เพจจ๋อแจ๊ะจับโจร เผยภารกิจตามหาเด็กหาย หลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทีมจ๋อ บูรณาการร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา สามารถติดตามพบตัวเด็กสาววัยไม่บรรลุนิติภาวะได้อย่างปลอดภัย หลังหายออกจากบ้านนานถึง 16 วัน ก่อนพากลับคืนสู่อ้อมกอดครอบครัว
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ผู้ปกครองเข้าแจ้งตำรวจว่า ลูกสาวหายออกจากบ้าน ไม่สามารถติดต่อได้ ช่วงแรกครอบครัวยังคิดว่าเด็กอาจออกไปเที่ยวหรือเตร็ดเตร่เพียงชั่วคราว แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่มีวี่แววว่าจะเดินทางกลับ และแทบไม่มีเบาะแสให้ติดตาม จึงประสานมูลนิธิกระจกเงาเข้ามาช่วยค้นหา
จากการไล่ตรวจสอบข้อมูลและแกะรอยทีละจุด พบว่าเด็กสาวเดินทางผ่านหลายจังหวัดในภาคตะวันออก ก่อนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพียงลำพัง โดยเบื้องต้นไม่พบร่องรอยว่าถูกล่อลวง ไม่มีบุคคลอื่นร่วมเดินทาง และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องชู้สาว เธอใช้ชีวิตแบบไม่มีจุดหมายแน่นอน บางคืนอาศัยนอนบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ บางคืนเลือกสถานที่ที่มีแสงไฟ หรือหาห้องเช่ารายวันราคาถูกเพื่อพักค้างคืน
ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก เด็กสาวยังเขียนไดอารี่ โดยจะหยิบสมุดมาบันทึกเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน เปรียบเสมือนพื้นที่เล็กๆ ที่ใช้เก็บเรื่องราวระหว่างการเดินทาง สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลให้ครอบครัวอย่างมาก เพราะเด็กสาวเป็นเด็กตั้งใจเรียนและไม่เคยมีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทางมาก่อน
วันเวลาผ่านนานกว่าสองสัปดาห์ ความกังวลของครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เพราะต่างรู้ดีว่าเงินที่เด็กสาวพกติดตัวมาคงไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตนอกบ้านเป็นเวลานาน ขณะที่มูลนิธิกระจกเงายังคงติดตามเบาะแสอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเข้าสู่วันที่ 16 ของการหายตัวไป
ต่อมาได้มีการประสาน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.ก่อนส่งเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. ทีมจ๋อ เข้าร่วมภารกิจกับมูลนิธิกระจกเงา เพื่อเร่งค้นหาตัวเด็กสาวอย่างเต็มกำลัง แต่การสืบสวนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากแทบไม่มีข้อมูลทางเทคโนโลยีที่จะสามารถระบุตำแหน่งของเด็กได้ ทีมจึงต้องกลับมาใช้วิธีพื้นฐานของงานสืบสวน คือการลงพื้นที่สอบถามผู้คนและไล่ตามหาเบาะแสจาก “คน ตาม คน”
กระทั่งทีมพบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างรายหนึ่ง ซึ่งเมื่อเห็นภาพเด็กสาวแล้วสามารถจำได้ว่าเคยรับเด็กคนนี้มาก่อน กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่อาจนำไปสู่ตัวเด็ก แต่ปัญหาคือวินมอเตอร์ไซค์จำไม่ได้ว่าครั้งนั้นพาเด็กไปส่งที่ใด เนื่องจากวันดังกล่าวมีผู้โดยสารจำนวนมากและเหตุการณ์ผ่านมาแล้วหลายวัน
ทีมสืบจึงนำข้อมูลจากความทรงจำของวินมอเตอร์ไซค์มาค่อยๆ ไล่เส้นทาง โดยพาออกตระเวนย้อนตรวจสอบสถานที่ต่างๆ ทีละจุด แม้หลายแห่งจะไม่พบเบาะแส แต่เจ้าหน้าที่ยังคงค้นหาต่อไปจนถึงจุดสุดท้ายที่วินมอเตอร์ไซค์พอจำได้ ก่อนเส้นทางจะพามาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งในพื้นที่ย่านบึงกุ่ม
และที่นั่นเอง เจ้าหน้าที่พบเด็กสาวที่กำลังตามหา หลังหายออกจากบ้านนานถึง 16 วัน เมื่อได้พูดคุยกับเด็ก เรื่องราวตลอดช่วงเวลาที่หายตัวไปจึงค่อยๆ เปิดเผย และพบว่าเบื้องหลังไม่ได้เป็นเพียงการหนีออกจากบ้านอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ
เจ้าของร้านอาหารเล่าว่า ก่อนหน้านี้พบเด็กสาวมานอนอยู่บริเวณหน้าร้านในช่วงกลางดึก ลักษณะคล้ายคนไม่มีที่พักและไม่รู้จะไปไหน ด้วยความสงสารจึงช่วยเหลือทั้งเรื่องเงิน ที่พัก และเปิดโอกาสให้ทำงาน โดยให้ค่าจ้างวันละ 500 บาท ตอนแรกตั้งใจให้ช่วยงานเพียง 2 วัน แต่เด็กสาวกลับขอทำงานต่อ เพราะมีเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ นั่นคืออยากเก็บเงินให้ได้ 15,000 บาท เพื่อนำเงินกลับไปให้คนที่บ้าน
เมื่อเจ้าของร้านทราบถึงความตั้งใจ จึงให้เด็กสาวทำงานต่อเรื่อยมา รวมระยะเวลาประมาณ 10 วัน ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ว่า แม้เด็กสาวจะออกจากบ้านและใช้ชีวิตเพียงลำพัง แต่เธอยังคงคิดถึงครอบครัว และตั้งใจหาเงินเพื่อกลับไปมอบให้คนทางบ้าน
ตลอด 16 วันที่อยู่นอกบ้าน เด็กสาวอาจมองว่าตัวเองยังสามารถดูแลและจัดการชีวิตได้ด้วยตัวเอง ขณะที่คนในครอบครัวกลับต้องเผชิญกับความกังวลและพยายามทุกวิถีทางเพื่อตามหาเธอ โดยมีทั้งมูลนิธิกระจกเงา ครอบครัว และทีมสืบสวนร่วมกันตามรอยจนพบตัวในที่สุด
เงิน 15,000 บาทที่เด็กสาวตั้งใจเก็บกลับบ้าน จึงกลายเป็นรายละเอียดสำคัญที่สะท้อนว่า ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เธอยังไม่ได้ลืมครอบครัว เพียงแต่เลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เธอคิดว่าสามารถทำได้
ขณะที่ทีมติดตามอยากฝากถึงเด็กสาวว่า สำหรับครอบครัวแล้ว เงินจำนวนเท่าใดก็ไม่สำคัญเท่ากับการได้รู้ว่าลูกยังปลอดภัย และในที่สุด วันที่ 9 ก.ย.2569 เวลา 21.59 น. ภารกิจตามหาเด็กที่หายออกจากบ้านนาน 16 วัน ก็สิ้นสุดลงด้วยข่าวดีว่า “เจอน้องแล้ว”
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงาได้พาเด็กสาวกลับถึงบ้านและกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวอย่างปลอดภัย จากเด็กคนหนึ่งที่หายออกจากบ้าน กลายเป็นการเดินทางเพียงลำพังผ่านหลายจังหวัด ใช้ชีวิตตามสถานที่ต่างๆ มีทั้งคืนที่ต้องนอนข้างทาง การเขียนไดอารี่ เงิน 15,000 บาทที่ตั้งใจเก็บกลับบ้าน และเบาะแสจากความทรงจำของวินมอเตอร์ไซค์ที่ทีมสืบต้องค่อยๆ ไล่ย้อนกลับไปทีละจุด
ภารกิจครั้งนี้จึงจบลงด้วยการพาเด็กสาวกลับบ้านอย่างปลอดภัย และเป็นอีกครั้งที่งานของทีมจ๋อไม่ได้มีเพียงการติดตามจับกุมผู้กระทำผิด แต่ยังรวมถึงการช่วยพาเด็กคนหนึ่ง กลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวอีกครั้ง