มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ภัยเงียบ... "เส้นเลือดหัวใจตีบ" ชวนสังเกตอาการและดูแลตัวเอ เลขาฯ สปสช. เผยใช้สิทธิ์บัตรทองคัดกรองได้


ข่าวโซเชียล
21 สิงหาคม 2569427
ภัยเงียบ... "เส้นเลือดหัวใจตีบ" ชวนสังเกตอาการและดูแลตัวเอ เลขาฯ สปสช. เผยใช้สิทธิ์บัตรทองคัดกรองได้

ภัยเงียบ... "เส้นเลือดหัวใจตีบ" ชวนสังเกตอาการและดูแลตัวเองด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เลขาฯ สปสช. เผยใช้สิทธิ์บัตรทองคัดกรองสุขภาพก่อนได้ เช็กสิทธิ์และเกณฑ์ได้ที่แอปฯ เป๋าตัง

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (21 ส.ค. 2569) พูดคุยเรื่องราวของภัยใกล้ตัวที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งหนึ่งที่จะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะเรื่องของหลอดเลือดหัวใจ หนุ่ม กรรชัย ได้เผยความตั้งใจในการทำรายการในวันนี้ว่า เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของ ‘คุณเร แม๊คโดแนลด์’ โดยตนไม่อยากให้การสูญเสียในครั้งนี้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงอยากหยิบยกเรื่องราวนี้มาเป็นอุทาหรณ์และคำเตือนใจให้แก่คนอื่น ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบุญกุศลให้แก่คุณเร และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการสูญเสียจากอาการลักษณะนี้อีกหลายคน เช่น น้องฮลุน, คุณโจ บอยสเก๊าท์ และสามีของครูทราย ซึ่งทุกคนล้วนแต่เผชิญกับเรื่องราวของหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหัวใจวาย ขาดเลือดเฉียบพลัน

 

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น จึงได้เชิญแขกรับเชิญมาร่วมรายการ ได้แก่ นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, แพทย์หญิงอัญชิสา กิตติศาสตรา ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก และทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. นอกจากนี้ยังมีแขกรับเชิญอีกสองท่านที่ผ่านวิกฤตความตายมาได้ คนแรกคือ ‘พี่ปู’ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหัวใจ โดยก่อนหน้านั้นมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ ตัน และพังเสียหายมาแล้วหลายเส้น และอีกคนคือ ‘คุณเม่น’ ทีมงานของรายการโหนกระแสเอง ที่ต้องเข้ารับการทำบอลลูนหัวใจเนื่องจากหลอดเลือดตันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายต้องผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ โดยตัดต่อเส้นเลือดแดงจากที่ขามาต่อเข้ากับหัวใจ ปัจจุบันในร่างกายของคุณเม่นมีขดลวดถ่างขยายเส้นเลือดหัวใจอยู่รวมแล้วถึง 11 ตัว

 

นายแพทย์เขตต์ อธิบายว่า ปัจจุบันสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทยยังคงหนีไม่พ้นเรื่องของอุบัติเหตุ โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งนับรวมไปถึงโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรกด้วย และโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ

 

โดยโรคหัวใจเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นเฉียบพลันและแสดงอาการเร็วมาก เช่น อาการเจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย และอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ทันทีหากเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจหยุดเต้น หัวใจสามารถเกิดโรคได้หลายรูปแบบ เช่น โรคลิ้นหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจรั่ว และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แต่ประเด็นหลักที่เป็นข่าวและพูดคุยในวันนี้คือ หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับกรณีการเสียชีวิตของน้องฮลุน คุณเร หรือสามีของครูทรายที่ได้มีผลชันสูตรรับรองไว้

 

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ นายแพทย์เขตต์ ใช้การเปรียบเทียบว่า หลอดเลือดของคนเราเปรียบเสมือนท่อส่งน้ำที่มีเลือดไหลเวียนสะดวกอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อผ่านพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่สะสมมานาน เช่น การกินอาหารแปรรูป อาหารไขมันสูง การเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า หรือมลพิษฝุ่นละออง PM 2.5 ที่สูดดมเข้าไป สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดคราบตะกรันเกาะสะสมภายในผนังหลอดเลือด ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า พลาก (Plaque) และในวันดีคืนร้าย พลากตัวนี้ก็อาจเกิดการปริแตกออก จนนำไปสู่การอุดตันของเส้นเลือดเฉียบพลัน ทำให้น้ำหรือเลือดไม่สามารถไหลผ่านต่อไปได้

 

แพทย์หญิงอัญชิสา อธิบายผ่านโมเดลแบบจำลองหัวใจว่า เส้นเลือดหลัก ๆ ของคนเราจะแยกออกมาจากหัวใจ 2 เส้น คือ ด้านซ้าย 1 เส้น และด้านขวา 1 เส้น ทว่าในส่วนของด้านซ้ายจะมีการแตกยออกไปอีกเป็นเส้นหลัก 2 เส้น ดังนั้นโดยรวมแล้วคนเราจึงมีเส้นเลือดหัวใจหลักทั้งหมด 3 เส้น และจากเส้นเลือดหลักเหล่านี้ก็จะมีแขนงฝอยแตกย่อยออกไปอีก ซึ่งการอุดตันสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกจุดของเส้นเลือด แต่หากเกิดการอุดตันในบริเวณเส้นเลือดหลัก ก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่เส้นเลือดนั้นไปเลี้ยง และทำให้คนไข้แสดงอาการป่วยออกมา

 

 

ส่วนไขมันสะสมนั้น มาจากการกินอาหารประเภทของมัน ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน คลอเลสเตอรอล และอาหารทะเล หนุ่ม กรรชัย ตั้งคำถามว่า กรรมพันธุ์ว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่งหรือไม่ นายแพทย์เขตต์ อธิบายขยายความเรื่องกรรมพันธุ์ว่า อาหารที่กินเข้าไปเป็นเพียงวัตถุดิบส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากร่างกายมีกระบวนการสร้างไขมันหลากหลายชนิดขึ้นมาเองด้วย สำหรับบางรายที่มีกรรมพันธุ์เป็นโรคไขมันสูง จะมียีนที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างไขมันตัวร้ายในปริมาณที่สูงกว่าคนปกติทั่วไป คนปกติที่ไม่มีปัจจัยกรรมพันธุ์ ไขมันจะค่อย ๆ สูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้นและพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่คนที่มีกรรมพันธุ์นี้จะมีความเสี่ยงติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้โรคสามารถแสดงอาการตั้งแต่อายุยังน้อยกว่าคนปกติ ซึ่งในปัจจุบัน สถิติและข้อมูลทางการแพทย์ชี้ชัดว่า พบผู้ป่วยในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เลือกเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หรือคนที่มีรูปร่างอ้วน หรือคนที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตไม่ดีอีกต่อไป

 

คุณหมอได้นำภาพจำลองมาอธิบายเปรียบเทียบ โดยแบ่งออกเป็น 3 รูป รูปแรกคือหลอดเลือดปกติที่เลือดไหลเวียนได้สะดวก รูปที่สองคือเริ่มมีคราบไขมันสะสมเป็นสีเหลืองเกาะตามผนังหลอดเลือด และรูปที่สามคือหลอดเลือดเริ่มตีบแคบลงจนปริมาณเลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง

 

นายแพทย์เขตต์ อธิบายว่า นอกจากการตีบตันแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้ว คราบไขมันหรือพลากเหล่านั้นอาจเกิดการปริแตกออก เนื่องจากผนังหลอดเลือดเกิดการอักเสบหรือบางลง เมื่อเกิดการปริแตก ร่างกายจะส่งเกล็ดเลือดและลิ่มเลือดเข้ามาเกาะบริเวณรอยแผล ส่งผลให้รูหลอดเลือดที่เดิมทีอาจจะเหลืออยู่ประมาณ 30% หรือ 50% เกิดการอุดตันกลายเป็น 100% ในทันทีทันใด และพลากหรือคราบสะสมนี้สามารถเกิดขึ้นได้หลายจุดของร่างกาย หากเกิดขึ้นและปริแตกที่บริเวณหลอดเลือดที่คอ ลิ่มเลือดก็สามารถลอยขึ้นไปอุดตันเส้นเลือดในสมอง ทำให้กลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรกได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นระบบหลอดเลือดเดียวกัน

 

นายแพทย์เขตต์ เปรียบเทียบกับกลไกการเกิดแผลที่ผิวหนังภายนอกว่า หากเราเอาเข็มมาจิ้มที่มือก็จะมีเลือดออกและเกิดลิ่มเลือดมาอุดปากแผล ในทำนองเดียวกัน เมื่อผนังหลอดเลือดด้านในเกิดรอยฉีกขาดหรือปริแตก ร่างกายก็จะสร้างลิ่มเลือดขึ้นมาอุดบริเวณรอยแผลนั้น ซึ่งลิ่มเลือดที่สร้างขึ้นมานี้เองที่เป็นตัวการเข้าไปอุดทางเดินของกระแสเลือดจนเกิดการอุดตันเฉียบพลัน

 

 

พี่ปู ซึ่งเคยมาออกรายการโหนกระแสในฐานะผู้ที่ได้รับโอกาสเปลี่ยนหัวใจ ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของอาการป่วย โดยพี่ปู เล่าว่า ตนเองมีโรคประจำตัวคือเบาหวานมาประมาณ 10-12 ปี วันหนึ่งตนเกิดอาการแน่นหน้าอกอึดอัดมาก ซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากส่วนตัวไม่ชอบไปพบแพทย์ และเมื่อมีอาการแน่นท้องก็จะใช้วิธีซื้อยาลดกรดมารับประทานเอง แล้วอาการก็หายดีทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นต่อเนื่องกันหลายวันจนทนไม่ไหว จึงตัดสินใจไปพบแพทย์และเล่าอาการให้ฟัง ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่าอาการกรดไหลย้อนนั้นเป็นแน่นอน แต่จากรายละเอียดปลีกย่อยที่เล่าเพิ่มเติม ทำให้แพทย์เกิดความสงสัยว่าน่าจะมีภาวะโรคหัวใจร่วมด้วย

 

พี่ปูบอกว่า อาการของทั้งสองโรคนั้นแยกแยะได้ยากมากสำหรับคนทั่วไปที่ยังไม่เคยเผชิญด้วยตัวเอง โดยพี่ปูได้อธิบายความแตกต่างว่า หากเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อน จะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและรู้สึกเหมือนมีน้ำกรดที่ทะลักออกมา รู้สึกเหมือนจุกอยู่ในคอ แต่สำหรับอาการแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจที่ตนเผชิญในขณะนั้น ตนรู้สึกเหมือนมีก้อนลมขนาดใหญ่อัดแน่นอยู่ตรงบริเวณหลอดลม ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกและอึดอัดมาก เมื่อแพทย์ทั่วไปจับสังเกตจากรายละเอียดดังกล่าว จึงรีบส่งตัวไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจทันที ซึ่งในตอนแรกที่หมอหัวใจเห็นพี่ปูที่มีรูปร่างสมส่วน หมอหัวใจยังมองว่าไม่น่าจะเป็นโรคหัวใจ แต่เนื่องจากได้รับการส่งตัวมาแล้วจึงนัดให้ทำการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจหรือเอคโค่ในอีก 2 วันถัดมา

 

เมื่อภาพการตรวจขึ้นบนหน้าจอ คุณหมอร้องอุทานว่า อุ๊ย! ออกมาทันที เนื่องจากพบว่าเส้นเลือดหัวใจของพี่ปูมีลักษณะตีบเป็นแนวยาวและมีรอยย่นยับ มองดูคล้ายกับหลอดกาแฟที่พับย่นยาวมาก เห็นได้ชัดเจน คุณหมอจึงนัดทำการรักษาด้วยการทำบอลลูนหัวใจในทันที และเมื่อส่งตัวไปฉีดสีเพื่อดูรายละเอียดของเส้นเลือดเพิ่มเติม หมอผู้ทำหน้าที่ฉีดสีก็ร้องอุทานเช่นเดียวกัน เนื่องจากพบว่าเส้นเลือดหัวใจของพี่ปูมีอาการตีบทั้งหมดถึง 3 เส้น

 

 

นายแพทย์เขตต์ ได้เปิดภาพเคลื่อนไหวจากการตรวจเอคโค่หัวใจของจริงให้ผู้ชมได้ชม พร้อมช่วยอธิบายว่า ภาพเอคโค่จะแสดงการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจทั้งหมด 4 ห้อง และแสดงรอยขยับเปิด-ปิดของลิ้นหัวใจที่อยู่ตรงกลางภาพ ซึ่งทำหน้าที่กั้นระหว่างหัวใจห้องบนและห้องล่าง ก่อนจะเปิดภาพเปรียบเทียบชี้ให้เห็นความแตกต่างของหัวใจที่ผิดปกติ โดยหัวใจที่ทำงานเป็นปกติ จะมีการบีบตัวที่ดีจนผนังกล้ามเนื้อทั้งสองฝั่งขยับเข้ามาชนกันตรงกลาง ในขณะที่หัวใจของคนไข้ที่มีปัญหา ซึ่งมีการบีบตัวที่อ่อนแรง ผนังหัวใจไม่ขยับเข้าหากันอย่างที่ควรจะเป็น แสดงให้เห็นว่ากล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นเกิดภาวะตายหรือเสียหาย และส่งผลให้ลิ้นหัวใจมีปัญหาในการทำงานตามไปด้วย หากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ไม่ดีเช่นนี้ ย่อมแสดงว่าหลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนดังกล่าวมีปัญหาอย่างแน่นอน

 

หนุ่ม กรรชัย ได้หยิบยกความเชื่อที่กำลังเป็นกระแสในสังคมเกี่ยวกับรอยพับที่ติ่งหู ว่าเป็นสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ ซึ่งนายแพทย์เขตต์ อธิบายว่า รอยพับที่ติ่งหูไม่ได้ใช้เป็นเกณฑ์วินิจฉัยโรคหัวใจ เนื่องจากรอยพับดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยตามธรรมชาติ เช่น ปริมาณคอลลาเจนที่ลดน้อยลงตามวัย หรือการเปลี่ยนแปลงของชั้นใต้ผิวหนัง

 

นายแพทย์เขตต์ ระบุถึงวิธีการสังเกตอาการเบื้องต้นของคนที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยได้นำภาพข้อมูลแสดง 10 อาการมาอธิบาย โดยชี้แจงเบื้องต้นว่า อาการเจ็บหน้าอกแบบบีบรัด แน่นปวด หรือมีอาการร้าวขึ้นไปที่กรามและออกแขนซ้าย ถือเป็นอาการเตือนที่ชัดเจน ขณะเดียวกันก็มีอาการแสดงหรือสัญญาณทางร่างกายบางอย่าง ที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าอาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังไม่ได้เป็นตัววินิจฉัยชี้ขาดว่าคนไข้ต้องเป็นโรคนี้เสมอไป ซึ่งสัญญาณเตือนทั้ง 10 ข้อ มีรายละเอียดคือ

 

รอยพับเฉียงที่ติ่งหู ซึ่งเป็นกระแสที่มีการหยิบยกมาพูดถึงกันมากในโซเชียลมีเดียจากการย้อนดูรูปภาพของคุณเรในอดีต ซึ่งนายแพทย์เขตต์ย้ำว่าเป็นเพียงข้อสังเกตความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่เกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ

 

ข้อที่สองคือ คราบไขมันบริเวณเปลือกตา ที่มีลักษณะเป็นสีเหลืองนูนขึ้นมาให้เห็นชัดเจนเวลาหลับตา ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะไขมันสูง

 

ข้อที่สามคือ ผื่นตุ่มไขมัน ที่มักพบขึ้นกระจายอยู่ตามบริเวณข้อพับหรือข้อศอก

 

ข้อที่สี่คือ ก้อนไขมันตามเส้นเอ็น หากเป็นคนปกติทั่วไปเมื่อลูบคลำบริเวณเอ็นร้อยหวายจะรู้สึกเรียบเนียน แต่ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสะสมของไขมันสูง เมื่อเอามือลูบไปจะพบตุ่มนูนเป็นก้อนขึ้นมาตามเส้นเอ็นอย่างชัดเจน

 

ข้อที่ห้าคือ ปลายนิ้วปุ้มและเล็บโค้ง ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยโรคหัวใจบางชนิด

 

ข้อที่หกคือ วงสีขาวเทารอบกระจกตา ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ระบุว่าตนเองก็มีลักษณะสีเทา ๆ รอบดวงตาเช่นนี้ นายแพทย์เขตต์ จึงได้อธิบายขยายความเพิ่มเติมว่า สัญญาณนี้หากตรวจพบในกลุ่มคนไข้ที่อายุยังน้อยมาก ๆ หรือในวัยรุ่น จะน่าสงสัยว่าอาจมีภาวะไขมันสูงมาแต่กำเนิด แต่หากมาพบในผู้ที่มีอายุมากแล้วก็อาจเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามวัยได้

 

ข้อที่เจ็ดคือ ริมฝีปากหรือผิวมีสีเขียวคล้ำ

 

ข้อที่แปดคือ ขา ข้อเท้า หรือเท้าบวมใหญ่ สัญญาณนี้เชื่อมโยงกับการบีบตัวของหัวใจที่อ่อนแรงหรือทำงานได้ไม่ดี ทำให้น้ำค้างสะสมในร่างกายจนเกิดภาวะน้ำเกินแ ละส่งผลให้เท้าบวมในที่สุด

 

ข้อที่เก้าคือ ผิวเป็นลายตาข่ายสีม่วงหรือน้ำเงิน ซึ่งแสดงถึงระบบไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติ หรือเกิดการอักเสบขึ้นที่หลอดเลือด

 

และข้อที่สิบคือ สุขภาพช่องปากไม่ดี เนื่องจากอาการอักเสบในช่องปากสามารถส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ผ่านการอักเสบของระบบหลอดเลือดในร่างกายได้

 

นายแพทย์เขตต์ ได้สรุปย้ำอีกครั้งว่าสั ญญาณทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อสังเกตในเบื้องต้น ไม่อยากให้เกิดความตื่นตระหนกจนเกินไป เมื่อเส้นเลือดเกิดการตีบตัน อาการสำคัญที่พบคือ อาการเจ็บแน่นหน้าอก และอาการเหนื่อยง่ายขึ้นอย่างชัดเจนในการทำกิจกรรมปกติที่เคยทำได้ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนแรงลง ส่งผลให้ปริมาณเลือดส่งออกไปเลี้ยงร่างกายน้อยลง

 

 

แพทย์หญิงอัญชิสา กล่าวเสริมว่า อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือเป็นสัญญาณเตือนหลัก โดยคนไข้จะรู้สึกเจ็บตรงกลางหรือข้างซ้าย และอาจปวดร้าวลามไปถึงแขนหรือกรามด้วยระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป หากเจ็บแน่นมากจนทนไม่ไหวต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ได้ยกตัวอย่างกรณีสามีของครูทราย ที่มีอาการชัดเจนมาก คือเริ่มปวดร้าวตั้งแต่ปลายนิ้วมือลามขึ้นมาที่แขน ไหล่ เข้ากราม และเจ็บแน่นที่หน้าอกก่อนเสียชีวิต ซึ่งแพทย์หญิงอัญชิสา ยืนยันว่าลักษณะดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มอาการแสดงที่สามารถพบได้บ่อย และควรตั้งข้อสงสัยถึงโรคเส้นเลือดหัวใจทันที

 

คุณเม่น ทีมงานรายการโหนกระแส เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน หรือประมาณปี พ.ศ. 2558 ว่าตนเองมีอาการแสบร้อนเวลากลืนน้ำลายคล้ายกับกรดไหลย้อนสะสมมานานประมาณ 3 ปี และรักษาทานยาลดกรดมาโดยตลอดเช่นเดียวกับกรณีของพี่ปู แม้ตนเองจะมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งการสูบบุหรี่จัด นอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ และชอบทานอาหารมัน ๆ ที่ไม่มีประโยชน์ แต่เนื่องจากยังสามารถเตะฟุตบอลออกกำลังกายได้จึงไม่ได้เอะใจ

 

จนกระทั่งวันหนึ่งตนอุ้มลูกน้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัมขึ้นลงบันไดบ้านตามปกติ แต่เมื่อเดินลงมากลับรู้สึกเจ็บหน้าอกรุนแรง เหมือนโดนแท่งเหล็กแหลมหรือท่อนไม้มากระแทกหน้าอกซ้ำ ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเมื่อออกไปวิ่งหน้าบ้านซึ่งปกติเป็นคนวิ่งรอบหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่วิ่งได้ประมาณไม่ถึง 1 นาที ก็ทนไม่ไหวเพราะแน่นหน้าอกหนักกว่าเดิม หายใจไม่ทัน และมีอาการผิดปกติคือปวดร้าวตั้งแต่ต้นคอไปจนถึงหลัง กรามค้าง และมีเหงื่อออกท่วมแผ่นหลังจนเปียกชุ่ม โดยสังเหตว่าเหงื่อออกเป็นปื้นคล้ายกับเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ซึ่งต่างจากเหงื่อจากการออกกำลังกายทั่วไปที่เป็นเม็ด ๆ

 

คุณเม่น ตัดสินใจไปตรวจที่คลินิกและทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แพทย์ที่คลินิกได้ส่งผลไปให้โรงพยาบาลช่วยวินิจฉัย ซึ่งผลเบื้องต้นจากโรงพยาบาลแจ้งกลับมาว่าไม่มีความผิดปกติ แต่แพทย์ที่คลินิกสังเกตเห็นกราฟหัวใจช่วงหนึ่งมีความไม่สม่ำเสมอและมีความเสี่ยง จึงแนะนำให้ไปตรวจต่อที่โรงพยาบาลใหญ่ตามสิทธิ์ประกันสังคมในวันรุ่งขึ้น เมื่อไปถึงโรงพยาบาลและเล่าประวัติพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมด แพทย์ได้ทำการเจาะเลือดและพบว่าค่าไขมันเลว หรือ LDL พุ่งสูงทะลุ 200 จนแพทย์ตกใจ แพทย์จึงทำการตรวจเอคโค่และให้วิ่งสายพานตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย ซึ่งพบว่าการบีบส่งเลือดมาเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอขณะเหนื่อยจัด แพทย์จึงตัดสินใจฉีดสีทันที ผลการฉีดสีแสดงให้เห็นชัดเจนว่า เส้นเลือดหัวใจอุดตันสนิท 100% ถึง 2 เส้น และมีอาการตีบอีก 1 เส้นประมาณ 70-80% ซึ่งแพทย์ระบุว่าคุณเม่นรอดชีวิตมาได้เพราะเส้นที่ตีบนั้นยังพอมีกระแสเลือดไหลซึมไปเลี้ยงหัวใจอยู่ และเตือนว่าด้วยพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมดนี้จริง ๆ ควรจะเสียชีวิตไปนานแล้ว แพทย์จึงสั่งแอดมิตด่วนในวันนั้น และทำบอลลูนหัวใจใน 2 เส้นที่ตันสนิทก่อน

 

หนุ่ม กรรชัย สอบถามด้วยความสงสัยว่าเส้นเลือดที่ตันสนิทไปแล้วสามารถทำการทะลวงได้หรือไม่ แพทย์หญิงอัญชิสา  อธิบายว่าอายุรแพทย์โรคหัวใจเฉพาะทางด้านการสวนหัวใจ สามารถใส่สายสวนเข้าไปเพื่อทำการทะลวงขยายหลอดเลือดได้ ขณะที่ นายแพทย์เขตต์ ได้อธิบายเพิ่มเติมผ่านกราฟิกแสดงขั้นตอนการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด และอธิบายถึงเทคโนโลยีพิเศษที่มีการปล่อยคลื่นกระแทกช็อกเวฟ เพื่อเข้าไปสลายพลากที่มีความแข็งตัวเกาะแน่นตามผนังหลอดเลือด โดยระบบจะมีอุปกรณ์ดักจับพิเศษเปิดออกที่ส่วนปลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เศษพลากหลุดลอยไหลไปตามกระแสเลือด หลังจากทำการสลายและขยายบอลลูนแล้ว แพทย์จะทำการใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือด ซึ่งมีลักษณะคล้ายสปริงขนาดเล็กเข้าไปค้ำยันหลอดเลือดเอาไว้

 

แต่อย่างไรก็ตาม ขดลวดที่ใส่เข้าไปแล้วก็ยังสามารถเกิดการตีบหรืออุดตันซ้ำในตำแหน่งเดิมได้อีก หากคนไข้ไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ เช่น การปล่อยให้เป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หรือไม่สามารถควบคุมระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

 

คุณเม่น เล่าต่อว่า หลังจากทำบอลลูนใน 2 เส้นแรกสำเร็จ แพทย์จึงนัดมาทำเส้นที่ 3 ที่ตีบในภายหลัง แต่แม้ร่างกายจะดูเหมือนดีขึ้นและตนเองสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้แล้ว แต่ค่าไขมันก็ยังไม่ยอมลดลง แพทย์จึงตรวจพบการตีบตันเพิ่มตรงบริเวณเส้นเลือดข้อต่อหลักหรือท่อเมนที่ ทำหน้าที่จ่ายเลือดไปเลี้ยงเส้นเลือดแขนงทั้ง 3 เส้น ซึ่งการใส่ขดลวดบริเวณข้อต่อท่อเมนนี้มีความอันตรายและมีความเสี่ยงสูงมาก แต่ในที่สุดก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเส้นเลือด 3 เส้นที่เคยทำบอลลูนไปก่อนหน้านี้เริ่มกลับมาตีบตันซ้ำและไม่สามารถหาพื้นที่ใส่ขดลวดเพิ่มได้อีก

 

ตลอดระยะเวลา 10 ปี คุณเม่นต้องคอยไปตรวจเช็กอาการทุกปี และยังเจอปัญหาค่าไขมันไม่ลดลง จนต้องเข้ารับการใส่ขดลวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อถ่างขยายเส้นเลือดฝอยเส้นอื่น ๆ จนกระทั่งมีขดลวดสะสมอยู่ในร่างกายรวมแล้วถึง 11 ตัว จนในที่สุดแพทย์แจ้งว่าไม่สามารถใส่ขดลวดเพิ่มได้อีกต่อไป และหนทางรักษาขั้นต่อไปคือ ต้องผ่าตัดทำบายพาสหัวใจเท่านั้น

 

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่คุณเม่นไปเล่นฟุตบอลแล้วเกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า ระหว่างที่นั่งรอรับยาอยู่ที่โรงพยาบาลก็เกิดอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก และกรามค้างขึ้นมาอีกครั้ง แพทย์จึงรีบนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ทำการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเจาะเลือดส่งตรวจ จนพบภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและต้องแอดมิตด่วนทันที ในตอนนั้นเนื่องจากคุณเม่นยังมีอายุเพียง 48 ปี ซึ่งแพทย์มองว่ายังอายุน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไปของผู้ที่ต้องผ่าตัดทำบายพาส จึงพยายามยืดระยะเวลาออกไปด้วยการลองทำบอลลูนในเส้นเลือดฝอยปลายทางที่มีขนาดเล็กมากเท่าเส้นด้ายเพิ่มเติมอีกหนึ่งเส้น แต่ปรากฏว่าการทำบอลลูนครั้งล่าสุดนี้ไม่สามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้นได้ สุดท้ายคุณเม่นจึงต้องเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดบายพาสหัวใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเป็นการทำบายพาสของตนเป็นแบบผ่าเปิดกลางหน้าอก

 

 

แพทย์หญิงอัญชิสา ได้อธิบายขั้นตอนการผ่าตัดทำบายพาสหัวใจแบบเปิดผ่านโมเดลจำลองว่า ศัลยแพทย์จะต้องใช้เลื่อยทำการเลื่อยกระดูกหน้าอกตรงกลางที่เรียกว่าสเตอร์นัมออกเพื่อแหวกเปิดทางเข้าไปพบหัวใจที่อยู่ด้านใน โดยหลักการของการทำบายพาสคือการนำเส้นเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย มาต่อเชื่อมโยงเพื่อสร้างทางเบี่ยงข้ามผ่านจุดที่มีการตีบตัน เพื่อให้กระแสเลือดสามารถไหลผ่านไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามปกติ สำหรับเส้นเลือดที่ตันหรือเสียหายไปแล้วนั้นจะยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้ในตำแหน่งเดิมโดยไม่ต้องตัดออก แหล่งเส้นเลือดหลัก ๆ ที่นำมาใช้ทำบายพาส ได้แก่ เส้นเลือดบริเวณผนังทรวงอกด้านใน หรืออาจเลือกใช้เส้นเลือดแดงที่แขนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุน้อย และส่วนที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือการตัดเอาเส้นเลือดดำจากบริเวณขามาใช้เชื่อมต่อ โดยการเย็บต่อจะเริ่มต้นจากบริเวณเส้นเลือดแดงใหญ่ยาว ข้ามผ่านจุดที่ตีบตัน แล้วนำมาต่อเข้ากับเส้นเลือดหัวใจในส่วนปลาย ทั้งนี้ หากจุดอุดตันเกิดขึ้นที่บริเวณต้นขั้วหรือท่อเมนหลัก ก็จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างต่อเส้นเลือดแขนงย่อยทั้งสองฝั่ง

 

นอกจากนี้ แพทย์หญิงอัญชิสา และนายแพทย์เขตต์ ยังได้นำเสนอวิวัฒนาการของการผ่าตัดบายพาสในปัจจุบัน ที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดกลางหน้าอกเสมอไป โดยสามารถทำการผ่าตัดแผลเล็กบริเวณใต้ราวนม ซึ่งเป็นการสอดอุปกรณ์เข้าไปผ่าตัดผ่านทางช่องว่างระหว่างซี่โครงโดยไม่ต้องเลื่อยตัดกระดูกหน้าอก ช่วยให้คนไข้เจ็บตัวน้อยลงและสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทว่าวิธีนี้ยังมีข้อจำกัดทางด้านกายวิภาคและลักษณะรอยโรคของคนไข้แต่ละราย ว่าเหมาะสมที่จะทำการเชื่อมต่อหลอดเลือดให้เสร็จสมบูรณ์ได้หรือไม่ จึงไม่สามารถทำได้กับผู้ป่วยทุกคน นอกจากนี้ที่สถาบันโรคทรวงอกยังมีเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในช่องอก ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำ ทำให้แผลมีขนาดเล็กและคนไข้ฟื้นตัวได้ไวขึ้นอย่างมาก

 

ระหว่างดำเนินรายการ หนุ่ม กรรชัย เผยความรู้สึกดีใจที่มีผู้คนเข้ามาติดตามชมรายการในวันนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยอดการรับชมยังคงสูงในระดับเดียวกับเทปที่นำเสนอเรื่องราวอื่น ๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องราวของสุขภาพ ซึ่งในตอนแรกตนเองไม่ได้คาดหวังหรือคิดว่าจะมีคนสนใจเรื่องนี้มากขนาดนี้ โดยคิดว่าเรตติงคงจะไม่ดี แต่ด้วยความตั้งใจจริงที่อยากทำ หวังว่าเนื้อหาในวันนี้จะสามารถเป็นตัวช่วยในการต่อชีวิตหรือเป็นประโยชน์ให้กับใครก็ตามที่กำลังรับชมอยู่ แม้เพียงคนเดียวก็ตาม โดยหากมีผลบุญกุศลใด ๆ เกิดขึ้นจากการทำรายการในครั้งนี้ ขออุทิศให้กับ คุณเร แม๊คโดแนลด์, น้องฮลุน, สามีของครูทราย รวมถึงทุกท่านที่เคยเสียชีวิตจากโรคนี้ เพื่อให้สังคมได้เกิดความตระหนักรู้ และร่วมกันบอกต่อถึงความน่ากลัวของโรคนี้ต่อไป

 

พูดคุยกันต่อที่ต้นเหตุของโรค ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเส้นเลือด นายแพทย์เขตต์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า คอเลสเตอรอลสูงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง พร้อมกับนำข้อมูลทางระบาดวิทยาจากการศึกษาวิจัยมาแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีภาวะไขมันในหลอดเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน นอกเหนือจากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่

 

นายแพทย์เขตต์ ได้อธิบายกราฟข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานยาลดไขมัน ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยาก่อนที่จะเกิดโรค ซึ่งเรียกว่าการป้องกันปฐมภูมิ หรือการรับประทานยาหลังจากที่เป็นโรคแล้ว ดังเช่นแขกรับเชิญทั้งสองท่าน ล้วนแต่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น โดยการศึกษายืนยันว่า ยิ่งสามารถควบคุมระดับไขมันเลว หรือ LDL ให้ต่ำลงมากเท่าใด ก็จะยิ่งได้ประโยชน์ในการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจมากเท่านั้น

 

นอกจากนี้ นายแพทย์เขตต์ยังได้นำเสนอการตรวจสุขภาพทางเลือกที่เรียกว่า แคลเซียมสแกน ซึ่งในปัจจุบันมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเนื่องจากไม่ต้องทำการฉีดสี แต่ใช้วิธีการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เห็นคราบไขมันและหินปูนที่เข้าไปเกาะอยู่ตามหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน หากปริมาณที่ตรวจพบมากจะบ่งชี้ถึงระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้น และคนไข้จะต้องเข้าสู่กระบวนการของ สปสช. เพื่อรับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานในการตรวจรักษาเพิ่มเติมต่อไป

 

นายแพทย์เขตต์ ได้นำภาพการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาอธิบาย โดยชี้ให้เห็นว่าในกรณีที่คนไข้มีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันและรุนแรง ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะแสดงกราฟที่ยกตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน แตกต่างจากกราฟปกติอย่างสิ้นเชิง ซึ่งแพทย์เมื่อเห็นลักษณะกราฟเช่นนี้จะทราบทันทีว่าเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงจุดยืนในการทำรายการว่า การพูดถึงความสำคัญของการรับประทานยาในวันนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะต่อต้านกลุ่มคนที่มีความเชื่อตรงกันข้าม ที่มองว่าไม่จำเป็นต้องรับประทานยาลดไขมัน เนื่องจากกังวลว่ายาจะทำให้ตับพัง เกิดอาการปวดข้อ หรือมองว่าเป็นเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ของโรงพยาบาล โดยตนเคารพในมุมมองส่วนบุคคลของทุกฝ่าย แต่ในวันนี้อยากจะนำเสนอในมุมมองของผู้ที่รับประทานยาจริง

 

นายแพทย์เขตต์ ได้อธิบายย้ำถึงความสำคัญของการทานยาว่า การทานยาลดไขมัน LDL จะช่วยลดระดับความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับคนปกติที่ไม่ยอมทานยาเลย ซึ่งหากคนไข้ไม่ต้องการทานยา แพทย์ก็มีหน้าที่ต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจเพื่อประเมินว่าตนเองพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่สูงมากนั้นในอนาคตหรือไม่

 

ในส่วนของชนิดยาที่ใช้ในปัจจุบันนั้น นายแพทย์เขตต์ ระบุว่ายาลดไขมันมีอยู่หลากหลายกลุ่ม แต่กลุ่มหลักที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือกลุ่มยาสแตติน ซึ่งทำหน้าที่ลดการสร้างไขมันตัวร้ายหรือ LDL คอเลสเตอรอลในร่างกาย ยานี้ได้รับการยอมรับและมีข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์สนับสนุนมากที่สุดตัวหนึ่งและมีการใช้งานมาอย่างยาวนาน สำหรับผลข้างเคียงของยา เช่น อาการปวดข้อตามที่บางคนกังวล ยืนยันว่าไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และหากเกิดขึ้นจริงก็สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นทดแทนได้ ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะของการแพ้ยาแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่มีกลุ่มคนบางส่วนไม่ต้องการรับประทานยานนั้น นายแพทย์เขตต์มองว่าเป็นเรื่องความเห็นและความเชื่อส่วนบุคคลที่ห้ามกันไม่ได้ แต่ในทางการแพทย์จะต้องยึดถือตามหลักฐานเชิงประจักษ์ และการศึกษาวิจัยทางคลินิกที่พิสูจน์แล้วว่ายาดังกล่าวสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้จริงในระยะยาว

 

หนุ่ม กรรชัย ได้เล่าถึงประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่เป็นผู้หนึ่งที่ต้องรับประทานยาลดไขมันกลุ่มสแตตินนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี จุดเริ่มต้นเกิดจากตนสังเกตเห็นว่ารอบกระจกตาของตนมีลักษณะเป็นวงสีขาวเทาขอบตาชัดเจน ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะบ่อยครั้งและรู้สึกไม่สบายตัว เมื่อไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์ได้สังเกตเห็นวงสีขาวในตาจึงได้ซักถามและส่งตรวจเลือด ผลปรากฏว่าตนมีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกือบ 400 ซึ่งถือว่าสูงมาก ทั้งที่ในขณะนั้นตนไม่ได้มีรูปร่างอ้วนเลย เมื่อทำการวิเคราะห์แยกส่วนประกอบของไขมัน พบว่าทั้งระดับ LDL และไตรกลีเซอไรด์ของตนสูงมาก โดยไตรกลีเซอไรด์สูงเกือบ 200

 

ในตอนแรกตนปฏิเสธการทานยา เนื่องจากกลัวผลข้างเคียงที่สะสมในตับร วมถึงอาการปวดข้อ แต่แพทย์ผู้รักษาได้ชี้แจงและแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ตัวแพทย์เองรวมถึงแพทย์ท่านอื่น ๆ ในโรงพยาบาลก็รับประทานยานี้เช่นเดียวกัน ตนจึงยอมเปิดใจรับประทานยาเรื่อยมา จนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลยังต้องการให้ระดับ LDL ของตนลดต่ำลงไปอีก จากเดิมที่ตนควบคุมได้อยู่ที่ประมาณ 107 ให้ต่ำว่า 100

 

นายแพทย์เขตต์ ได้อธิบายเสริมว่า ระดับเป้าหมายของ LDL จะพิจารณาตามระดับความเสี่ยงของคนไข้แต่ละราย หากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก เป้าหมายจะต้องควบคุมให้อยู่ต่ำกว่า 55 เช่นเดียวกับกรณีของพี่ปูที่ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งตอนนี้ควบคุมระดับ LDL จนอยู่ที่ 48

 

หนุ่ม กรรชัย เล่าต่อว่า ด้วยความต้องการให้ LDL ต่ำว่า 100 แพทย์จึงได้เพิ่มยาให้รับประทานคู่กันรวมเป็น 2 ตัว ซึ่งทานมาได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว และเตรียมจะไปตรวจเลือดดูผลอีกครั้งว่าลดลงหรือไม่

 

แพทย์หญิงอัญชิสา ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับไขมันเลว หรือ LDL ว่าเป็นไขมันอันตรายที่สะสมในเส้นเลือด และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์เฉียบพลันทางหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ปัจจุบันทางการแพทย์จึงให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับไขมัน ทั้งในแง่การป้องกันก่อนเกิดโรค และการป้องการซ้ำหลังการรักษาหรือผ่าตัดใส่ขดลวด เนื่องจากหลอดเลือดยังคงสามารถเสื่อมสภาพและเกิดการตีบตันซ้ำได้อีก หากไม่มีการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ให้ดี เช่น การควบคุมระดับไขมัน ระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน และการเลิกสูบบุหรี่

 

หนุ่ม กรรชัย ได้บอกเล่าประสบการณ์เพิ่มเติมในช่วงที่ตนเองเคยพยายามหยุดยาหลังจากทานไปได้ 2 เดือน โดยตนหันมาควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด ทานแต่ไข่ต้ม สลัด ผัก และงดของมันของทอดอย่างเด็ดขาด รวมถึงหักดิบเลิกสูบบุหรี่และงดทานเค็มเนื่องจากมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย แต่เมื่อหยุดยาไปได้ 2 เดือนแล้วกลับไปตรวจเลือดใหม่ ปรากฏว่าระดับไขมันพุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง จนแพทย์ต้องสั่งให้กลับไปทานยา เนื่องจากภาวะไขมันสูงของตนเกิดจากปัจจัยทางกรรมพันธุ์ ซึ่งเมื่อตนกลับไปสอบถามข้อมูลในครอบครัวก็พบว่าคุณพ่อของตนก็เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและเสียชีวิตด้วยโรคนี้เช่นกัน ตนจึงอยากฝากเตือนใจผู้ที่คิดว่าร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้วจะไม่เป็นโรค เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางรายมีกรรมพันธุ์ติดตัวที่ทำให้ร่างกายสร้างไขมันสูง ซึ่งสุดท้ายแล้วการทานยาจะต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและควบคุมดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

 

ในประเด็นการเข้าถึงยารักษาโรคที่มีราคาแพงและการตรวจรักษาของประชาชนทั่วไป ทันตแพทย์อรรถพร ได้อธิบายว่า สปสช. ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อขจัดอุปสรรคทางด้านการเงินในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนทุกคนโดยไม่แบ่งแยกฐานะ หากคนไข้มีอาการผิดปกติและแพทย์วินิจฉัยว่าต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ระบบสิทธิหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทองจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่ายา ค่าหัตถการ และการตรวจเฉพาะทาง

 

สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการป่วย แต่ต้องการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ในระบบบัตรทองก็มีโปรแกรมการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ซึ่งแบ่งตามกลุ่มอายุ เช่น กลุ่มวัยทำงานอายุตั้งแต่ 35 ปี หรือ 45 ปีขึ้นไป จะได้รับสิทธิ์ในการคัดกรองความเสี่ยงและตรวจระดับไขมันในเลือดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

 

 

นอกจากนี้ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินวิกฤตถึงแก่ชีวิตหรือกลุ่มสีแดง ประชาชนทุกสิทธิ์การรักษา ทั้งข้าราชการ ประกันสังคม หรือบัตรทอง สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน โดยหากเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่นอกโครงการจะได้รับการดูแลคุ้มครองค่าใช้จ่ายใน 72 ชั่วโมงแรก จนกว่าอาการจะเสถียร เพื่อส่งต่อกลับไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ์ ภายใต้นโยบาย UCEP

 

ประชาชนสามารถตรวจสอบสิทธิ์การคัดกรองสุขภาพของตนเองได้ผ่านทางแอปพลิชัน เป๋าตัง ในเมนูกระเป๋าสุขภาพ ซึ่งระบบจะแสดงสิทธิ์ประโยชน์คัดกรองตามเพศและช่วงอายุ พร้อมระบุรายชื่อหน่วยบริการใกล้บ้านที่สามารถไปติดต่อขอรับบริการได้ทันที หากมีข้อติดขัดในการเข้ารับบริการ สามารถติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่านช่องทาง LINE ของ สปสช. ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยประสานงานและตอบคำถามให้แก่ประชาชน

 

คุณเม่น ได้แบ่งปันอุทาหรณ์ถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตหลังผ่านการผ่าตัดบายพาสมาแล้วว่า ตนเองเพิ่งผ่านวิกฤตแอดมิตโรงพยาบาลอีกครั้ง เนื่องจากทานของมันอย่างไก่ทอด จนทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ตับอักเสบ และถุงน้ำดีอักเสบร่วมด้วย ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรงเหมือนโดนกระทืบใส่ ปวดร้าวไปถึงหลัง หายใจติดขัด และส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจนต้องนอนพักรักษาตัวและลางานไป 2 วัน นอกจากนี้ตนเองยังมีประวัติครอบครัวที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ต่างเป็นโรคหัวใจ ซึ่งแสดงถึงปัจจัยทางกรรมพันธุ์อย่างเด่นชัด ทำให้แม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายระดับไขมันก็ไม่ยอมลดลง จนแพทย์ต้องปรับเพิ่มยาให้รับประทานก่อนนอน 2 เม็ด และตอนเช้าอีก 1 เม็ด จนปัจจุบันควบคุม LDL ลงมาอยู่ที่ระดับ 115 ซึ่งแพทย์ได้เน้นย้ำกับคุณเม่นว่าจำเป็นต้องพึ่งพายาช่วยควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง เนื่องจากมีความเสี่ยงทางกรรมพันธุ์สูงมาก

 

ท้ายรายการ นายแพทย์เขตต์ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณรายการโหนกระแส ที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน ตั้งแต่เรื่องของปัจจัยเสี่ยง อาการเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง ตลอดจนสิทธิ์ประโยชน์การรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานของประเทศ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองไปจนถึงการผ่าตัดทำบายพาส

 

ขณะที่แพทย์หญิงอัญชิสา ได้ฝากเตือนให้ทุกคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเห็นความสำคัญของการทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาหรือทำการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ของโรคที่จำเป็นจริง ๆ และกล่าวว่าไม่อยากให้ใครต้องมาพบตนเองที่โรงพยาบาลเ นื่องจากตนเองมีหน้าที่ผ่าตัดหัวใจเป็นหลัก

 

ปัจจุบันสถาบันโรคทรวงอกมีอัตราการผ่าตัดหัวใจในเวลาราชการประมาณ 5 เคส และนอกเวลาราชการอีก 2 เคส ก็คือ 6 เคสต่อวัน ซึ่งถือว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่รอรับการผ่าตัดเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง โดยโรคที่ทำการผ่าตัดเป็นอันดับหนึ่งคือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รองลงมาคือโรคลิ้นหัวใจ

 

หนุ่ม กรรชัย ได้คำนวณตัวเลขให้เห็นภาพชัดเจนว่า หากในหนึ่งโรงพยาบาลมีการผ่าตัดหัวใจเฉลี่ย 6 เคสต่อวัน ตลอดทั้งเดือน ซึ่งแม้แต่วันเสาร์-อาทิตย์แพทย์ก็ยังผ่าตัด จะมีผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจสูงถึงประมาณ 180 เคสต่อเดือนต่อหนึ่งโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนว่าโรคนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนอย่างยิ่ง ตนจึงอยากวิงวอนให้ผู้ชมหันมาใส่ใจและป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะภาวะหัวใจวายเฉียบพลันสามารถทำให้คนล้มลงหรือเสียชีวิตขณะหลับไปได้ทันทีโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วจะไม่รับรู้ความเจ็บปวดใด ๆ แต่ความสูญเสียและคำว่า “ไม่น่าเลย” หรือ “รู้อย่างนี้” จะตกอยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สามี ภรรยา หรือลูกหลาน

 

สุดท้ายนี้ หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวอุทิศส่วนกุศลและผลบุญจากการจัดรายการในวันนี้ให้กับคุณเร แม๊คโดแนลด์ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณแพทย์ทุกท่าน พี่ปู และคุณเม่น ที่มีร่วมแบ่งปันเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#โรคหัวใจ#เส้นเลือดหัวใจตีบ#หลอดเลือดหัวใจ#เปลี่ยนถ่ายหัวใจ