิการรัฐ แต่ก็ยังอดทนรอคอยการจัดสรรเงินปันผลพร้อมกัน
ยัตยอมรับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดรอยแผลในใจแ ละสร้างความกระอักกระอ่วนในการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยัตยังเป็นคนให้ต้ากู้ยืมเงินส่วนตัวจำนวน 300,000 บาท เพื่อนำไปเคลียร์คืนเพื่อน ๆ อีก 7 คน โดยที่ต้าได้คืนเงินให้เพื่อน ๆ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้คืนเงินก้อนนี้ให้กับยัต
ยัตได้นำแชตที่ต้าสารภาพมาเปิดในรายการโหน ในแชตต้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตนเองเป็นคนแอบถอนเงินของบริษัทเฟ็ดเฟ่ไปใช้จริง โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากการทำหน้าที่นำสมุดบัญชีไปจ่ายภาษีของบริษัทตลอดช่วงเวลา 6 ปี จนวันหนึ่งประสบปัญหาเงินขาดมือและมีรุ่นน้องมาขอยืมเงิน ต้าจึงเริ่มแอบถอนเงินก้อนแรกออกมาเป็นจำนวน 14,500 บาท หลังจากนั้นเกิดความชะล่าใจและเห็นว่าสมุดบัญชีอยู่ที่ตัว ประกอบกับบริษัทปิดตัวไปนาน 6 ปีจนคิดว่าไม่มีใครสนใจ ต้าจึงถอนเงินเพิ่มอีก 5 ครั้ง ต้าเขียนข้อความขอโทษทุกคน และยกย่องว่ายัตเป็นคนดีที่ยืนอยู่บนความถูกต้อง ไม่เข้าข้างตน แต่เข้าข้างเพื่อน ๆ รวมถึงรับปากว่าจะหาเงินมาทยอยผ่อนชำระคืนให้ครบทุกบาท และที่ต้าไปออกรายการอื่นและระบุว่าเพื่อนไม่คุยกับต้านั้น ขัดแย้งกับหลักฐานในแชตกลุ่ม
แอม ได้ลำดับเวลาว่าเรื่องการถอนเงินของบริษัทเฟ็ดเฟ่ว่า ถูกตรวจพบในช่วงต้นปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเคลียร์ภาษีของปี พ.ศ. 2567 โดยตนเองอยู่ในเหตุการณ์พร้อมกับพนักงานบัญชีขณะพูดคุยเรื่องนี้กับยัต แอมยังได้นำเสนอข้อความหลักฐานจากแชตกลุ่มของเพื่อน ๆ หลังจากที่ยัตออกจากกลุ่มแชต เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเพื่อนทุกคนพยายามที่จะติดต่อพูดคุย และพร้อมเปิดโอกาสรับฟังต้ามาโดยตลอด แต่เป็นตัวต้าเองที่ไม่ยอมพูดคุยหรือตอบกลับกลุ่มเพื่อนเลย การที่ต้าไปพูดในรายการอื่นว่าเพื่อนไม่สนใจ ทำให้กลุ่มเพื่อนถูกคนในสังคมตั้งคำถามว่าทำไมถึงเลือกมาอยู่ฝ่ายยัต ทั้งที่ทุกคนพยายามช่วยเหลือต้าแล้ว
เมื่อต้าเข้าไปคุยและยอมรับสารภาพกับกลุ่มเพื่อนตามคำแนะนำของยัต เพื่อน ๆ ทุกคนต่างไม่มีใครต่อว่าหรือซ้ำเติมต้าแม้แต่คนเดียว แต่กลับแสดงความห่วงใยและถามไถ่ว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องการพูดคุยหรือให้ช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่
ขณะที่โบว์ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลและจัดการเอกสารทางบัญชีและภาษีของบริษัท โบว์เป็นผู้ตรวจพบความผิดปกติที่เงินของบริษัทเฟ็ดเฟ่หายไป ในระหว่างตรวจสอบเพื่อเตรียมเคลียร์ภาษีประจำปี ในช่วงแรกโบว์เลือกที่จะยังไม่แจ้งเรื่องนี้ให้ยัตทราบทันที เนื่องจากต้องการให้เกียรติความเป็นเพื่อนรักระหว่างยัตและต้า และคาดหวังว่าต้าจะเป็นฝ่ายเข้าไปพูดคุยชี้แจงเรื่องนี้กับยัตด้วยตัวเองก่อน จนกระทั่งเวลาผ่านไปและเรื่องราวยังคงเงียบ โบว์จึงตัดสินใจนำเรื่องนี้มาบอกกับยัตและแอม
ส่วนบริษัทชัยโสโร เริ่มต้นขึ้นจากการที่ยัตต้องการแยกตัวออกจากกลุ่มเฟ็ดเฟ่เพื่อมาจัดตั้งบริษัทของตนเอง เมื่อยัตแจ้งเรื่องนี้แก่ต้า ต้าจึงขอติดตามมาร่วมทำงานด้วย และตกลงที่จะย้ายมาซื้อบ้านอยู่ย่านเดียวกัน เนื่องจากตกลงกันไว้ว่าจะอยู่ร่วมกันเสมือนเพื่อนตาย ในการร่วมทุนจัดตั้งบริษัท ทั้งคู่ตกลงลงเงินสดเพื่อเปิดบัญชีบริษัทคนละครึ่งเป็นจำนวนเงิน 999 บาท ส่วนเงินทุนหมุนเวียนและสายป่านอื่น ๆ ของบริษัทในช่วงเริ่มต้นนั้น ยัตเป็นคนดูแลออกให้ก่อน โดยในทางปฏิบัตินั้น ได้นำบริษัทชื่อ ฤทธี ซึ่งเป็นของพี่สาว พี่เขย และแม่ของพี่เขยของแอม มาปรับเปลี่ยนเป็นบริษัท ชัยโสโร
สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชัยโสโร ประกอบด้วย ต้าถือครองร้อยละ 49 ยัตถือครองร้อยละ 49 และแอมถือครองร้อยละ 2 ซึ่งยัตชี้แจงว่าสัดส่วนดังกล่าวเป็นไปตามข้อบังคับทางกฎหมายในขณะนั้น ที่กำหนดให้ต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 3 คน และมองว่าหุ้นร้อยละ 2 ของแอมไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ แต่ทนายตุ๋ยตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนนี้ทำให้ฝั่งยัตมีคะแนนเสียงรวมกันร้อยละ 51 ซึ่งเกินกึ่งหนึ่ง
แอมอธิบายถึงอำนาจในการลงนามผูกพัน บริษัทกำหนดให้กรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราบริษัท โดยกรรมการมี 2 คนคือยัตและต้า ส่วนแอมไม่ได้เป็นกรรมการ ต้าได้รับหน้าที่เป็นคนดูแลเรื่องการเงินและการเบิกจ่ายต่าง ๆ ขณะที่ยัตรับผิดชอบด้านการคิดเนื้อหาและการบริหารจัดการส่วนอื่น
ประเด็นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เป็นชื่อของตัวเองนั้น ยัตชี้แจงว่าตนเองได้ยืมเงินจากบริษัทเพื่อไปซื้อบ้านสำหรับใช้เป็นสำนักงาน จึงใช้ชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งยัตยืนยันว่าได้พูดคุยตกลงเรื่องนี้กับต้าแล้ว และมีหลักฐานการยืมเงินปรากฏในรายงานที่ส่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ต่อมาเมื่อมีการขายบ้านหลังดังกล่าวได้ในราคาประมาณ 10 ล้านบาท เงินส่วนนี้ได้ถูกโอนกลับเข้าบัญชีของยัต จากนั้นยัตได้นำเงินนี้ไปซื้อคาเฟ่เพื่อทำเป็นสำนักงานแห่งใหม่ โดยยังคงใช้ชื่อตนเองเนื่องจากเป็นเงินที่ยังค้างชำระบริษัทอยู่
ทนายตุ๋ยได้ตั้งคำถามว่า ที่ควรคือการที่ขายบ้านแล้วเคลียร์เงินกับบริษัทก่อน ซึ่งยัตชี้แจงว่าในตอนนั้นไม่มีความรู้ทางบัญชี ประกอบกับสำนักงานแห่งแรกมีปัญหาในหมู่บ้านจนต้องย้ายออกหลังจากอยู่ได้เพียงปีเดียว จึงนำเงินไปลงทุนซื้อที่แห่งใหม่
แอมอธิบายเสริมว่า ช่วงที่บริษัทชัยโสโรประสบความไม่มั่นคงทางการเงิน ยัตได้ทยอยโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวที่ได้จากการขายบ้านกลับเข้าสู่บริษัทชัยโสโรเป็นระยะ ครั้งละหลักแสนถึงหลักล้านบาทเพื่อใช้จ่ายค่าเงินเดือนพนักงานแ ละรักษาสภาพคล่องทางการเงินตามที่ผู้ดูแลบัญชีภายนอกแนะนำ ซึ่งแนะนำว่าวิธีนี้ไม่ถือเป็นรายรับของบริษัทและไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน
ทนายตุ๋ยได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในทางกฎหมาย ผู้ยืมจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้แก่บริษัท และในแง่ของสิทธิประโยชน์ หากเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนกลับเข้าบริษัทเพื่อคำนวณสัดส่วน ต้าในฐานะผู้ถือหุ้นร้อยละ 49 ก็จะยังคงมีสิทธิ์ในส่วนแบ่งตามสัดส่วนนั้นอยู่
ประเด็นเรื่องการซื้อรถ แอมระบุว่า ได้มีการใช้เงินจากบัญชีของยัตมาจัดซื้อรถยนต์ Nissan Note ในราคาประมาณ 300,000 บาท และรถยนต์ GTO สีส้ม ในราคาประมาณ 1,000,000 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 1,300,000 บาท ซึ่งแอมและยัตระบุว่าตนเองได้โอนเงินสดในจำนวนที่เท่ากันคือ 1,300,000 บาทให้แก่ต้าเพื่อเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์
ต้ายอมรับว่าได้รับเงินจำนวน 1,200,000 บาทจริง ในช่วงประมาณปี 2563 แต่หลังจากโอนเงินเสร็จสิ้น ยัตได้ขอยืมเงินกลับไปทันทีจำนวน 550,000 บาท ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการคืนเงินส่วนนี้คืนแก่ตน นอกจากนี้ต้ายังกล่าวอ้างว่า ยัตนำเงินของออฟฟิศไปซื้อรถยนต์ใช้งานส่วนตัวทุกปี และในช่วงปลายปี 2564 ยัตได้นำเงินบริษัทจำนวน 3 ล้านบาทไปซื้อรถยนต์เพิ่มอีก 2 คัน โดยที่ตนเองไม่ได้รับเงินส่วนแบ่ง
ยัตยืนยันว่า ตนเองพร้อมที่จะจบปัญหาหากอีกฝ่ายพูดความจริง โดยระบุว่าในวันที่ออกจากบริษัท ต้าเป็นผู้เลือกที่จะลาออกเองและเป็นคนเซ็นเอกสารต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วยตนเองทั้งหมด แต่ปัจจุบันกลับมาบอกสังคมว่าไม่ได้เป็นคนออกเอง ส่วนประเด็นที่ถูกกล่าวหาเรื่องการนำเงินไปพัวพันกับเว็บไซต์พนัน ยัตยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และตนเองมีหลักฐานใบเสร็จพร้อมที่จะชี้แจงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ขณะที่ต้าก็ยืนยันว่าตนเองพร้อมที่จะชี้แจงและตอบคำถามทุกประการเช่นกัน
หนุ่ม กรรชัย และทนายความของทั้งสองฝ่าย พยายามช่วยแยกแยะแง่มุมความขัดแย้งออกเป็นสองมิติหลัก คือมิติทางความรู้สึกและมิติทางบัญชีตามกฎหมาย เพื่อช่วยนำทางไปสู่ข้อยุติ แอมและยัตได้อ้างถึงหลักฐานข้อความแชตที่ต้าเคยส่งเข้ามาในกลุ่มเพื่อนเพื่อแสดงความรับผิดชอบและขอถอนตัวออกจากบริษัท โดยในแชตดังกล่าว ต้าเขียนขอโทษทุกคนจากใจจริง และยอมรับว่าตนเองทำผิดส่งผลให้เกิดความอึดอัดใจในที่ทำงาน ต้ายืนยันในขณะนั้นว่าจะทำการถอนชื่อออก และระบุว่าช่องและทรัพย์สินทั้งหมดของชัยโสโรเป็นของยัตมาตั้งแต่แรก ตนไม่เคยคิดว่าตนเป็นเจ้าของและไม่เคยช่วยหาเงินหรือแก้ปัญหาใด ๆ ทั้งยังพิมพ์ข้อความปฏิเสธที่จะรับเงินใด ๆ และเลือกที่จะเฟดตัวเองออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้ออฟฟิศเสียหาย พร้อมสัญญาว่าจะไม่พาดพิงให้ยัตและออฟฟิศเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน ซึ่งยัตระบุเพิ่มเติมว่า นอกจากข้อความแชตนี้แล้ว ยังได้มีการพูดคุยปรับความเข้าใจกันทางโทรศัพท์ก่อนหน้านั้นอีกถึง 4-5 รอบ
ต้ายอมรับว่าตนเองเป็นคนพิมพ์ข้อความแชตดังกล่าวจริง แต่อธิบายว่าเป็นเหตุการณ์เมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้วในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจย่ำแย่หนักเหมือนคนตายทั้งเป็น ต้าระบุว่าตนเองต้องเผชิญกับการถูกควบคุม สั่งการ บังคับข่มขู่ และด่าทออยู่เป็นประจำจนมีอาการทางจิตเวช และคิดว่าการไม่มีชีวิตอยู่คือทางออก ต้าไม่สามารถเล่าปัญหาให้แฟนหรือครอบครัวฟังได้เนื่องจากตนเองเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีภาระต้องดูแลพ่อที่ป่วยติดเตียง แม่ไม่มีอาชีพ และน้องที่เป็นออทิสติก ต้าจึงเลือกทำตามคำแนะนำของจิตแพทย์คือพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้น และตัดสินใจยอมพิมพ์ข้อความสละสิทธิ์ทุกอย่างเพียงเพื่อต้องการให้ยัตยอมปล่อยตนไป เพื่อเอาชีวิตรอดเพื่อกลับมาทำงานเลี้ยงดูครอบครัว
ต้ากล่าวอ้างว่าตนเองไม่เคยเถียงชนะยัตได้เลย แม้แต่เรื่องเงินเฟ็ดเฟ่ที่ตอนแรกตกลงกันไว้อีกแบบ ยัตก็สามารถเปลี่ยนใจได้ตามใจชอบจนตนต้องยอมเพื่อรักษาความสัมพันธ์ และยัตเคยตามมาตื๊อเคาะประตูห้องนอนตอนตีห้า เพื่อลากขึ้นรถไปเคลียร์กันที่ราชบุรีโดยไม่ยอมให้ลาออก ตนจึงพิมพ์ยอมตามทุกอย่างเพื่อให้ยัตยอมปล่อยตัว ต้ายังระบุว่า ตนรักยัตมากและยอมเชื่อฟังทำตามสั่งทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ข้อความอวยยัตให้กลุ่มเพื่อน หรือแม้กระทั่งการให้เปลี่ยนศาสนา
แอมชี้แจงว่า ตนเองเคยคุยโทรศัพท์เจรจากับต้าหลายครั้งเป็นการส่วนตัว โดยไม่มียัตอยู่ด้วยในขณะนั้น แอมระบุว่าได้พยายามถามต้าอย่างตรงไปตรงมาว่า หากจะออกจากบริษัท ต้ามีความต้องการที่จะแบ่งเงินสดในบัญชีหรือทรัพย์สินของบริษัทอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้จัดสรรให้ถูกต้อง แต่ต้าก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธกับตนคำเดิมว่าไม่ต้องการเอาอะไรเลย
แอมยืนยันว่าทั้งสองคนเคยรักและดูแลกันเสมือนคนในครอบครัว และตนเองพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ยให้ทั้งคู่หันหน้าคุยกันตลอด นอกจากนี้ ในแง่การบริหารจัดการเงิน ต้าเป็นคนถือบัญชีและดูแลธุรกรรมการเงินทั้งหมดของบริษัทอยู่แล้ว หากต้าต้องการส่วนแบ่งเงินสดจริง ๆ ต้าก็เพียงแค่พูดบอกความต้องการหรือเบิกเงินส่วนนั้นออกไปได้เลยตั้งแต่แรกโดยไม่มีใครห้าม
ต้าเล่าว่า หลังจากการแยกตัว ต้าได้ไปเริ่มสร้างชีวิตใหม่และเปิดช่องของตนเอง แต่ก็ประสบความลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่มีเงินติดตัวไปตั้งหลักเลย ทั้งที่มีภาระครอบครัวที่หนักหนา ต้าตั้งคำถามว่าตนเองร่วมทุ่มเททำออฟฟิศมา 6-7 ปี แต่เหตุใดเพื่อนถึงไม่มีเงินขวัญถุงให้ตนไปตั้งชีวิตใหม่เลยสักบาทเดียว ด้านยัตโต้แย้งว่าฝั่งตนก็ได้รับผลกระทบและความเสียหายรุนแรงจากการโดนแฟนคลับฝั่งต้าโจมตี และตรวจพบว่าต้ามีการเข้าไปลบช่อง รวมถึงแอบนำวิดีโอลิขสิทธิ์ของบริษัทชัยโสโรไปเผยแพร่ในช่องส่วนตัวของตนเอง
ต้าชี้แจงเพิ่มเติมว่าห ลังจากออกจากบริษัทไปในเดือนเมษายน ตนได้ตัดสินใจโทรศัพท์กลับมาทวงถามเรื่องส่วนแบ่งทรัพย์สินในเดือนมิถุนายนเมื่อสภาพจิตใจเริ่มดีขึ้น แต่กลับได้รับคำตอบที่ทำร้ายจิตใจว่าตนเป็นเพียงแค่พนักงานหรือลูกน้อง จะมีสิทธิ์มาขอแบ่งสมบัติได้อย่างไร ซึ่งต้าชี้แจงว่าในวันนั้นตนไม่เคยรับทราบมาก่อนเลยว่าตนถูกถอนชื่อและหุ้นออกจากบริษัทไปแล้ว
ฝั่งของยัตได้เปิดหลักฐานคลิปเสียงเพื่อยืนยันว่า ต้ารับรู้และยินยอมเรื่องการเซ็นชื่อโอนหุ้นออกจากบริษัทชัยโสโรอย่างถูกต้อง ซึ่งหลังจากเปิดคลิปเสียง ต้ายอมรับว่าเสียงในคลิปคือเสียงของตนเองจริง แต่ตั้งข้อสังเกตและทักท้วงเรื่องบริบทสถานที่ เวลาที่บันทึกเสียง
ขณะที่ทนายตุ๋ยให้ความเห็นทางกฎหมายเพิ่มเติมว่า คำพูดสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยคอาจไม่ถือเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายทั้งหมด หรืออาจถูกบอกเลิกได้ ซึ่งก็ต้องไปฟ้องร้องกัน และอยากให้มองที่บริบทการตกลงร่วมกันด้วยดี เพื่อเป็นการหาข้อยุติ
ในรายการได้เสนอแนวทางร่วมกัน ให้ทำการตรวจสอบและกระทบยอดบัญชีทางกฎหมายใหม่ โดยให้ปฏิบัติเสมือนว่าต้ายังคงรักษาสถานะผู้ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 ณ วันที่เดินออกจากบริษัท และตกลงที่จะนำตัวเลขงบการเงินทั้งหมดนับตั้งแต่วันร่วมก่อตั้งบริษัท จนถึงวันที่ต้าลาออกมา ทำการตรวจสอบผลประกอบการและกำไรสะสมร่วมกัน รายการที่จะต้องนำมาคำนวณหักกบรวมถึงหักหนี้สิน ได้แก่ เงินยืมกรรมการที่ยัตยืมบริษัทไปใช้ซื้อและขายบ้านหลังแรกว่ามียอดกำไรและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนบริษัทเท่าใด ยอดหนี้สินเงินกู้ยืมต่าง ๆ มูลค่าการซื้อรถยนต์ของออฟฟิศ รวมถึงรายได้สะสมในอนาคตจากช่องทางแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น YouTube แม้ทางทนายฝั่งยัตจะทักท้วงขอคิดค่าบริหารจัดการเพิ่มเติมในช่วงเวลา 8 เดือนหลังแยกทาง เนื่องจากฝั่งยัตดูแลกิจการต่อ แต่ในท้ายที่สุด ฝั่งของยัตตกลงยินยอมที่จะใช้หลักการตรวจสอบกระทบยอดบัญชีดังกล่า
สำหรับประเด็นการฟ้องร้องเรียกเงิน 20 ล้านบาท ทนายอาร์มชี้แจงว่า ในรายละเอียดคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องไม่ได้มีการระบุเรียกเงินแต่อย่างใด แต่ในคำบรรยายฟ้องคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และคดีลิขสิทธิ์ มีการประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ที่คดีละ 10 ล้านบาท
ทนายไข่มุกระบุว่า เมื่อต้าได้อ่านรายละเอียดคำฟ้องในหน้าสุดท้ายที่มีการเขียนประเมินความเสียหาย จึงเกิดความกังวลใจว่าในอนาคตจะถูกฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกเงินจำนวนนี้อย่างแน่นอน ซึ่งต้าได้กล่าวขอโทษที่เข้าใจและพูดไปแบบนั้น
ทนายอาร์มยอมรับว่า ตนเองเป็นผู้เสนอแนะและแนะนำให้ยัตฟ้องร้องคดีทั้งสอง เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันจนไม่มีใครยอมเจรจา การนำเรื่องขึ้นสู่ศาลจึงเป็นวิธีที่จะให้ศาลช่วยควบคุมสถานการณ์ได้ดีที่สุด และทำให้เพื่อนรักทั้งสองคนได้มีโอกาสมาพบเจอกันเพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ย
ด้านต้าแสดงความเสียใจและเจ็บปวดอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ตนเองถูกคัดค้านการประกันตัว จนต้องลงไปอยู่ในคุกใต้ถุนศาล โดยตั้งคำถามกับยัตว่าทำไมถึงต้องคัดค้านการประกันตัว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีเงินสำหรับประกันตัว ต้าเล่าว่าในวันนั้นใกล้ถึงเวลา 5 โมงเย็น และตนเองไม่มีเงินจนเกือบจะถอดใจยอมนอนในคุก แต่ทนายไข่มุกได้ห้ามไว้และให้ต้ายืมเงินส่วนตัวจำนวน 1 แสนบาทเพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวออกมา
ทนายแม็กปฏิเสธว่า ฝั่งตนไม่ได้มีการคัดค้านการประกันตัวของต้า และระบุว่าเรื่องการประกันตัวเป็นหน้าที่ของจำเลยและเป็นไปตามดุลยพินิจของศาล แต่คำชี้แจงจากทนายฟิล์ม (ทีมงานฝั่งของทนายไข่มุก) ระบุว่า ในวันนั้นฝั่งต้าพยายามขอสาบานตนต่อศาลเพื่อจะมาตามกำหนดนัดโดยไม่ต้องใช้เงินประกันตัว เนื่องจากไม่มีเงิน แต่ทนายของฝั่งยัตได้มีการคัดค้านและแสดงแถลงเกี่ยวกับเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว จนทำให้ศาลต้องใช้ดุลยพินิจกำหนดหลักทรัพย์ประกันตัวแทนการสาบานตน ซึ่งในท้ายที่สุด ต้าและทนายแม็กได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกันว่า ทนายแม็กไม่ได้ยื่นเอกสารคัดค้านการประกันตัวของต้า
ในส่วนประเด็นเงินค่าหุ้นจำนวนสามแสนบาท ยัตอธิบายว่า เป็นเงินที่ให้ยืมไปเคลียร์คืนให้เพื่อน ๆ เฟ็ดเฟ่ แต่ต่อมาเมื่อต้าต้องการลาออกจากบริษัทชัยโสโรตามขั้นตอนกฎหมาย ทางบริษัทบัญชีแจ้งว่าไม่สามารถเอาชื่อออกไปเฉย ๆ ได้ จึงต้องทำเอกสารเป็นสัญญาซื้อขายหุ้นในราคาเงินสามแสนบาท และนำเงินหนี้สินจำนวนสามแสนบาทที่ต้าติดค้างยัตอยู่มาหักลบกลบกันแทนการจ่ายเงินสด ยัตระบุว่าการโอนหุ้นครั้งนี้ถือเป็นการหักลบกลบหนี้เพื่อซื้อบริษัทไปแล้ว อย่างไรก็ดี ทนายตุ๋ย ได้ตั้งข้อสังเกตและทักท้วงว่า การตีมูลค่าหุ้นร้อยละ 49 ของต้าไว้เพียงสามแสนบาท อาจดูไม่สมเหตุสมผลนัก และตอนแรกยัตบอกว่าต้ายังไม่ได้คืนเงินสามแสนนี้ แทนที่จะบอกว่าได้หักลบกันไปแล้ว
ในเรื่องของเอกสารสัญญาโอนหุ้น ยัตและแอมยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีการปลอมแปลงลายมือชื่อของต้าอย่างแน่นอน โดยแอมเป็นผู้ที่อยู่ด้วยในเหตุการณ์และเห็นต้าเซ็นเอกสารโอนหุ้นเองกับมือทุกฉบับ และชี้แจงว่าในขณะนั้นต้าไม่ได้มีอาการวิกลจริตตามที่กล่าวอ้างและสามารถพูดคุยพิมพ์แชตตอบโต้ได้เป็นปกติ แม้แอมจะรับรู้ว่าต้ามีอาการซึมเศร้าก็ตาม
ขณะที่ต้าชี้แจงว่า ตนเองจำไม่ได้แน่ชัดเนื่องจากอาการเจ็บป่วยในเวลานั้น แต่ตั้งข้อสังเกตว่ารายละเอียดสัญญาที่ระบุว่าตนเองขายหุ้นร้อยละ 49 ของบริษัทในราคาเพียงสามแสนบาทนั้นไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากบริษัทชัยโสโรมีคลิปวิดีโออยู่กว่าเก้าร้อยคลิป ซึ่งสามารถสร้างรายได้จาก YouTube ได้สูงถึงเดือนละสองแสนสี่หมื่นบาทโดยที่ตนเองนอนเฉย ๆ ก็ได้รับเงินแล้ว
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทชัยโสโรที่ระบุว่าจัดขึ้นในวันที่สิบเอ็ดกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เวลาสิบโมงเช้า ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ต้ากำลังจัดไลฟ์สดอยู่ยาวนานหลายชั่วโมง ทนายอาร์มอธิบายในแง่ปฏิบัติทางกฎหมายว่า การลงวันที่และเวลาในเอกสารประชุมไม่จำเป็นต้องตรงกับวันที่เซ็นชื่อจริงเสมอไป และต้ายอนรับในศาลว่าปกติการประชุมก็ใช้วิธีพูดคุยผ่านโทรศัพท์ได้
ทั้งนี้ ทนายอาร์มยอมรับว่าตนปฏิเสธไม่รับคำท้าตรวจพิสูจน์ลายเซ็นในศาลเนื่องจากเป็นห่วงและกลัวว่าต้าจะโดนฟ้องกลับฐานฟ้องเท็จ
แอมยังได้เปิดเผยข้อมูลพฤติกรรมการข่มขู่คุกคามจากแอ๊ะซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ย โดยแอมเล่าว่าแอ๊ะได้โทรศัพท์มาหาตนเองและพูดคุยเรื่องการฟ้องร้องและแบรนด์เสื้อคิก และเตือนว่าหากไม่ยอมเจรจา ต้าจะทำตัวเป็นระเบิดพลีชีพเพื่อทำลายชื่อเสียงของแอมและออฟฟิศชัยโสโรบนสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการโพสต์โจมตีแอมและลูกสาวจริง นอกจากนี้ ในขณะเดินผ่านห้องพิจารณาคดีที่ศาลแพ่ง แอ๊ะได้แซวตนเองด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพ และกล่าวว่าหากต้าแพ้คดีจะปล่อยให้ติดคุก แต่ฝั่งแอมจะไม่เหลืออะไรเลย พร้อมทั้งพูดระบุชื่อโรงเรียนของลูกสาวของแอม ซึ่งแอมรู้สึกไม่ปลอดภัยและถูกคุกคามอย่างรุนแรงจนต้องแจ้งความดำเนินคดีไว้ รวมถึงน้องทีมงานอีกคนก็ถูกแอ๊ะและต้าข่มขู่ และหลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีการนำเรื่องราวที่ไม่เป็นความจริงไปโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กเพื่อโจมตีน้องคนนั้น นอกจากนี้เมื่อแอมได้รับการติดต่อจากทนายไข่มุกว่าจะมีคนกลางเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แต่แอมปฏิเสธเพราะเมื่อทราบว่าเป็นแอ๊ะ ตนรู้สึกว่าแอ๊ะไม่มีความเป็นกลางเพียงพอสำหรับการเจรจา
แอ๊ะ ชี้แจงในมุมมองของตนเกี่ยวกับการทำหน้าที่คนกลางว่า คำกล่าวอ้างที่ระบุว่าต้าจะระเบิดพลีชีพเพื่อทำลายชื่อเสียงของออฟฟิศนั้นไม่เป็นความจริง แต่แท้จริงแล้วต้าตั้งใจและยอมที่จะติดคุกเองเนื่องจากมองเห็นกลไกที่เข้าข่ายการฟอกเงินในบริษัทที่มีการโยกย้ายเงินไปมา รวมถึงการให้พนักงานที่เงินเดือนไม่มากโอนเงินกลับคืนสู่บริษัท ซึ่งต้าต้องการให้มีคนเข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างจริงจัง และที่ตนช่วยทำเสื้อผ้าแบรนด์ต่าง ๆ ร่วมกับต้าก็เพื่อต้องการหาเงินเตรียมไว้ให้ต้าใช้ในระหว่างที่ต้องติดคุก
ขณะที่หนุ่ม กรรชัยพยายามชี้แนะให้ทั้งสองฝ่ายมองข้ามประเด็นยิบย่อยในอดีตและหันมาให้ความสำคัญกับทางออกในอนาคต โดยชี้ว่าเป้าหมายสูงสุดของต้าในตอนนี้คือการขอสิทธิ์และทรัพย์สินส่วนแบ่งร้อยละ 49 ของตนเองคืน ซึ่งหากประเด็นการแบ่งทรัพย์สินนี้สามารถตกลงและจบลงด้วยดี ความขัดแย้งและการโจมตีต่าง ๆ จากบุคคลภายนอกก็น่าจะยุติลงได้เพื่อให้ทุกคนได้แยกย้ายกันไปทำงานเริ่มต้นชีวิตใหม่
ในฝั่งของยัตและแอม ยืนยันว่าตนเองพร้อมที่จะเจรจาและชำระเงินคืนตามสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ติดเงื่อนไขสำคัญที่ฝ่ายตนได้รับความเสียหายและถูกโจมตีอย่างหนักบนโลกออนไลน์อย่างไม่เป็นธรรม
ทนายอาร์ม อธิบายว่าตนเองตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากเพจออนไลน์ เนื่องจากทำหน้าที่เป็นทนายความในคดีเยาวชนอายุ 16 ปีที่ถูกขู่ปล่อยคลิปโป๊ รวมถึงคดีเกี่ยวกับเว็บพนันอื่น ๆ จนกระทั่งไปสืบค้นและพบข้อมูลบัญชีธนาคารบัญชีหนึ่งที่พัวพันกับระบบหมุนเวียนเงินของเว็บพนัน (Payment Gateway) ซึ่งปรากฏชื่ออภิสิทธิ์ ทนายอาร์มตั้งข้อสังเกตและซักถามต้าตรง ๆ ว่าได้เข้าไปเล่นพนันออนไลน์จนเงินเดือนกว่าสิบล้านบาทสูญหายไปหมดหรือไม่ ซึ่งต้าปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าตนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเล่นพนันออนไลน์เลย
อย่างไรก็ตาม ทนายอาร์มได้ระบุเพิ่มเติมว่าตนได้สืบค้น พบความน่าสงสัยเนื่องจากเป็นบัญชีที่ใช้ขายเสื้อของเพจเฟ็ดเฟ่ ทั้งยังอ้างคำบอกเล่าจากตำรวจปาดังเบซาร์ว่า จำเลยในคดีนั้นให้การซัดทอดว่าต้าเป็นคนนำบัญชีของตนไปใช้ ทางทนายไข่มุกจึงได้ทักท้วงประเด็นที่ทนายอาร์มทราบข้อมูลคำให้การของจำเลย ซึ่งปกติเป็นความลับทางสำนวนของตำรวจ โดยในท้ายที่สุด ทนายอาร์มได้ประกาศว่า ตนเองได้ขอถอนตัวจากการเป็นทนายความในคดีเยาวชนอายุ 16 ปี และคดีที่พัวพันกับเว็บพนันทั้งหมด เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีการเรียกรับเงินจากเว็บพนันเพื่อล้มคดีตามที่มีการกล่าวหา
ประเด็นมูลค่าหุ้นและการโอนสิทธิ์ ต้า ยืนยันว่าการที่ฝ่ายยัตระบุว่าตนเองขายหุ้นร้อยละ 49 ของบริษัทชัยโสโรในราคาเพียงสามแสนบาทนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากบริษัทมีทรัพย์สินสะสมจำนวนมาก รวมถึงคลิปวิดีโอกว่า 900 คลิปบนช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 ล้านคน ซึ่งสร้างรายได้ต่อเนื่องเดือนละประมาณสองแสนสี่หมื่นบาทโดยไม่ต้องลงคลิปใหม่ และทรัพย์สินทางสื่อสังคมออนไลน์อื่น ๆ ก็มีมูลค่ารวมกันเกือบ 10 ล้านบาท ต้าเล่าว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาหลังจากแยกตัวออกมา ตนเองเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัสจนติดลบยิ่งกว่าฝั่งยัต ไม่มีแม้กระทั่งช่องทางทำมาหากินหรือกล้องถ่ายรูป และโดนกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก แต่ตนเองเลือกที่จะต่อสู้โดยก้มหน้าก้มตาทำงานและพิสูจน์ตนเองด้วยผลงาน ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สดขายการ์ด ขายตุ๊กตา หรือแม้กระทั่งการรับจ้างไปกินข้าวในฐานะเด็กเอ็นเตอร์เทนเพื่อพยุงชีวิตครอบครัว
ในขณะที่ยัตระบุว่า ตนไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือการเป็นนักแสดง YouTube และยินดีที่จะให้ปิดช่องชัยโสโรไปได้เลยในตอนนี้ แต่สิ่งที่ตนต้องการอย่างแท้จริงคือการคืนความยุติธรรมและความจริงใจให้แก่กัน
ขณะที่ต้าตั้งใจว่าหากได้รับเงินส่วนแบ่งตามสิทธิ์ร้อยละ 49 คืนมา ตนจะแบ่งเงินจำนวนครึ่งหนึ่งไปบริจาคทำบุญ เพื่อตอบแทนสังคมที่เคยให้กำลังใจตนในยามลำบาก
ทางด้านแอม ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของคนสองคนที่พูดคุยไม่ตรงกัน ทำให้บุคคลภายนอกสับสน ตนรับทราบเรื่องความยากลำบากและอาการเจ็บป่วยของพ่อต้า แต่ยืนยันว่าในวันที่ต้าเดินออกไป ต้าเป็นฝ่ายปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิ์หรือเงินใด ๆ เอง อย่างไรก็ดี แอมได้ชี้แจงถึงความเจ็บปวดที่ฝ่ายตนได้รับจากการกระทำของบุคคลภายนอกหลังบ้าน เช่น การลบเพจ การแฮ็กอีเมลบริษัท การนำคนรอบข้างและครอบครัวรวมถึงลูกสาวไปแขวนประจานและข่มขู่ดิสเครดิตจนส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีกรณีคลิปเสียงข่มขู่พนักงานในออฟฟิศว่าถ้าน้องไม่ยอมส่งมอบรหัสช่องชัยโสโรให้เพื่อแลกกับเงินทำขวัญหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทจะถูกดำเนินคดีอาญาหลายคดี ซึ่งแอมเลือกที่จะไม่ตอบโต้บนสื่อเพราะเกรงกลัวเรื่องคดีหมิ่นประมาท
สำหรับประเด็นคลิปวิดีโอโจมตีของกลุ่มน้อง ๆ วงโอฮาน่านั้น แอมได้กล่าวขอโทษต้าอย่างจริงใจที่ไม่ได้ช่วยปกป้องหรืออธิบายแก้ต่างให้จนทำให้ถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก
เพื่อหาข้อยุติที่เป็นรูปธรรม หนุ่ม กรรชัย และทนายความ ได้เสนอแนวทางให้ทั้งสองฝ่ายนำคดีความเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการในศาลทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้มีผู้ประนีประนอมช่วยดูแล ควบคู่ไปกับการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันเองนอกรอบเพื่อความรวดเร็ว โดยให้เริ่มจากการตรวจสอบยอดงบการเงินและบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัทชัยโสโร (นับแต่วันร่วมก่อตั้งจนถึงวันที่ต้าลาออก เพื่อคำนวณมูลค่าทรัพย์สินตามสัดส่วนหุ้นร้อยละ 49 อย่างเที่ยงตรง
ยัตและแอมยอมรับในข้อเสนอนี้และตกลงที่จะนำไปพิจารณาร่วมกับทนายความ โดยตกลงร่วมกัน
แต่หนุ่ม กรรชัย ก็ได้บอกกับต้าว่า หากทางฝั่งยัตไม่ได้มีเงินสดเป็นเงินก้อนจ่ายคืนในทันที ก็จะใช้วิธีการผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ตามความเหมาะสม อันนี้ต้าก็ต้องยอมรับ
และหากการตกลงเรื่องตัวเลขและสัดส่วนบัญชีเสร็จสิ้น อยากให้ทั้งสองฝ่ายตกลงยินยอมที่จะถอนฟ้องคดีความทั้งหมดที่มีต่อกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้กลับไปทำงานไปใช้ชีวิตกันได้ต่อ