รายการโหนกระแสวันนี้ยังตามต่อ เส้นเงินบริจาคมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี "หนุ่ม กรรชัย " เป็นพิธีกร โดยมีทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ คุณเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และ นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวนทางการเงิน รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองคดี 1 และทีมโฆษกสำนักงาน ปปง.
โดยในรายการ ได้มีการพูดคุยเรื่องที่ บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งสื่อมวลชนจำนวนมากเบียดกันเพื่อขอสัมภาษณ์ สุดท้ายบุ๋มยอมพูดสั้น ๆ ว่า
"บุ๋มขอโทษสังคมและผู้ร่วมบริจาคทุกท่านจากใจ ยอมรับเลยว่าเป็นความผิดพลาดที่บุ๋มไว้ใจคนข้างตัว คนที่ไว้ใจมากที่สุด วันนี้จึงมาแจ้งความดำเนินคดี เพื่อเอาทรัพย์สินคืนมาให้ได้มากที่สุด ส่วนไหนที่ต้องรับผิดชอบหรือผิดพลาดไป บุ๋มจะเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาจัดการให้ถูกต้อง บุ๋มจะไม่ถอย ไม่หนีไปไหน และพร้อมให้ปากคำและแสดงเอกสารทุกอย่าง"
ทั้งนี้ในการแจ้งความ บุ๋มระบุว่าได้มอบหมายด้วยวาจาให้ นายอธิป (ก๊อต) ผู้เป็นสามี ดูแลบริหารงานของมูลนิธิองค์กรทำดี ต่อมามีการซื้อที่ดินที่คลอง 8 จ.ปทุมธานี เพื่อสร้างที่ทำการมูลนิธิ นายอธิป เป็นผู้หาช่าง นำใบเสนอราคา (BOQ) มาให้ดู และแจ้งให้บุ๋มจ่ายค่างวด ตั้งแต่ปี 67 ถึง 69 รวมแล้วกว่า 50 ล้านบาท บุ๋มอ้างว่าเพิ่งรู้ว่าถูกหลอกเมื่อ 2 พ.ย. 69 ตอนที่นายอธิปโฟนอินเข้ามาในรายการโหนกระแสและยอมรับว่าเป็นคนดูแลการก่อสร้างเอง จึงแจ้งความเอาผิดนายอาทิตย์และนายอภิชาติ (ช่างเอ๋) ฐานร่วมกันฉ้อโกง
ขณะที่ทนายเดชาเล่าว่า ช่างเอ๋เป็นลูกความเก่าของตน ช่างเอ๋กับก๊อตตั้งบริษัทด้วยกันโดยถือหุ้น 60:40 รับสร้างบ้านขายในโครงการพูลวิลลาที่ภูเก็ต แล้วมีปัญหาเรื่องค่าจ้างค้างจ่าย 2.7 ล้านบาท ต่อมามีเงินจากองค์กรทำดีโอนเข้าบริษัทของช่างเอ๋เป็นจำนวนมาก แล้วถูกสั่งให้โอนต่อไปให้ก๊อต ซึ่งน่าจะเกิน 50 ล้านบาท ตอนนี้ยังรวบรวมหลักฐานอยู่ ช่างเอ๋ ถูกสรรพากรเรียกตรวจเพราะเงินไหลเข้าบัญชีแต่ไม่ได้เสียภาษี จึงมาปรึกษาตนเมื่อต้นเดือน ส.ค. หลังได้รายการเดินบัญชี (Statement) วันที่ 12 ส.ค. จึงไปแจ้งความทุกเรื่อง
ทนายเดชาระบุว่าเมื่อเข้าไปดูไซต์งาน พบว่ามีการเอาป้ายมูลนิธิมาติด บ้านหลังหนึ่งถูกทุบ และเหล็กถูกนำไปขาย นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า ก๊อตให้ช่างเอ๋หาคนไปบุกรุกป่า จนช่างเอ๋ต้องไปมอบตัว และอ้างว่ามีการปลอมลายเซ็นของบุ๋มเพื่อปิดบริษัท
ส่วนที่บุ๋มบอกว่าไม่รู้เรื่องการสร้างพูลวิลลา ทนายเดชามองว่าเป็นข้อต่อสู้ตามสิทธิของผู้ที่กำลังจะตกเป็นผู้ต้องหา แต่ตนเชื่อว่า บุ๋มรู้ด้วยเหตุผลว่า
ส่วนที่ บุ๋มแจ้งความ ช่างเอ๋ ฐานร่วมกันฉ้อโกง ทนายเดชากล่าวว่าเป็นสิทธิของเขา ตนจะพาช่างเอ๋ไปให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน อะไรที่ผิดก็รับสารภาพและซัดทอดผู้สั่งการ ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 85/1 ศาลอาจลดโทษให้ได้ แต่ถ้าพบว่าเป็นการแจ้งความเท็จก็พร้อมแจ้งความกลับ "ในเมื่อคุณบอกว่าไม่รู้จักเรา แล้วเราจะไปหลอกคุณได้ตรงไหน"
ทนายเดชายังชี้ว่า ข้อบังคับมูลนิธิกำหนดว่าการใช้เงินเกิน 500,000 บาทต้องเสนอที่ประชุมกรรมการและลงมติ แต่กรณีนี้ไม่มีสัญญาจ้าง มีเพียงใบเสนอราคา คนที่สั่งโอนเงินเป็นสามีซึ่งไม่ได้อยู่ในมูลนิธิ และโอนหลายครั้งด้วยเงินจำนวนมาก การชี้แจงจึงทำได้ยาก ทั้งนี้ฉ้อโกงประชาชนมีโทษกรรมละไม่เกิน 5 ปี ฟอกเงินกรรมละไม่เกิน 10 ปี และการโอนแต่ละครั้งอาจนับเป็นกรรมแยกกัน
ด้านคุณเอกภพตั้งข้อสังเกตว่า วันแรกบุ๋มตอบผ่านไลน์ว่าไม่รู้แม้แต่ใบอนุญาตก่อสร้าง และอ้างว่าถูกปลอมลายเซ็น แต่เมื่อวานกลับยอมรับว่ารู้ว่ามีการเปลี่ยนจากบ้านพักอาศัยเป็นพูลวิลลา นอกจากนี้บุ๋มยังโอนเงินให้ผู้รับเหมารายอื่นที่สร้างมูลนิธิคลอง 8 ด้วย แปลว่ารู้ว่าช่างคนไหนสร้างที่ไหน จึงต้องอธิบายว่าเพราะอะไรถึงโอนเงินหลายสิบล้านให้ช่างเอ๋ ซึ่งสร้างบ้านอยู่ที่ภูเก็ต
คุณเอกภพยังตั้งคำถามว่าทำไมบางงวดจ่ายด้วยการนำเงินสดไปฝากเข้าบัญชีผู้รับเหมา เช่น 1.08 ล้านบาท และ 1.8 ล้านบาท แทนการสั่งจ่ายเช็คพร้อมใบสำคัญจ่ายและใบกำกับภาษีตามปกติ และถามว่าทำไมเมื่อรู้ว่าถูกหลอก จึงรอหลายวันกว่าจะไปแจ้งความ
ต่อมาทางรายการเปิดคลิปที่บุ๋มโพสต์เมื่อ 26 ก.ย. 68 ชวนร่วมบริจาคสมทบซื้อปูนสร้างบังเกอร์และห้องน้ำให้ลูกทหารชายแดน แล้วนำไปเทียบกับรายการเดินบัญชีของช่างเอ๋ พบว่าช่วงวันที่ใกล้เคียงกันมีเงินจากบัญชีองค์กรทำดีโอนเข้าหลายรายการ เช่น 97,000 บาท และ 1 ล้านบาท รวมราว 6 ล้านบาท ทางรายการย้ำว่าไม่ได้กล่าวหา อาจเป็นความบังเอิญ แต่บุ๋มควรต้องชี้แจง
ขณะที่คุณวิทยาพร โฆษก ปปง. อธิบายว่าคดีนี้มีความผิดมูลฐานคือฉ้อโกงประชาชน ตามมาตรา 3(3) และมีการดำเนินคดีฐานฟอกเงินตามมาตรา 5 ปปง. ทำงานได้ 2 ส่วน ส่วนแรกคือวิเคราะห์ธุรกรรมและความเชื่อมโยงส่งให้ตำรวจ ส่วนที่สองคือดำเนินการกับทรัพย์สิน โดยเสนอคณะกรรมการธุรกรรมให้ยึดหรืออายัด เพื่อนำเงินคืนหรือชดใช้ให้ผู้เสียหาย ส่วนนี้ไม่ผูกกับผลคดีอาญา แม้อัยการจะไม่ฟ้องหรือศาลยกฟ้อง ถ้าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดก็ยึดได้ และในกรณีเร่งด่วน เลขาธิการ ปปง. สั่งอายัดได้ทันที
ปปง. ไม่ได้ตรวจแค่ผู้กระทำผิด แต่ตรวจถึงผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย ได้แก่ ญาติ สามีภรรยา บุตร คนในทะเบียนบ้านเดียวกัน คนที่ทำนิติกรรมร่วมกัน หรือคนที่มีเส้นเงินร่วมกัน ทรัพย์สินที่ได้มาในช่วงกระทำผิด เช่น กระเป๋า เบี้ยประกันชีวิต หรือแม้แต่ค่าทนาย ถ้าเงินมาจากเส้นเดียวกัน จะโอนต่อไปกี่ทอดก็ยึดได้ แต่หากเจ้าของพิสูจน์ได้ว่าเป็นรายได้สุจริตที่แยกเส้นเงินกันชัดเจน เช่น รายได้จากงานพิธีกรหรือนักแสดง ก็ต้องพิจารณาแยกกัน
กรณีที่ฝ่ายบุ๋ม บอกว่าจะขายบ้านมาชดใช้ ปปง. ระบุว่าถ้าทรัพย์สินถูกยึดหรืออายัดแล้ว การยักย้ายหรือโอนต่อถือเป็นความผิด และ ปปง. จะตามอายัดทุกทอด
ส่วนเรื่องข้อถกเถียงว่า คดีนี้เป็นฉ้อโกงหรือยักยอก ปปง. อธิบายว่าฉ้อโกงประชาชนคือมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่แรก ซึ่งรวมถึงการปกปิดความจริงด้วย ส่วนยักยอกที่ทำเป็นปกติธุระก็เป็นความผิดมูลฐานเช่นกัน ไม่ว่าทางไหนก็ยังเข้าข่ายฟอกเงินได้ ปกติตำรวจจะดำเนินคดีความผิดมูลฐานก่อนแล้วค่อยดำเนินคดีฟอกเงิน ปปง. ยืนยันว่ามีข้อมูลธุรกรรมจากธนาคารครบแล้ว