วันที่ 8 ต.ค. 2569 เวลา 15.30 น. ที่อาคารมาลีนนท์ หลังจบรายการโหนกระแส ‘เจแปน’ วัย 22 ปี ลูกชายของป้าแมว เจ้าของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุใน จ. กาญจนบุรี ชี้แจงถึงประเด็นดรามาทั้งหมด พร้อมเปิดใจรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อ ‘แม่ภัทร’ หลังถูกอุ้มขังที่ศูนย์พักพิงเป็นเวลากว่าสองปี
เจแปน ระบุว่า เมื่อวานนี้ (7 ต.ค. 2569) หลังศูนย์โดนสั่งปิด ได้ดำเนินภารกิจรีเฟอร์คนไข้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ ยาวนานจนถึงช่วงเที่ยงคืน จนปัจจุบันคนไข้ออกจากศูนย์หมดเรียบแล้ว ส่วนเหตุผลที่คุณแม่ไม่ได้เดินทางมาด้วย เนื่องจากเหนื่อยล้าจากการทำงานติดต่อกัน 2-3 วัน ตนจึงอยากให้พักผ่อน และตั้งใจออกมาชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
สำหรับประเด็นการใช้กรงและการล็อกผู้ป่วย เจแปนอธิบายว่า การดูแลผู้ป่วยกลุ่มจิตเวชติดยาระยะยาวจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ทั้งนี้ ยอมรับว่าต้องนำเรื่องกรงไปทบทวนเพื่อไม่ให้ดูอันตรายเกินไป พร้อมระบุว่า ในช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ เคยมีการพูดเตือนว่ากรงดูเกินไป แต่ก็ยังคงให้อนุมัติดำเนินงานต่อ โดยไม่ได้มีสั่งไม่อนุมัติหรือสั่งห้ามแต่อย่างใด
ส่วนอุปกรณ์ที่ถูกเรียกในสื่อว่า “เตาปลาปิ้ง” นั้น เจปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้คิดค้น แต่ยอมรับว่าคุณแม่คิดขึ้นมาใช้เองเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แม้จะทราบว่าไม่สมควร แต่เข้าใจว่ามีคำยืนยันว่าสามารถใช้ได้ และเข้าใจว่าเป็นบรรทัดฐานในไทย พร้อมขอโทษคนไข้ ญาติ และสังคมที่ทำให้รู้สึกหดหู่กับภาพที่ปรากฏ ยอมรับว่าหน้างานมีความท้าทาย และเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายในการรับมือกับผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวอาละวาด
นอกจากนี้ ยังยอมรับข้อผิดพลาดในเคสผู้ป่วยอย่างคุณภัทร ที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ ซึ่งการตรวจสอบของศูนย์ขาดความละเอียดรอบคอบ และประสานส่งต่อล่าช้า ในศูนย์มีเพียงเคสเดียวที่ไม่มีใบรับรองแพทย์
เจแปน เล่าถึงแนวทางการทำงานที่ขัดแย้งกับคุณแม่ว่า ตนเองต้องการนำหลักจิตวิทยาและการให้คำปรึกษาที่เรียนมาจากนิวซีแลนด์มาใช้เป็นหลัก แต่ติดปัญหาเรื่องการหาบุคลากรด้านจิตวิทยาในพื้นที่ จ. กาญจนบุรี ประกอบกับคุณแม่มีต้นทุนทางความคิดจากคนละยุคสมัย ซึ่งอาจไม่เข้ากับแบบแผนการดูแลผู้ป่วยในปัจจุบันแบบ 100%
“ทั้งนี้ ความผิดพลาด 20% ที่ศูนย์ทำหนักหน่วง มันมีผลตามมาแล้ว ซึ่งสมควรโดน แต่ผมก็เชื่อว่าอีก 80% ที่ทำ ได้สร้างชีวิตใหม่ให้คนไข้เก่าจำนวนมาก”
เรื่องการนำคลิปเสียงคุณเบนซ์มาเผยแพร่ที่กล้าทำเช่นนั้นเพราะมองว่าเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ถือเป็นโอกาสที่จะได้พูดความจริง เพื่อสร้างประโยชน์และสิ่งใหม่ ๆ ให้กับสังคม
อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางในอนาคต คุณแม่เตรียมวางมือจากการทำศูนย์ ขณะนี้ยังไม่มีแผนจะเปิดศูนย์ใหม่เร็ว ๆ นี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาทบทวนตัวเองและเรียนรู้เพิ่มเติม ส่วนกรณีการโดนปิดศูนย์กะทันหัน ส่งผลให้ต้องทยอยคืนเงินมัดจำแก่เคสต่าง ๆ เป็นสองเท่า โดยพร้อมยื่นอกรับทั้งผิดและชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด