มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

‘โสธรชัย’ ขอพูดบ้าง! หลัง ศบส. 5 บอกไม่เห็นลูกกรง-ลวดหนาม


ข่าวโซเชียล
8 ตุลาคม 2569565
‘โสธรชัย’ ขอพูดบ้าง! หลัง ศบส. 5 บอกไม่เห็นลูกกรง-ลวดหนาม

‘โสธรชัย’ ขอพูดบ้าง! หลัง ศบส. 5 บอกไม่เห็นลูกกรง-ลวดหนาม ด้านเจ้าหน้าที่รถพยาบาลเอกชนยืนยัน ไม่ได้ต่อยท้องแม่ภัทร

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (8 ต.ค. 2569) พูดคุยต่อเนื่องเกี่ยวกับกรณีของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโสธรชัย หลังพูดคุยกับผู้เสียหายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว วันนี้จะเป็นฝั่งศูนย์ที่จะขอพูดบ้าง เนื่องจาก ‘ป้าแมว’ เจ้าของศูนย์มีอาการป่วย อาการทรุดลงจากความเครียด จึงส่ง ‘เจแปน’ ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กมาออกรายการแทน

 

เจแปนระบุว่า ตนเองจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science) จากประเทศนิวซีแลนด์ เน้นด้านจิตเวช ผู้ติดสารเสพติด การบริหารจัดการ และการเก็บข้อมูลประชากร เมื่อเดินทางกลับมาไทย จึงเข้ามาช่วยจัดตั้งนโยบายและวางทิศทางการบริหารศูนย์ของครอบครัวใหม่

 

เจแปนเล่าประวัติว่า ศูนย์โสธรชัยเปิดดำเนินการมานานกว่า 20 ปี โดยเริ่มต้นจากป้าแมวดูแลผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง ก่อนจะค่อย ๆ ขยายมารับผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมและโรคจิตเวชแทรกซ้อน ในอดีตศูนย์เคยอยู่ภายใต้เวชกรรมชั้น 1 ก่อนที่ สบส. จะเข้ามาควบคุมให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (nursing home) ในช่วงปี 2562–2563 เจแปนชี้แจงกลุ่มผู้ใช้บริการว่า เน้นดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมหรือจิตเวช ผู้ที่มีอาการจิตเวช และผู้ที่เคยใช้สารเสพติดจนสมองเสื่อมและต้องกินยารักษา โดยย้ำว่าศูนย์ไม่มีหมอประจำ ไม่มีนโยบายจ่ายยาเอง แต่ใช้วิธีคอนซัลต์หรือรีเฟอร์หมอภายนอกตามที่ญาติประสานไว้ หน้าที่หลักของศูนย์คือการดูแลและควบคุมให้ผู้ป่วยกินยาตามแพทย์สั่งอย่างครบถ้วน

 

เมื่อหนุ่ม กรรชัย ถามถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างกรงเหล็ก ลวดหนาม และเตียงปลาปิ้ง เจแปนอธิบายว่า โครงสร้างดังกล่าวสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชที่เข้ามาใหม่อาจมีความเครียด หูแว่ว หรือเกิดอาการหวาดระแวงจนทำร้ายผู้อื่นหรือทะเลาะวิวาทกัน ยืนยันว่าทางศูนย์มีการแบ่งโซนอย่างชัดเจน ทั้งโซนสันทนาการและโซนผู้หญิง

 

สำหรับกรณีของ ลุงช้าง ที่เคยอ้างว่าถูกส่งไปนอนรวมกับผู้ป่วยจิตเวชนั้น เจแปนชี้แจงว่า จากการตรวจสอบประวัติร่วมกับแม่แมวและเจ้าหน้าที่ ลุงช้างมีประวัติเกี่ยวกับการใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์จนมีอาการอาละวาดที่บ้าน และถือเป็นผู้ป่วยที่มีอาการเข้าเกณฑ์ในการดูแล ไม่ได้เป็นการนำคนปกติไปปะปนกับผู้ป่วยจิตเวชแต่อย่างใด

 

ในการรับตัวผู้ป่วย เจแปนระบุว่า โดยปกติเมื่อรับตัวผู้ป่วยที่กำลังอาละวาดมาจากรถพยาบาล ศูนย์จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์เฉพาะหน้าเพื่อความปลอดภัยก่อน แล้วจึงค่อยติดตามขอเอกสารและเวชระเบียนจากญาติในภายหลัง

 

อย่างไรก็ตาม เจแปนยอมรับว่าศูนย์มีความผิดจริงตามที่ถูกสั่งปิด และยอมรับความผิดพลาดในกรณีของคุณแม่ภัทรว่า ศูนย์ไม่ได้ตรวจดูเวชระเบียนตั้งแต่แรกรับ แต่เมื่อเจแปนเข้ามาตรวจสอบในภายหลังและพบว่าคุณแม่ภัทรไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช ทางศูนย์ก็ได้มีการโทรศัพท์ไปแจ้งเบนซ์ผู้เป็นลูกชายอย่างเป็นทางการถึง 2 ครั้งในรอบ 2 ปีครึ่งเพื่อให้มารับตัวกลับ ซึ่งลูกชายเคยเดินทางมาเยี่ยมเพียงครั้งเดียวในช่วงปีแรก แล้วไม่เคยมาอีกเลย

 

คุณเอกภพ สายไหมต้องรอด เผยว่า ได้พาคุณแม่ภัทรเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน. วังทองหลาง เพื่อเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่วันแรกเกิดเหตุ ทั้งกรณีการอุ้มตัวและการทำร้ายร่างกาย โดยเป็นการแจ้งความดำเนินคดีกับทุกคน รวมไปถึงเบนซ์ซึ่งเป็นลูกชายคนโต

 

ก่อนหน้านี้คุณแม่ภัทรยังมีความลังเลในการดำเนินคดีกับลูก ตนจึงได้ตั้งคำถามให้คุณแม่ภัทรลองคิดในมุมของลูกชายว่า ระหว่างการเอาแม่ไปขังไว้กับการที่ปล่อยให้แม่มีชีวิตรอดกลับมาร้องเรียน คิดว่าลูกชายจะมองข้อไหนเป็นความผิดพลาดมากกว่ากัน เมื่อคุณแม่ภัทรตอบว่าลูกชายคงมองการปล่อยให้ออกมาได้เป็นความผิดพลาด คุณเอกภพจึงย้ำเตือนสติคุณแม่ภัทรว่า หากคิดเช่นนั้น การปล่อยให้ออกมาได้ในครั้งนี้คือความผิดพลาดครั้งแรก และหากปล่อยไว้จะไม่มีคำว่าผิดพลาดในครั้งต่อไปอีกแน่นอน คุณแม่ภัทรเข้าใจความหมายจึงตัดสินใจไปแจ้งความดำเนินคดีอาญา

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สรุปข้อเท็จจริงในฝั่งของเจแปนว่า ศูนย์แห่งนี้เน้นดูแลผู้สูงอายุที่มีอาการทางจิต รวมถึงผู้ติดสารเสพติดที่มีอาการทางจิต โดยมีการแบ่งระดับการดูแลและแยกพื้นที่ระหว่างผู้ป่วยชายและหญิงอย่างชัดเจน ในส่วนของโครงสร้างกรงเหล็ก เจแปนยืนยันว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ 1,600 ตารางเมตรที่ได้รับการอนุญาตถูกต้อง ไม่ใช่พื้นที่ 4,000 ตารางเมตรอย่างที่มีการกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่

 

เตียงปลาปิ้งหรือกรงครอบเตียงนั้น เจแปนขอแก้ข่าวว่าตนไม่ได้เป็นคนออกแบบ แต่ผู้เป็นแม่ที่เป็นคนออกแบบเองจากประสบการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้แขนคนไข้บวม และป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุปีนเตียงออกมารอบดึกจนเกิดอุบัติเหตุล้ม ยอมรับว่ารูปแบบดีไซน์มีความหลุดโลกจริง และตนเคยโต้เถียงภายในกับแม่ว่าไม่ควรทำ

 

ในประเด็นการควบคุมผู้ป่วย เจแปนอธิบายว่า การมัดแขนเป็นวิธีทั่วไปที่ใช้กับผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเตียงมีลักษณะต่ำและคนแก่มักมีร่างกายผอม การมัดอาจบาดเจ็บได้ พร้อมทั้งนำภาพตัวอย่างผู้ป่วยที่เคยถูกมัดจนเกิดอาการบวมหนักมาแสดง

 

อย่างไรก็ดี คุณแม่ภัทรและหนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามถึงการมัด 24 ชั่วโมง โดยคุณแม่ภัทรระบุว่า ภายในศูนย์มีการมัดผู้ป่วยและครอบกรงไปพร้อมกัน ทั้งยังเล่าว่าก่อนที่คุณแม่ภัทรจะได้รับการช่วยเหลือออกมา มีผู้ป่วยถูกมัดและครอบกรงจนเสียชีวิตภายในศูนย์ ทางด้านเจแปนได้ชี้แจงในฐานะตัวแทนศูนย์ว่า จากการตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ ยืนยันว่าไม่ได้มีการมัดผู้ป่วยในระหว่างที่อยู่ภายในกรงครอบ

 

สำหรับประเด็นการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ เจแปนระบุว่า ในอดีตตนเคยตั้งคำถามกับแม่ แต่แม่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจแล้วให้ผ่าน เจแปนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจย่อมต้องเห็นกรงครอบดังกล่าว เนื่องจากตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของอาคาร เมื่อเปิดประตูเข้าไปและเลี้ยวขวาจะพบทันที โครงสร้างมีขนาดใหญ่ บางอันมีสลักล็อกติดกับเตียง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะยกหลบซ่อนหรือนำไปซุกซ่อน

 

ในระหว่างรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้โทรศัพท์าป้าแมว ซึ่งป้าแมวยอมรับว่าเป็นคนออกแบบเตียงเอง และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจทุกปี แต่ป้าแมวปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะไม่อยากให้ใครต้องเดือดร้อน เจแปนจึงกล่าวแทนแม่ว่า ควรเปิดเผยความจริงในมุมของศูนย์ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและการกำกับดูแลในประเทศไทย โดยเจแปนให้ข้อมูลว่า เจ้าหน้าที่ข้ามาตรวจมุมต่าง ๆ ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 ซึ่งในวันดังกล่าว กรงเหล็กและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ตั้งวางอยู่ ณ จุดเดิมโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือซุกซ่อนแต่อย่างใด

 

เจแปนชี้แจงด้วยความอัดอั้นว่า ก่อนหน้านี้ตนเองมีความลังเลเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการโยนความผิดทั้งหมดไปที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ในกรณีนี้ตนมองว่ากรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) มีความผิดพลาดร่วมด้วย ซึ่งสร้างโอกาสให้เกิดผู้ป่วยที่ต้องมาประสบเหตุ พร้อมกันนี้ เจแปนได้กล่าวขอโทษและยอมรับว่าทางศูนย์ของตนสมควรถูกสั่งปิดตามระเบียบเนื่องจากมีความผิดเกิดขึ้นจริง

 

เจแปนได้ตั้งคำถามถึงผู้ที่ควรได้รับโทษหนักที่สุดในเรื่องนี้ โดยชี้ว่าศูนย์ของตนโดนสั่งปิดไปแล้ว แต่ในปัจจุบันยังมีสถานดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย (Nursing Home) ในลักษณะเช่นนี้อยู่อีกหลายแห่งในประเทศไทย เช่น ย่านนนทบุรี สาเหตุที่สถานดูแลส่วนใหญ่ต้องไปอยู่ภายใต้การกำกับของ สบส. เป็นเพราะมีกำแพงกั้นในการย้ายไปอยู่ภายใต้กรมที่ตรงสายงานโดยตรง ตนเองจบการศึกษามา จึงตั้งใจที่จะย้ายศูนย์ไปขึ้นตรงกับหน่วยงานที่ถูกต้อง คือกรมสุขภาพจิต แต่เมื่อคุยกับคุณแม่และได้รับการยืนยันจาก สบส. ว่าสามารถดำเนินการได้ ตนจึงคิดว่าทำได้ตามกฎหมาย แม้ในใจตนเองจะเกิดความสงสัยมาโดยตลอดก็ตาม

 

หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวเสริมว่า การที่ ศบส. 5 ออกใบอนุญาตให้หลังจากเข้าตรวจ ทำให้ฝั่งศูนย์เกิดความมั่นใจในการเปิดดำเนินการ ซึ่งเจแปนตอบว่าถูกต้อง เมื่อพิธีกรถามถึงความรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับกรงเหล็กและเตียงครอบลักษณะปลาปิ้ง เจแปนชี้แจงว่า ในบริบทของประเทศไทย การมองและจัดลำดับกลุ่มผู้ป่วยลักษณะนี้ยังต้องได้รับการพัฒนาอีกมาก และเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นที่มีการกักบริเวณผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก็มีการใช้งานรูปแบบดังกล่าวเช่นเดียวกัน ขณะที่ หนุ่ม กรรชัย และเอกภพสะท้อนมุมมองว่า การที่ทางศูนย์เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้อง เป็นเพราะเจ้าหน้าที่รับรองและออกใบอนุญาตให้ตั้งแต่แรก หากเจ้าหน้าที่ปฏิเสธตั้งแต่ต้น เรื่องก็คงไม่บานปลายมาถึงจุดนี้

 

ในส่วนของประเด็นการตรวจสอบและอนุมัติใบอนุญาต หนุ่ม กรรชัย ได้ระบุถึงการสัมภาษณ์ คุณนัยนา ผอ. ศบส. 5 ก่อนหน้านี้ ซึ่งคุณเอกภพตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่จะอ้างว่าเดินเข้าไปแล้วไม่เห็นกรงเหล็กไม่ได้ และหากทางศูนย์มีหลักฐานหรือรูปถ่ายการเข้าตรวจ เจ้าหน้าที่ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157

 

ด้านเจแปนระบุว่าทางศูนย์ไม่ได้ถ่ายรูปหรือคลิปวิดีโอขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจไว้ แต่ยืนยันว่ามีการลงพื้นที่จริง และมีระบบอนุมัติผ่านเว็บไซต์ เจแปนอธิบายขั้นตอนการต่อใบอนุญาตว่า ต้องมีการแนบแปลนอาคาร แต่ในการต่ออายุครั้งล่าสุด ตนนั่งอยู่ในห้องธุรการและเห็นว่าระบบสามารถอนุมัติผ่านได้โดยแทบไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมใด ๆ

 

เจแปนยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ ศบส. 5 เคยลงพื้นที่ตรวจศูนย์เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 หนุ่ม กรรชัย จึงถามย้ำว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ก้าวเท้าผ่านประตูแรกเข้าไป ได้เห็นลูกกรง รั้ว และลวดหนามหีบเพลงโดยรอบทันทีหรือไม่ ซึ่งเจแปนยืนยันว่าเห็นได้อย่างชัดเจน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้นำหนังสือคำสั่งปิดมาอ่าน ซึ่งระบุข้อร้องเรียนว่าพบเตียงดัดแปลงเป็นลูกกรงครอบ พบห้องลูกกรงเหล็กล็อกกุญแจภายนอก ลวดหนามหีบเพลง และการให้บริการนอกพื้นที่ได้รับอนุญาต เจแปนตั้งข้อสังเกตแย้งว่า กรงเหล็กมีขนาดใหญ่กว่าตัวคนมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมองไม่เห็น

 

ทนายแก้ว และ หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับพื้นที่อนุญาต 1,600 ตารางเมตร โดยเจแปนยืนยันย้ำว่า กรงเหล็กและเตียงครอบขังทั้งหมด ตั้งอยู่ในพื้นที่ 1,600 ตารางเมตรที่ได้รับอนุญาตจริง ซึ่งย้อนแย้งกับคำอ้างของ ศบส. 5 ที่ระบุว่ากรงเหล็กซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่แอบต่อเติม 4,000 ตารางเมตร

 

หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่า การไล่เรียงประเด็นทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อปฏิเสธความผิดของศูนย์ เพราะศูนย์มีความผิดและยอมรับการถูกสั่งปิดอยู่แล้ว แต่เป็นการค้นหากระดุมเม็ดแรกว่าเหตุใดหน่วยงานจึงปล่อยให้เปิดดำเนินการมาได้นาน และ ศบส. 5 ในฐานะผู้อนุญาตต้องร่วมรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยเช่นกัน

 

เรื่องขนาดพื้นที่ดินของศูนย์โสธรชัย เจแปนยืนยันว่าที่ดินทั้งหมดมีขนาด 4 ไร่ คิดเป็นประมาณ 6,000 กว่าตารางเมตร แต่พื้นที่ที่ยื่นขออนุญาตกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จริง ๆ มีจำนวน 1,600 ตารางเมตร จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้ให้เจแปนชี้ตำแหน่งอาคารจากรูปถ่ายทางอากาศ เจแปนระบุว่าพื้นที่อาคารหลังคาสีขาว แผงโซลาร์เซลล์ และลานจอดรถ ทั้งหมดอยู่ในส่วนที่ศูนย์ใช้งานจริง เมื่อลงรายละเอียดทางเดินภายในอาคาร เจแปนอธิบายว่า เมื่อเดินผ่านทางเข้าจะพบส่วนรับประทานอาหาร กรงเหล็กขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายและสันทนาการ โซนผู้หญิง ตู้คอนเทนเนอร์ ห้องพักผู้ป่วยรวม (บ้านเหลือง) และลวดหนามหีบเพลงที่ติดไว้บริเวณรั้วสวนด้านข้างเพื่อบดบังสายตาแต่ยังมองเห็นวิวได้ โดยเจแปนระบุว่า สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ถูกจัดตั้งให้อยู่ในขอบเขตสัดส่วน 1,600 ตารางเมตร

 

หนุ่ม กรรชัย และเอกภพ ได้ร่วมกันคิดคำนวณขนาดพื้นที่ว่า ที่ดิน 1 ไร่มี 400 ตารางวา ซึ่งเท่ากับ 1,600 ตารางเมตรพอดี ดังนั้น การที่ศูนย์ดำเนินกิจการเต็มพื้นที่ดิน 4 ไร่ หรือ 6,400 ตารางเมตร ย่อมเป็นการใช้งานเกินกว่าพื้นที่ 1,600 ตารางเมตรที่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจแปนยอมรับตามตรงว่าเป็นการใช้งานเต็มพื้นที่และเกินจากกรอบที่ยื่นขอไว้จริง หนุ่ม กรรชัย และเอกภพ จึงตั้งข้อสังเกตว่า หากเจ้าหน้าที่ ศบส. 5 เดินตรวจครบทุกจุด ย่อมต้องเห็นความจริงทั้งหมดว่าศูนย์เปิดใช้งานเกินพื้นที่อนุญาต ซึ่งเจแปนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่เดินตรวจทั่วทั้งพื้นที่จริง ทำให้ หนุ่ม กรรชัย ชี้ว่า ศบส. 5 ยิ่งมีความบกพร่องร้ายแรง เพราะการที่อ้างว่าตรวจเฉพาะพื้นที่ 1,600 ตารางเมตร ทั้งที่อาคารสร้างเชื่อมต่อกันโดยไม่ได้แบ่งล็อก เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้

 

ขณะที่เอกภพเห็นพ้องว่าเรื่องนี้อาจพัวพันไปถึงงานโยธาของเทศบาลเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร พร้อมเน้นย้ำว่า ลายเซ็นอนุมัติเพียงใบเดียวของข้าราชการ ได้กลายเป็นบรรทัดฐานให้เกิดสถานกักขังในลักษณะนี้ขึ้นอีกหลายแห่งในพื้นที่รับผิดชอบ 6 จังหวัด จึงเสนอให้กระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานอื่น ๆ บูรณาการร่วมกันเข้าตรวจสอบ

 

ในรายการได้เปิดเสียงบันทึกคำชี้แจงของ ผอ. ศบส. 5 ซึ่งยืนยันว่า ในการเข้าตรวจช่วงปี 2568 ไม่เคยพบเตียงปลาปิ้งหรือกรงขังเหล็กด้านใน หากพบย่อมไม่อนุญาตให้เปิดแน่นอน ส่วนกรงสีเขียวด้านข้าง ยอมรับว่าเห็น แต่แจ้งห้ามใช้บริการ เว้นแต่จะนำไว้แยกผู้ป่วยทะเลาะกันชั่วคราวเท่านั้น โดย ผอ. อ้างว่าตนเองปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและไม่ได้ละเลย แต่ หนุ่ม กรรชัย ได้โต้แย้งว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น และถือเป็นความละเลยของ ศบส. 5 โดยตรง พร้อมทั้งสอบถามคุณแม่ภัทรและเจแปน ถึงระยะเวลาการมีอยู่ของกรงเหล็ก ซึ่งคุณแม่ภัทรยืนยันว่ากรงเหล็กและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีตั้งอยู่แล้วตลอดช่วง 2 ปีครึ่งที่ตนเองถูกนำมาไว้ที่นี่ หนุ่ม กรรชัย และเอกภพ จึงย้ำว่ากรงเหล็กตั้งอยู่บริเวณทางเข้าหลัก เปิดประตูมาก็เห็นทันที จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจแล้วจะไม่พบเห็น

 

ในส่วนประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์ เจแปนยืนยันว่า ไม่มีการมอบสินบนหรือการต่างตอบแทนใด ๆ แก่เจ้าหน้าที่ โดยเจแปนเปิดใจว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาเกิดจากการให้คำแนะนำที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก ตนเองเรียนจบด้านนี้จากนิวซีแลนด์มา 3 ปี ตั้งใจกลับมาพัฒนาระบบ และเคยเสนอคุณแม่ว่าต้องการย้ายศูนย์ไปขึ้นตรงกับกรมสุขภาพจิต เพื่อให้ถูกควบคุมมาตรฐานอย่างเหมาะสม แต่เจ้าหน้าที่ สบส. กลับยืนยันว่าอยู่นี่ก็ทำได้ เจแปนจึงตั้งคำถามถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางสุขภาพจิตของไทย ที่ทำให้นโยบายและงบประมาณไม่เอื้ออำนวย จนผู้ประกอบการต้องถูกบีบให้มาขึ้นกับ สบส. ทั้งหมด

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามเรื่องการเข้ามาเจรจาของเจ้าหน้าที่หลังเกิดเป็นข่าว ซึ่งเจแปนยอมรับว่า มีเจ้าหน้าที่เข้ามาคุยกับคุณแม่จริง โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือให้พูดไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมอ้างว่าให้ยอมไปก่อนแล้ว “เดี๋ยวค่อยกลับมาเปิดใหม่” แต่เจแปนยืนยันว่าตนเองไม่เห็นด้วย ไม่เชื่อคำสัญญานั้น และไม่อยากทำต่ออีกแล้ว เพราะรู้สึกว่าศูนย์กำลังถูกโยนความผิดและโดนตัดหางปล่อยวัด

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดเผยบทสนทนาจากการโทรคุยกับป้าแมวเมื่อคืนก่อนหน้าว่า ป้าแมวยอมรับว่าตนเองทำผิดและพลาดจริง แต่ที่ไม่กล้ามาออกรายการเพราะมีเจ้าหน้าที่ที่ใกล้จะเกษียณมาขอร้องไว้ ไม่ให้พูดพาดพิงเพื่อตนเองจะได้เกษียณอย่างเรียบร้อย ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ได้เตือนสติป้าแมวไปว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด” พร้อมสรุปว่า การติดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดพลาดเกิดจากการที่ ศบส. 5 เข้าตรวจแล้วปล่อยผ่าน ไม่ได้ห้ามปรามอย่างจริงจัง จนทำให้ศูนย์กล้าทำ และกลายมาเป็นความเดือดร้อนของประชาชนในที่สุด

 

ที่กล่าวอ้างว่าลงพื้นที่ตรวจแล้วไม่พบเห็นกรงเหล็กหรืออุปกรณ์กักขัง ตนเองและวิญญูชนทั่วไปไม่เชื่อคำอ้างดังกล่าว เนื่องจากอาคารภายในศูนย์มีเส้นทางเดินเชื่อมต่อกันทั้งหมด จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจแล้วจะไม่เห็น

 

จากนั้น รายการได้สลับเข้าสู่ประเด็นของคุณแม่ภัทร ซึ่งเจแปนยืนยันว่าตนเองเป็นผู้โทรศัพท์ไปติดตามเบนซ์ ลูกชายของคุณแม่ภัทร ให้มารับคุณแม่กลับด้วยตนเอง แต่ทางฝ่ายลูกชายกลับปฏิเสธและไม่ยินยอมมารับตัวในตอนแรก

 

เจแปนเล่ารายละเอียดว่า หลังจากตนเองเดินทางกลับมาจากประเทศนิวซีแลนด์ในปี 2567 และเริ่มเข้ามาบริหารจัดการศูนย์ ได้วางนโยบายรับฟังคนไข้โดยเปิดให้เขียนจดหมายร้องทุกข์ เมื่อคุณแม่ภัทรเขียนจดหมายระบุว่าถูกนำตัวมาขังไว้โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช เจแปนจึงได้ทำการตรวจสอบประวัติและพบว่าเป็นความจริง เจแปนจึงประสานงานไปยังเบนซ์ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม โดยใช้เวลาเจรจาประมาณ 1 เดือนเนื่องจากอยากให้แม่ลูกได้ปรับความเข้าใจกัน แต่เบนซ์กลับอ้างว่าหากศูนย์จะให้ออกจริง ขอเวลาไปหาสถานที่ดูแลแห่งใหม่ก่อน เนื่องจากไม่ต้องการนำแม่กลับบ้าน ซึ่งทางศูนย์เคยโทรศัพท์ไปแจ้งเบนซ์ให้มารับแม่กลับถึง 2 ครั้งในรอบ 2 ปีครึ่ง แต่เจแปนยอมรับว่าการดำเนินงานของศูนย์ที่ผ่านมามีความล่าช้าจริง

 

เจแปนได้นำคลิปวิดีโอและเสียงบันทึกการสนทนากับเบนซ์มาเปิดในรายการ ในคลิปดังกล่าวนั้น เบนซ์ได้อ้างเรื่องความปลอดภัยว่า หากปล่อยคุณแม่ภัทรกลับออกไปในทันทีจะเกิดอันตรายต่อตนเองและครอบครัว เนื่องจากอ้างว่าแม่มีพฤติกรรมรุนแรง พร้อมทั้งตัดพ้อว่าศูนย์กำลังทำร้ายตน แต่เจแปนได้ยื่นคำขาดว่า คุณแม่ภัทรไม่มีใบรับรองแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช จึงถือเป็นคนปกติที่มีสิทธิและเสรีภาพตามกฎหมายทุกประการ ทางศูนย์ไม่มีอำนาจกักขังไว้ได้ และหากคุณแม่ภัทรประสงค์จะออกก็ต้องให้ออกทันที ซึ่งการยื่นคำขาดและการแสดงหลักฐานนี้ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้เบนซ์ต้องยินยอมเดินทางมารับคุณแม่ภัทรกลับไป

 

ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่คุณแม่ภัทรถูกนำมาไว้ที่ศูนย์ เบนซ์เคยเดินทางมาที่ศูนย์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และในครั้งนั้นเบนซ์ก็ไม่ได้เข้าไปพบหน้าแม่ แต่ใช้วิธีโทรศัพท์คุยกับเจ้าหน้าที่ด้านนอกแทน โดยเจแปนสันนิษฐานว่าเบนซ์รู้สึกผิดและไม่กล้าสู้หน้าแม่ของตนเอง ส่วนญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ไม่เคยมีใครเดินทางมาเยี่ยม

 

แม่ภัทรเผยว่า ในช่วงที่ตนเองถูกกักขังได้ประมาณ 6 เดือนแรก เคยมีโอกาสพบกับเจแปนโดยบังเอิญขณะที่ป้าแมวพาเดินในสวน คุณแม่ภัทรได้แจ้งเจแปนว่าตนเองเป็นคนปกติและถูกลูกอุ้มตัวมา ซึ่งเจแปนได้พูดคุยด้วยความสุจริตใจและรับฟัง แต่ในวันรุ่งขึ้นเจแปนต้องบินกลับไปนิวซีแลนด์ ทำให้ตนเองรู้สึกหมดหวัง จนกระทั่งเมื่อเจแปนเดินทางกลับมาไทยอีกครั้งและเข้ามาปรับเปลี่ยนระบบการบริหารภายในศูนย์ใหม่ เจแปนเห็นคุณแม่ภัทรนั่งอ่านพระคัมภีร์จึงได้เรียกออกมาร่วมพูดคุย และประสานงานจนกระทั่งคุณแม่ภัทรได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด คุณแม่ภัทรระบุเพิ่มเติมว่า ในอดีตเคยมีญาติและทนายความโทรศัพท์เข้ามาสอบถาม แต่ทางศูนย์ในยุคแรกกลับปฏิเสธว่าไม่มีคนชื่อนี้ ซึ่งคุณแม่ภัทรมองว่าเป็นการปกปิดข้อมูล จนกระทั่งเจแปนเข้ามาปรับปรุงระบบใหม่ทั้งหมด

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามกับเจแปนว่า เหตุใดเมื่อรู้ว่าคุณแม่ภัทรเป็นคนปกติและร้องขอความช่วยเหลือ จึงไม่ปล่อยตัวหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที แต่กลับเลือกที่จะโทรประสานลูกชายซ้ำอีก เจแปนยอมรับว่าจุดนี้เป็นความผิดพลาดและความล่าช้าของตนเองจริง เนื่องจากตนเองมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ทางด้านความสัมพันธ์ของครอบครัวเป็นหลัก โดยอยากให้เกิดการไกล่เกลี่ยที่ราบรื่นที่สุด เพื่อให้คุณแม่ภัทรได้ทราบความรู้สึกที่แท้จริงของลูกชายก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตต่อไป

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามคุณแม่ภัทรถึงการเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.วั งทองหลาง ว่าได้แจ้งความเอาผิดลูกชายและลูกสาวด้วยหรือไม่ คุณเอกภพได้ชี้แจงแทนว่า ในการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน คุณแม่ภัทรได้ระบุชัดเจนว่า หากสอบสวนแล้วพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ให้ดำเนินคดีอาญากับทุกคนทั้งหมด

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถาม บีม ถึงเหตุการณ์ในวันที่มีคนบุกเข้ามาอุ้มตัวแม่ภัทรไปจากบ้านว่า เหตุใดบีมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจึงไม่เข้าช่วยเหลือ โดยบีมได้อ้างในตอนแรกว่าในวันเกิดเหตุตนเองเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อพิธีกรซักถามย้อนถึงวันที่เกิดเหตุที่บ้านก่อนเดินทาง บีมได้ชี้แจงว่า ตนเองได้พูดคุยกับเบนซ์ผู้เป็นพี่ชายก่อนหน้านั้น โดยเข้าใจมาโดยตลอดว่าเบนซ์จะนำแม่ภัทรไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล และยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือตั้งใจจะนำแม่ไปกักขังแต่อย่างใด

 

เมื่อ หนุ่ม กรรชัย ซักถามถึงพฤติกรรมในอดีต บีมยอมรับกลางรายการว่าตนเองเคยทำร้ายร่างกายแม่ภัทรจริง โดยอธิบายว่าในช่วงที่ทะเลาะกันขณะนั้นตนยังเป็นวัยรุ่นที่มีอารมณ์ร้อน วู่วาม และเอาแต่ใจตัวเอง หนุ่ม กรรชัย ได้ถามถึงเหตุการณ์ที่บีมเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นแล้วประสบอุบัติเหตุฟันหัก บีมอ้างว่าตนเองเดินตกเขาในพื้นที่โรงงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ราบสูงใกล้ภูเขา โดยเดินตกท่อแล้วหัวทิ่มลงพื้น ขณะที่แม่ภัทรระบุว่า เพิ่งมารู้เรื่องนี้หลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมา โดยฟังเรื่องราวมาจากน้าสาวซึ่งบีมเป็นคนเล่าให้น้าฟัง

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้นำรูปถ่ายและชุดข้อมูลหลักฐานอีกชุดหนึ่งมาแย้งบีมกลางรายการว่า บีมไม่ได้ตกเขาอย่างที่กล่าวอ้าง แต่เกิดจากการแอบขึ้นไปดูดพอด (บุหรี่ไฟฟ้า) บนอาคารโรงงานแล้วพลัดตกจากอาคารลงมาจนฟันหัก 4 ซี่ รวมถึงมีข้อมูลว่าบีมถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเนื่องจากไปก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้อื่นที่ญี่ปุ่น ซึ่งบีมได้ปฏิเสธโดยอ้างว่า ตนเองถูกทำร้ายก่อนจึงต้องสู้กลับและไปแจ้งความดำเนินคดี ทั้งยังยืนยันว่ามีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลในญี่ปุ่นระบุว่าตนเองตกเขาจริง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้เตือนแม่ภัทรให้ออกมามองภาพกว้าง และอย่าเพิ่งปักใจเชื่อคำพูดของใคร โดยได้ถามแม่ภัทรถึงจดหมายที่บีมเคยเขียน ซึ่งแม่ภัทรยอมรับว่าเข้าใจเนื้อหาในจดหมายว่า บีมคงมีความรู้สึกขัดแย้งเถียงกับแม่บ่อย และคิดว่าแม่เป็นผู้ป่วยจิตเวชจริง ๆ จึงอยากให้ส่งไปรักษา แม่ภัทรยอมรับว่าในอดีตตนเองเคยแสดงอารมณ์รุนแรงเวลาเถียงกับบีมจริง เนื่องจากสภาวะการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวสร้างความกดดันสูงในการหาเงินเลี้ยงลูกและปกป้องครอบครัว

 

คุณเอกภพ ได้เปิดเผยความเห็นส่วนตัวว่า เชื่อว่าเบนซ์และบีมร่วมมือกันกำจัดแม่ภัทรออกไป แต่เมื่อนำแม่ไปกักขังแล้วกลับไม่ได้เงินและทรัพย์สินหมดลง จึงค่อยออกตามหาแม่เนื่องจากไม่มีทางไป

 

คุณเอกและ หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามกับบีมว่า หากเป็นห่วงแม่จริง เหตุใดช่วงที่แม่หายตัวไปจึงไม่พยายามออกตามหาให้ถึงที่สุด

 

หนุ่ม กรรชัย ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องซักเค้นบีมอย่างหนัก เพราะพฤติกรรมของบีมมีความย้อนแย้งหลายประการ บีมพูดไม่ตรงตั้งแต่วันแรกที่อ้างว่าไม่เคยรู้เรื่องการพาแม่ไปขัง แต่ต่อมากลับมีแชตไลน์ของเบนซ์และจดหมายลายมือของบีมเอง ซึ่งมีเนื้อหาสอดรับกันอย่างชัดเจนว่าบีมมีส่วนรับรู้ตั้งแต่แรก

 

นอกจากนี้ คุณเอกภพยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีบุคคลที่เป็น “บอส” อยู่เบื้องหลัง คอยบงการให้กำจัดแม่ภัทรเพื่อหวังถ่ายโอนทรัพย์สมบัติ ซึ่งแม่ภัทรตอบย้ำว่าตนเองรับรู้และเข้าใจถึงเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว

 

ในช่วงท้าย หนุ่ม กรรชัย และคุณเอกภพ ได้สรุปถึงแนวทางการดำเนินคดีอาญาว่า ต้องดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเด็ดขาด ทั้งทีมรถตู้ ชายที่มาอุ้มตัว ผู้ลงมือทำร้ายร่างกาย บีมที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ช่วย เบนซ์ผู้ว่าจ้าง รวมถึงศูนย์ที่รับกักขัง โดยขอให้แม่ภัทรให้การตามความเป็นจริงทั้งหมด ห้ามปกปิดเพื่อช่วยใคร เพราะพนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างจริงจัง

 

คุณธีรพงษ์ ซึ่งเป็นทีมรถพยาบาล้อกชนที่มาพาตัวแม่ภัทรไป ได้โทรศัพท์เข้ามาชี้แจงในรายการ โดยเล่าว่า เบนซ์ (ลูกชายคุณแม่ภัทร) เป็นผู้ติดต่อว่าจ้างตนในราคา 15,000 บาท โดยอ้างว่าคุณแม่ภัทรมีพฤติกรรมรุนแรง ทำร้ายคนในครอบครัว และขอให้ช่วยนำตัวไปส่งสถานพยาบาล เมื่อทีมงานเดินทางไปถึงบ้าน ธีรพงษ์อ้างว่าคุณแม่ภัทรแสดงอาการโวยวาย ด่าทอ และในมือถือกล่องกรรไกรเตรียมจะทำร้าย ทีมงานจึงต้องให้ลูกน้องทำการล็อกตัว

 

ธีรพงษ์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกาย การต่อยท้อง หรือการเอามือปิดปาก โดยอ้างว่าตามหลักการทำงานหากเอามือปิดปาก คนไข้จะต้องกัดมือแน่นอน พร้อมทั้งปฏิเสธเรื่องการสลับรถระหว่างทาง โดยอ้างว่าเพียงแค่จอดเปลี่ยนตัวเจ้าหน้าที่ลงไปวิ่งงานอื่นที่ปั๊ม แล้วนำเจ้าหน้าที่คนใหม่ขึ้นมาดูคนไข้แทน โดยตนเองเป็นคนขับรถตลอดเส้นทางไปส่งที่ศูนย์ จ. กาญจนบุรี

 

หนุ่ม กรรชัย, คุณเอกภพ และทนายแก้ว ได้โต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจตามกฎหมาย โดยตั้งคำถามว่าธีรพงษ์มีใบรับรองแพทย์หรือเวชระเบียนยืนยันหรือไม่ว่า คุณแม่ภัทรเป็นผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งธีรพงษ์ยอมรับว่าไม่มี แต่ทำไปเพราะได้รับการว่าจ้างจากลูกชาย และแม่ภัทร ณ ขณะนั้น โวยวาย พูดตาไม่รู้เรื่อง หากเป็นคนปกติทั่วไปคงซักถามกันได้

 

หนุ่ม กรรชัย ชี้ว่า การที่คุณแม่ภัทรโวยวายและต่อต้าน ถือเป็นสัญชาตญาณปกติในการป้องกันตัวเมื่อมีกลุ่มคนแปลกหน้าบุกรุกเข้ามาในบ้าน โดยเปรียบเทียบว่าหากธีรพงษ์นอนอยู่ในบ้านตนเองแล้วมีคนบุกมาอุ้มตัวไป ธีรพงษ์ก็ต้องด่าและต่อต้านเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ธีรพงษ์ยังยอมรับว่าได้ใช้เชือกมัดคุณแม่ภัทรติดกับสเตรตเชอร์บนรถ และคุณแม่ภัทรได้ด่าทอตลอดเส้นทางตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงกาญจนบุรี ธีรพงษ์ยังเปิดเผยว่า ในวันที่เกิดเหตุที่บ้าน มีเบนซ์และบีมยืนดูอยู่โดยไม่ได้ห้ามปราม และเบนซ์ก็ได้ขับรถตามไปเซ็นสัญญาเข้าศูนย์

 

คุณเอกภพ ระบุว่า การที่ธีรพงษ์โฟนอินเข้ามาชี้แจง ถือเป็นการรับสารภาพความผิดกลางรายการโดยตรง ทั้งเรื่องการบุกรุกบ้าน จับล็อกตัว และใช้เชือกมัด โดยไม่มีเอกสารทางการแพทย์รองรับ จึงได้บอกให้ธีรพงษ์เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนที่ สน. วังทองหลาง

 

ด้านทนายแก้ว ได้ให้ความรู้ด้านข้อกฎหมายว่า การกระทำของธีรพงษ์อาจจะเข้าข่ายความผิดข้อหาข่มขืนใจให้ตกใจกลัวตามมาตรา 309 (จำคุก 3 ปี), ข้อหาทำร้ายร่างกาย (จำคุก 2 ปี), ข้อหาบุกรุกในเวลากลางคืน (จำคุก 5 ปี) รวมถึงข้อหาลักพาตัวและหน่วงเหนี่ยวกักขัง

 

หนุ่ม กรรชัย และคุณเอกภพ มองว่า ธีรพงษ์ละเลยการตรวจสอบประวัติเวชระเบียน และไม่ได้ประสานงานพาผู้ป่วยไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจท้องที่ก่อนนำตัวไป ซึ่งธีรพงษ์ยอมรับ แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย เพียงต้องการนำตัวไปรักษาไปหาหมอเท่านั้น คุณเอกภพจึงสวนกลับว่า หากจะหาหมอรักษาต้องไปโรงพยาบาล แล้วสถานที่ที่ไปนั้นเป็นโรงพยาบาลอย่างไร คุณธรพงศ์พยายามบอกว่าเป็นสถานพยาบาลที่ลูกชายเขาระบุมา

 

เจแปน ได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบของศูนย์โสธรชัยว่า การให้บริการวิดีโอคอลหาแพทย์นั้น เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยได้พูดคุยประเมินอาการ ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์โดยศูนย์ พร้อมชี้แจงโครงสร้างค่าบริการว่า เริ่มต้นที่ 12,000 บาทสำหรับกลุ่มผู้ป่วยเก่า ส่วนมาตรฐานใหม่คิดที่ 18,000 บาท และบางเคสคิด 20,000 บาท ซึ่งงบการเงินทั้งหมดตรวจสอบได้ชัดเจน ส่วนทริปพาผู้ป่วยไปท่องเที่ยวไหว้พระ เป็นการจัดกิจกรรมสันทนาการเฉพาะผู้ป่วยที่ประเมินแล้วว่าไม่อาละวาด โดยเก็บเพียงค่าเดินทาง

 

นอกจากนี้ รายการยังได้นำเสนอภาพและคลิปวิดีโอการเข้าตรวจสอบสถานดูแลอีกแห่งหนึ่งที่ จ. นนทบุรี ซึ่งเมื่อไปตรวจสอบไม่พบว่ามีโซ่พันธนาการ แต่ผู้ป่วยภายในศูนย์ได้ให้ข้อมูลว่าเคยถูกล่ามโซ่และได้รับยานอนหลับจริง ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย คุณเอกภพ และทนายแก้ว เห็นพ้องว่าปัญหานี้ต้องแก้ไขที่ต้นตอคือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแล เมื่อมีที่หนึ่งทำได้ ก็น่าจะมีที่อื่นอีกที่ทำในลักษณะเดียวกัน

 

ในส่วนของข้อกล่าวหาในอดีตเกี่ยวกับคุณแม่ภัทร หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงกระแสข่าวเรื่องการทำโรงงาน ครีม และกรณีถูกกล่าวหาว่านำปืนไปจ่อหัวช่าง คุณแม่ภัทรได้ชี้แจงความจริงว่า ตนเองไม่เคยมีปืนและไม่เคยนำปืนไปจ่อใคร แต่ในอดีตเคยมีช่างซ่อมท่อน้ำ 3 คนเข้ามาในบ้าน พยายามแย่งโทรศัพท์จนตนเองได้รับบาดแผล ตนเองจึงใช้อุบายร้องตะโกนบอกคนบนบ้านว่า “เอาปืนลงมาหน่อย” เพื่อให้กลุ่มช่างตกใจหนีไป ซึ่งได้ผล และตนเองก็ได้ไปรักษาแผลที่โรงพยาบาลลาดพร้าว พร้อมแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

 

สำหรับประเด็นที่เคยมาออกรายการโหนกระแสเมื่อ 8 ปีก่อนเรื่องอู่ซ่อมรถ คุณแม่ภัทรอธิบายว่า เหตุการณ์ผ่านพ้นมานานถึง 8 ปีแล้ว จึงหลุดไปจากความทรงจำ อีกทั้งเพิ่งได้รับการช่วยเหลือออกมาไม่ถึง 2 เดือน สภาพจิตใจยังคงมึนงงและต้องรับมือกับภาระหนักหลายด้าน ทั้งเรื่องแจ้งความดำเนินคดี การช่วยเหลือผู้ป่วยคนอื่น การเอาโรงงานคืน และความกังวลเรื่องลูกจ คุณแม่ภัทรจึงไม่ได้คิดว่าเรื่องในอดีตเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องแจ้งให้ทราบ และมองว่ารายการโหนกระแสเติบโตขึ้นมากจนช่วยเหลือผู้คนนับไม่ถ้วน ตนเองจึงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยมาก หนุ่ม กรรชัย ไม่จำเป็นต้องจำตนเองได้

 

ในช่วงท้ายรายการ บีม ได้ปฏิเสธที่จะออกมาร่วมพูดคุยหรือเผชิญหน้ากับคู่กรณี  โดยระบุว่าคนเหล่านั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรในชีวิตของตน และไม่อยากให้มาเกาะแสงของแม่ตนที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นออกมาจากศูนย์

 

สุดท้ายเจแปน ได้กล่าวขอโทษสังคม ขอโทษเพื่อนร่วมวิชาชีพ และได้กล่าวขอโทษคุณแม่ภัทรโดยตรง สำหรับความผิดพลาดของศูนย์ตลอดระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่คุณแม่ภัทรต้องมาอยู่ โดยเจแปนยอมรับว่าเป็นบาดแผลที่จะจดจำไปจนวันตาย พร้อมทั้งขอให้คุณแม่ภัทรใช้ชีวิตที่มีความหมายต่อไป เจแปนยืนยันยอมรับความผิดและการสั่งปิดศูนย์ตามระเบียบ


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ#แม่ภัทร#ทำร้ายร่างกาย