รายการโหนกระแสวันนี้ (28 ก.ย. 2569) พูดคุยถึงสถานการณ์ฝนตกแช่ต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ ซึ่งประชาชนได้ตั้งคำถามถึงการทำงานของภาครัฐ เกี่ยวกับการเฝ้าระวัง และการแจ้งเตือน รวมถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือ
รศ. ดร. เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานกรรมการ มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาช่องว่างสำคัญในการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยระบุว่า หน่วยงานเตือนภัยมักประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปในการเตือนภัยระดับปกติ (ประเมินปริมาณฝนไว้ประมาณ 80-100 มิลลิเมตร) ทั้งที่สถานการณ์จริงมีความเสี่ยงฝนตกหนักสุดขั้วสูงถึง 300ข400 มิลลิเมตร ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นไม่ได้เตรียมการรับมืออย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังอธิบายถึงโครงสร้างการเตือนภัยว่าแบ่งออกเป็นสองระดับ คือ T-alert (ส่วนกลาง) ที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนภาพรวมระดับประเทศหรือจังหวัด และ L-alert (ท้องถิ่น) ซึ่งมีความสำคัญที่สุดเพราะท้องถิ่นเป็นผู้รู้จุดเปราะบาง ประชาชนในพื้นที่ และต้องประเมินความเสี่ยงเจาะจงเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้ทันท่วงที
ทั้งนี้ ดร. เสรี มองว่าแม้ในทางวิชาการสากล เหตุการณ์ครั้งนี้อาจยังไม่เข้าเกณฑ์ ‘มหาอุทกภัย’ เมื่อเทียบกับปี 2554 แต่นี่คือบทเรียนสำคัญ เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ฝนตกหนักระดับนี้เกิดขึ้นถี่ขึ้น จากเดิมรอบ 70 ปี จะกลายเป็นเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปี
ขณะที่ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการด้านธรณีวิทยา และนักเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สะท้อนมุมมองในฐานะตัวแทนประชาชนว่า การเตือนภัยของภาครัฐในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องภาษา โดยส่วนใหญ่มักใช้ “ภาษาราชการ” หรือข้อมูลตัวเลขเชิงวิชาการที่ไม่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการจริง ๆ คือการสื่อสารด้วย “ภาษาคน” ที่เข้าถึงง่าย และบอกคำแนะนำในการปฏิบัติตนที่ชัดเจน เช่น ต้องย้ายรถขึ้นที่สูงเมื่อใด ต้องเตรียมความพร้อมผู้ป่วยหรือสัตว์เลี้ยงอย่างไร ต้องตุนอาหารหรือไม่ หรือเส้นทางใดควรงดเดินทาง
นอกจากนี้ อาจารย์ศศิน ยังเน้นย้ำว่าหน่วยงานรับผิดชอบหลักอย่าง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ต้องเป็นเจ้าภาพที่ฉุกคิดหรือ “เอ๊ะ?” เมื่อพบสภาพอากาศผิดปกติหรือหย่อมความกดอากาศแช่ตัว เพื่อประเมินและส่งสัญญาณเตือนให้ตรงจุด ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องคาดเดาความเสี่ยงเอาเอง ทั้งยังมองว่าชาวบ้านไม่สนใจนิยามมหาอุทกภัยระดับสากล เพราะหากน้ำท่วมบ้านในจุดที่ไม่เคยท่วมมาก่อน นั่นก็ถือเป็นมหาอุทกภัยสำหรับชีวิตพวกเขาแล้ว
นอกจากนี้ อาจารย์ศศิน ยังได้ประกาศขอวอนไปยังหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ว่า ขอสั่งห้ามนำคำว่า “เฝ้าระวัง” และ “เอาอยู่” มาใช้ในการสื่อสารกับประชาชนโดยเด็ดขาด! ทำเอา หนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวเสริมทันทีว่า เหมือนเป็นคำกาลกิณี
อาจารย์ศศิน ให้เหตุผลว่า คำว่า “เฝ้าระวัง” เป็นคำที่ไร้ประสิทธิภาพในเชิงปฏิบัติ เพราะประชาชนไม่สามารถเฝ้าระวังน้ำท่วมได้ เปรียบเหมือนการสั่งให้เฝ้าระวังหมากัด ซึ่งไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเมื่อมวลน้ำหรือภัยพิบัติมาถึงหน้าบ้านแล้ว สิ่งที่ภาครัฐต้องสื่อสารแทนคือคำว่า “เตรียมตัวรับสถานการณ์” หรือ “เตรียมรับมือ” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและหน่วยงานเกิดการลงมือปฏิบัติจริง เช่น ถอดปลั๊กไฟ ยกของขึ้นที่สูง หรือย้ายรถ
ส่วนคำว่า เอาอยู่ ก็เป็นคำที่ไม่ควรพูดเช่นกัน เนื่องจากในสถานการณ์จริง ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าจะควบคุมน้ำได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบางหรือจุดใต้ดินอย่างอุโมงค์และชั้นจอดรถ