จากกรณี หญิง อายุ 26 ปี ทำธุรกิจส่วนตัวได้ออกมาร้องสื่อเตือนภัยสังคม หลังจากตนเองได้นำทองคำรูปพรรณจำนวน 2 ชิ้น เป็นสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 1 บาทและน้ำหนัก 50 สตางค์ ไปจำนำไว้กับโรงรับจำนำแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี และได้ไปไถ่ถอนออกมาเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.68 กลับมาถึงบ้านก็แปลกใจว่าสร้อยคอทั้ง 2 เส้นทำไมสั้นลงและน้ำหนักเบาขึ้น จึงลองเอาไปชั่งกับร้านทองที่อื่นดู ปรากฏว่าอีกเส้นหนึ่งที่มีน้ำหนัก 1 บาทเหลือแค่น้ำหนัก 75 สตางค์และ เส้นที่หนัก 50 สตางค์เหลือแค่ 25 สตางค์ ซึ่งทองทั้งสองเส้นนั้นได้ถูกตัดตามข้อออกไปเกือบ 100 กรัม
ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (11 ม.ค.69) เฟซบุ๊กของโรงรับจำนำ ได้ออกมาโพสต์ข้อความชี้แจง กรณีสาวโพสต์เรื่องจำนำทองแล้วทองหาย โดยทางโรงรับจำนำระบุว่า เรื่องมีอยู่ว่า มีน้อง ผู้หญิง คนหนึ่ง เอาทองมาจำนำที่โรงรับจำนำ จำนำไว้ตอนปี 2567 แล้วก็ไถ่ถอนไปตอนปี 2567 ปีเดียวกัน
และเมื่อวันที่ 8 ม.ค.69 น้องผู้หญิงคนนี้ มาโพสต์ประมาณว่า เอาทองมาจำนำที่โรงรับจำนำแล้วทองหายไป มีนักข่าวหลายสำนัก ลงข่าวทำให้โรงรับจำนำเสียหาย บางสำนักข่าวลงข่าวว่าทองหายเป็นจำนวนกว่า 100 กรัม ซึ่งทอง 1 บาท มีน้ำหนักแค่ 15.2 กรัม โดยทางโรงรับจำนำได้เรียกหญิงคนดังกล่าวมาคุยที่โรงรับจำนำ ในช่วงที่มาคุยมีหลักฐานทั้งหมด
ทางโรงรับจำนำ จึงมีความจำเป็น ที่จะต้องมาแจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาททำให้โรงรับจำนำ เสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมถามกลับว่าตอนที่เขาเอาทองออกไป เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่ตรวจทองของตัวเอง ทองมีทั้งหมด 24 เม็ดที่เห็นในรูปภาพเหลือ 14 เม็ดเป็นไปได้ยังไง ที่ทองเหลือแค่ 10 เม็ด ทางโรงรับจำนำถ่ายรูปและมีหลักฐานทุกอย่างทั้งหมด
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบกับเจ้าของโรงรับจำนำที่ถูกกล่าวถึง โดยได้นำหลักฐานมาให้ผู้สื่อข่าวดู ที่เป็นรูปภาพของทองคำรูปพรรณตามที่อยู่ในคลิปข่าวและได้เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีหญิงสาวมาร้องสื่อเรื่องทองมาจำนำแล้วทองหาย ทางโรงรับจำนำขอชี้แจงกรณีดังกล่าว ซึ่งทองคำที่หญิงสาวเอามาออกสื่อเป็นคนละเส้นกับที่เอามาจำ ซึ่งเส้นที่เอามาออกข่าวนั้นได้เอามาจำนำไว้เมื่อปี 2567 และไถ่ถอนเมื่อปี 2567 น้ำหนักและจำนวนเม็ดทองอยู่ครบ ซึ่งทางโรงรับจำนำมีหลักฐานในวันที่เอามาจำนำและไถ่ถอน
ส่วนทองที่หญิงสาวบอกว่าน้ำหนักทองหายไปจะเป็นอีกลวดลาย ซึ่งเส้นดังกล่าวหญิงสาวได้เอามาจำนำไว้สามครั้ง แต่ละครั้งที่เอามาจำ น้ำหนักทองไม่เท่ากันและทางโรงรับจำนำมีหลักฐานทั้งหมด
โดยครั้งแรกที่เอามาจำน้ำหนักปกติ และมีการไถ่ถอนออกไป พอมาครั้งที่สองน้ำหนักทองหายทางโรงรับจำนำก็สอบถามว่าทำไมน้ำหนักทองไม่ครบ หญิงสาวดังกล่าวก็บอกว่าทองมีการขาดน่าจะทำให้น้ำหนักทองไม่ครบ และครั้งที่สามเอามาจำนำ น้ำหนักทองก็ไม่เท่าเดิม หญิงสาวก็บอกว่าสร้อยคอขาดทำให้น้ำหนักไม่เท่าเดิม และได้มาไถ่ถอนล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นคนละเส้นกับที่นำมาเสนอข่าว
ตนได้สอบถามกับหญิงสาวดังกล่าวว่าสร้อยที่เอามาจำนำที่เป็นประเด็นอยากให้เอาออกมาชี้แจงหญิงสาวบอกว่าได้ขายไปแล้ว ซึ่งน้ำหนักไม่ครบตั้งแต่เอาเข้ามาจำนำแล้ว ส่วนเส้นที่เป็นเม็ดลูกตุ้มที่หญิงสาวเอานำมาเสนอมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นการไถ่ถอนตั้งแต่ปี 2567 และผ่านมาสองปี ทองเส้นดังกล่าวเหลือเท่าสร้อยข้อมือจากในรูปที่เอามาจำนำที่ตนเอามาเปรียบเทียบคนละขนาดกันเลย ซึ่งกรณีดังกล่าวหญิงสาวก็ได้มีการเข้ามาขอโทษทางโรงรับจำนำจากการโพสต์เรื่องราวลงโซเชียล แต่ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโพสต์ขอโทษแล้วออกมาให้ข่าวบิดเบือน และไม่เป็นความจริง
ในข่าวอาจจะไม่ได้บอกชื่อโรงรับจำนำ แต่ทางหญิงสาวมีการนำรูปของร้านที่มีชื่อชัดเจนส่งทางแชตและคอมเมนต์ ผู้ที่เข้ามาสอบถามชื่อร้าน จึงทำให้รูปและชื่อร้านแพร่กระจายได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ตนในฐานะเจ้าของโรงรับจำนำ ซึ่งประกอบกิจการมาหลายปีและมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามาโดยตลอด ยืนยันว่ามีหลักฐานครบชัดเจนตั้งแต่ลูกค้าเอาเข้ามาจำนำมีการถ่ายรูปและเวลาถ่ายถอนได้ชั่งน้ำหนักให้ลูกค้าดูทุกครั้ง
ตนก็ขอชี้แจงในเรื่องจริงของทางร้านที่ถูกกล่าวหาและตอนนี้ได้มีการดำเนินการให้ทนายแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรพานทอง ร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับหญิงสาวดังกล่าวที่นำข้อมูลเท็จไปโพสต์ลงในโซเชียล ประกอบกับนำรูปและชื่อร้านไปส่งในแชตและคอมเมนต์ทำให้ได้รับความเสียหาย ซึ่งตนยืนยันไม่ขอรับคำขอโทษหรือกระเช้า ต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างของคดี
ทั้งนี้ เจ้าของโรงรับจำนำยังบอกอีกว่า ตนอยากฝากเตือนถึงโรงรับจำนำที่ประกอบการรับจำนำไม่ว่าอะไรก็ตามควรถ่ายรูปสินค้าและเช็กให้ดี หากเป็นทองคำถ่ายรูปชั่งน้ำหนักตอนจำนำและตอนไถ่ถอนให้ลูกค้าเช็กให้ดีก่อนออกจากร้านเพื่อป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ แต่ครั้งนี้ทางร้านก็มีหลักฐานชัดเจนครบหมดทุกอย่าง