รายการโหนกระแสวันนี้ ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้หยิบยกประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เกี่ยวกับความขัดแย้งและคดีความที่เกี่ยวข้องกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก โดยในวันนี้ทางรายการได้พยายามติดต่อไปยังบิ๊กโจ๊กเพื่อให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ไม่สามารถติดต่อได้เนื่องจากมีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ทางทีมงานจึงติดต่อไปยังทนายความส่วนตัว ซึ่งทนายความแจ้งว่าบิ๊กโจ๊กไม่ได้หนีไปไหน และพร้อมจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม แต่ขอเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานก่อน และมองว่าการออกมาพูดโต้ตอบกันไปมาในขณะนี้อาจดูไม่เหมาะสม จึงขอเวลาสักพักแล้วจะออกมาแถลงทีเดียว
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รายการจึงได้เชิญ พันตำรวจเอก เขมรินทร์ พิสมัย หรือ ผู้กำกับเปียก อดีตคนสนิทของบิ๊กโจ๊ก มาร่วมพูดคุย พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต และ ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ที่มาร่วมรายการในฐานะส่วนตัว
ในช่วงเริ่มต้น หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงที่มาของชื่อเล่น "เปียก" ซึ่งพันตำรวจเอก เขมรินทร์ เล่าว่าเป็นธรรมเนียมของนักเรียนเก่าวชิราวุธที่จะมีการตั้งฉายาหรือชื่อใหม่เมื่อเข้าเรียน เพื่อให้ทิ้งตัวตนเดิมจากที่บ้าน โดยชื่อเล่นจริงๆ ของตนคือ "แนน" ซึ่งเป็นลูกคนกลางในพี่น้องสามคนคือ หนึ่ง แนน และนุ๊ก แต่เมื่อเข้าสู่วงการตำรวจ เพื่อนฝูงและคนในวงการก็เรียกชื่อเปียกกันจนติดปาก แทบไม่มีใครเรียกชื่อแนนอีกเลยนอกจากญาติสนิท
เมื่อย้อนถามถึงความสัมพันธ์และการเริ่มทำงานกับบิ๊กโจ๊ก ผู้กำกับเปียกเล่าว่าเริ่มเข้าไปทำงานให้ท่านตั้งแต่ช่วงปี 2560 สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับสืบสวน สน.ห้วยขวาง โดยในขณะนั้นบิ๊กโจ๊กดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และได้รับการประสานจากสถานทูตจีนให้ช่วยติดตามคดีนักธุรกิจจีนที่ถูกหลอกมาลงทุนและถูกเรียกค่าไถ่ ซึ่งในเวลานั้นบิ๊กโจ๊กยังไม่มีทีมงานนักสืบเป็นของตนเอง ผู้บังคับบัญชาของเปียกในขณะนั้นซึ่งสนิทกับบิ๊กโจ๊กจึงแนะนำให้เปียกเข้าไปช่วยสืบสวน
ผลจากการเข้าไปทำคดีแรก ผู้กำกับเปียกสามารถคลี่คลายคดี ช่วยเหลือเหยื่อ และจับกุมผู้กระทำความผิดได้ทั้งหมด ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้ทำคดีสำคัญต่อมาอย่างต่อเนื่อง เช่น คดีแก๊งจารีตอุ้มนักธุรกิจเรียกค่าไถ่ที่จับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 20 คน รวมถึงนายทหารระดับสูง และคดีปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องเดินทางไปสืบสวนในต่างประเทศถึง 8-9 ประเทศ จนสามารถจับกุมตัวการใหญ่และทำให้แก๊งสแกมเมอร์หายไปจากไทยช่วงหนึ่ง
ในประเด็นเรื่องใครเป็นคนชักชวนใครเข้ามาทำงาน ผู้กำกับเปียกยืนยันว่าตนเป็นคนชักชวนพี่ชาย คือ พันตำรวจเอก ภาคภูมิ พิสมัย หรือ รองหนึ่ง เข้ามาทำงานกับบิ๊กโจ๊ก ไม่ใช่พี่ชายชวนตน โดยเริ่มจากคดีสแกมเมอร์ที่มีผู้ต้องหาหนีไปกบดานในพื้นที่ภาคอีสานแถบขอนแก่น จึงขอให้พี่ชายช่วยประสานงานจนได้เข้ามาร่วมทีมกันในที่สุด ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นพี่ชายก็มีผลงานโดดเด่นอย่างคดีเปรี้ยวฆ่าหั่นศพและคดีปล้นพิพิธภัณฑ์อยู่แล้ว
หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงสาเหตุที่ผู้กำกับเปียกออกมาโพสต์ข้อความ 10 ข้อผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อน โดยผู้กำกับเปียกอธิบายว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาหลังจากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีมินนี่ ตนเลือกที่จะนิ่งเงียบและไม่สื่อสารกับใครนอกจากครอบครัว เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อมีข่าวของพี่ชาย (รองหนึ่ง) นำข้อมูลเรื่องทองคำไปให้พนักงานสอบสวนจนกลายเป็นกระแสสังคม ทำให้เพื่อนฝูงและคนใกล้ชิดต่างพากันโทรมาสอบถามและแสดงความเป็นห่วงตนเป็นจำนวนมาก จนตนรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องคอยตอบคำถามซ้ำๆ
ด้วยความรู้สึกอัดอั้นและต้องการสื่อสารกับคนใกล้ชิด ผู้กำกับเปียกจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความ 10 ข้อนั้นลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะที่ยังสวมชุดนอนอยู่ โดยไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นข่าวสาธารณะ แต่ต้องการชี้แจงให้คนรอบข้างเข้าใจสถานการณ์ โดยภาพประกอบในโพสต์ที่เป็นรูปสวมชุดนอนนั่งดื่มกาแฟกับตุ๊กตาคาปิบาร่านั้น ก็เป็นภาพเหตุการณ์จริงในขณะนั้น ไม่ได้มีเจตนาจะล้อเลียนการแต่งกายของบิ๊กโจ๊กแต่อย่างใด แม้หนุ่ม กรรชัย จะตั้งข้อสังเกตว่าสไตล์การแต่งตัวคล้ายกันก็ตาม
ประเด็นทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนระหว่างคดี "มินนี่" และคดี "BNK Master" ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย โดยผู้กำกับเปียกอธิบายว่า เดิมทีคดีมินนี่ (ซึ่งตนและพี่ชายตกเป็นผู้ต้องหา) กับคดี BNK (ซึ่งบิ๊กโจ๊กตกเป็นผู้ต้องหา) เป็นคนละคดีกัน แต่มีการเชื่อมโยงกันผ่านเส้นทางการเงินและตัวบุคคลคือ พันตำรวจโท คริษฐ์ ซึ่งเป็นนายตำรวจติดตามของบิ๊กโจ๊กและดูแลบัญชีค่าใช้จ่ายต่างๆ ผู้กำกับเปียกชี้แจงว่าตนได้รับโอนเงินจากบัญชีที่คริษฐ์ถืออยู่เพียงจำนวนน้อยและเป็นครั้งคราว โดยครั้งที่มากที่สุดคือ 5 แสนบาทซึ่งเป็นการยืมมาจัดงานศพ และศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาในส่วนของผู้ต้องหาพลเรือนแล้วว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่มาจากการกู้ยืมและมีการคืนกันจบสิ้นแล้ว ไม่ใช่เงินจากเว็บพนันหรือเงินสกปรกแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกส่งไปยัง ป.ป.ช. โดยมีการรวมเรื่องราวของทั้งสองคดีเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้กำกับเปียกมองว่า หากคดีของตนได้รับการพิจารณาในศาลอาญาปกติเช่นเดียวกับพลเรือน ตนก็น่าจะพ้นข้อกล่าวหาไปแล้วเช่นกัน เพราะพยานหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นธุรกรรมที่บริสุทธิ์ แต่เมื่อคดีไปอยู่ที่ ป.ป.ช. กระบวนการจึงยังค้างคาอยู่ ทั้งนี้ ผู้กำกับเปียกยืนยันว่าตนไม่ได้ต้องการจะเลือกปฏิบัติหรือวิ่งเต้นให้คดีไปอยู่ที่ไหน เพราะมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ตำรวจ หรือ ป.ป.ช. ตนก็มีความบริสุทธิ์
หนุ่ม กรรชัย เจาะลึกเข้าสู่ประเด็นเรื่อง "ทองคำ" ที่เป็นข่าวดัง ผู้กำกับเปียกเปิดเผยว่าตนทราบเรื่องนี้จากพี่ชาย (รองหนึ่ง) โดยรองหนึ่งเล่าให้ฟังว่าได้รับคำสั่งจากบิ๊กโจ๊กให้นำของไปมอบให้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง โดยให้หาทีมงานบันทึกภาพวิดีโอและสะกดรอยตามตั้งแต่ต้นจนจบภารกิจ ซึ่งผู้กำกับเปียกยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่ทำไมคนระดับนั้นซึ่งมีความสนิทสนมกันถึงต้องให้พี่ชายตนเป็นคนดำเนินการและต้องมีการบันทึกภาพไว้ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งนายก็ต้องทำ
ด้วยสัญชาตญาณนักสืบและความไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ ผู้กำกับเปียกจึงแนะนำพี่ชายว่า หากเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำ ก็ควรจะ "บันทึกซ้อนบันทึก" เอาไว้ คือนอกจากจะบันทึกตามคำสั่งนายแล้ว ให้พี่ชายบันทึกหลักฐานการสนทนาและเหตุการณ์ต่างๆ ไว้เป็นของตัวเองด้วยเพื่อป้องกันตัวในอนาคต ซึ่งคำแนะนำนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปและเรื่องเงียบหาย จู่ๆ ก็มีบุคคลที่ 3 ติดต่อมาให้พี่ชายของตนรับสมอ้างว่าทองคำดังกล่าวเป็นของพี่ชายเอง โดยมีการยื่นข้อเสนอจะยกทองคำมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท (มูลค่าในขณะนั้น) ให้ฟรีๆ แลกกับการรับผิดแทน
ดร.กฤษณพงค์ ได้ร่วมวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ว่า การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผนประทุษกรรมที่มักพบเห็นได้ในวงการการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล การสั่งให้บันทึกภาพไว้อาจมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองหรือแบล็กเมล์ในภายหลังหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามตกลง โดยเชื่อมโยงกับกรณีคลิปหลุดที่บ้านอาจารย์วันนอร์ ซึ่งผู้กำกับเปียกยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้พี่ชายของตนตัดสินใจถอยออกมาจากขบวนการ เพราะเริ่มเห็นสัญญาณว่าตนเองอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือและอาจต้องรับเคราะห์แทน
ในส่วนของเหตุการณ์ส่งมอบทองคำ ทนายสายหยุดให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากการสอบสวนของตำรวจว่า พยานคนขับรถ (นายสุรศิษฎ์) ได้ให้การว่าในวันเกิดเหตุ ตนขับรถพาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านหนึ่งไปที่จุดนัดพบ โดยในรถมีผู้โดยสารรวม 4 คน (ไม่ใช่ 3 คนตามที่เข้าใจตอนแรก) และเมื่อไปถึง รองหนึ่งก็ได้นำถุงใส่ทองคำมายื่นให้และยกมือไหว้ก่อนจะแยกย้ายกันไป ซึ่งข้อมูลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่รองหนึ่งเปิดเผย โดยทนายสายหยุดชี้ว่า การสอบสวนคนขับรถนั้นเป็นไปตามกระบวนการปกติเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง ไม่ใช่การอุ้มหายหรือรีดข้อมูลตามที่มีการกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้าม
ประเด็นเรื่อง "กลุ่มกุนซือ" หรือที่ปรึกษาของบิ๊กโจ๊ก ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในรายการ ผู้กำกับเปียกยอมรับว่ามีกลุ่มคนดังกล่าวอยู่จริง ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ ทั้งทนายความ อดีตข้าราชการ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาให้คำแนะนำบิ๊กโจ๊ก โดยผู้กำกับเปียกมองว่าคำแนะนำจากกลุ่มคนเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ของบิ๊กโจ๊กแย่ลง เช่น การแนะนำไม่ให้ไปพบพนักงานสอบสวนจนถูกออกหมายจับ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของทีมงานตำรวจดั้งเดิมที่เคยทำงานร่วมหัวจมท้ายกันมา
หนุ่ม กรรชัย ถามถึงความร่ำรวยและทรัพย์สินของบิ๊กโจ๊กที่มีข่าวลือว่ามีเป็นหมื่นล้าน ผู้กำกับเปียกตอบปฏิเสธว่าตนไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะตนทำงานให้ท่านเฉพาะเรื่องงานสืบสวนปราบปรามเท่านั้น ส่วนเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวน่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มคนอื่นที่ดูแล ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างการทำงานที่แบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจนเหมือนบริษัท ใครดูเรื่องเงิน ใครดูเรื่องงาน ก็จะไม่ก้าวก่ายกัน ทำให้ลูกน้องในแต่ละสายงานอาจไม่รู้วงจรชีวิตทั้งหมดของนาย
เกี่ยวกับข่าวลือเรื่องการทำร้ายร่างกายลูกน้อง ผู้กำกับเปียกยืนยันในโพสต์ข้อที่ 6 ของเขาว่า ตนไม่เคยถูกบิ๊กโจ๊กทำร้ายร่างกาย เพราะท่านทราบดีว่าตนเป็นคนอย่างไร หากโดนกระทำตนคงมีการโต้ตอบแน่นอน แต่ยอมรับว่าเคยได้ยินข่าวเรื่องการทำร้ายร่างกายลูกน้องคนอื่นบ้าง และเคยเห็นอารมณ์เหวี่ยงวีนของเจ้านาย แต่ไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับตน
ดร.กฤษณพงค์ ให้ความเห็นในเชิงโครงสร้างว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงระบบอุปถัมภ์และการวิ่งเต้นในวงการราชการไทย โดยเฉพาะเมื่อมีองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. เข้ามาเกี่ยวข้องกับข้อครหาเรื่องรับสินบน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างมาก พร้อมทั้งยกตัวอย่างแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ที่เรียกร้องให้บุคลากรในองค์กรมีจริยธรรมสูงกว่าคนทั่วไป และหากใครทำให้องค์กรเสื่อมเสียก็ควรพิจารณาตนเอง
เมื่อถามถึงจุดแตกหักที่ทำให้ต้องแยกทางกัน ผู้กำกับเปียกเล่าด้วยความอัดอั้นว่า จุดเริ่มต้นมาจากการที่ตนคัดค้านไม่ให้พี่ชาย (รองหนึ่ง) ขึ้นเวทีไปพูดพาดพิงถึงบิ๊กต่อ (พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล) เรื่องเส้นทางการเงิน เพราะมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของนายที่ไม่ควรดึงลูกน้องเข้าไปเสี่ยง แต่สุดท้ายพี่ชายก็ยังคงทำงานต่อจนกระทั่งมาเกิดเรื่องคลิปที่บ้านอาจารย์วันนอร์และการพยายามให้รับผิดแทนเรื่องทองคำ ทำให้ทั้งสองพี่น้องตัดสินใจถอยออกมาเพื่อปกป้องตัวเองและเกียรติยศของตำรวจอาชีพ
ในช่วงท้ายของรายการ ผู้กำกับเปียกยังคงยืนยันคำเดิมว่า ตนไม่ได้อยู่ฝั่งไหนและไม่ได้ทรยศหักหลังบิ๊กโจ๊ก ยังคงมีความเคารพรักในฐานะผู้บังคับบัญชาเก่าเสมอ และอยากเห็นบิ๊กโจ๊กรอดพ้นจากคดีความต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่สิ่งที่ตนและพี่ชายทำไปก็เพื่อปกป้องความถูกต้องและไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไม่ชอบธรรม พร้อมฝากข้อความถึงบิ๊กโจ๊กให้ลองทบทวนดูว่า "กลุ่มคน" กลุ่มไหนกันแน่ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ท่าน และขอให้ท่านพิจารณาแยกแยะมิตรแท้กับผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์
นอกจากนี้ ดร.กฤษณพงค์ ยังได้ฝากทิ้งท้ายถึงการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจว่า ตราบใดที่ระบบยังผูกติดอำนาจไว้ที่จุดเดียวและการเติบโตในหน้าที่การงานไม่มีความชัดเจน ปัญหาการวิ่งเต้นและการใช้ลูกน้องเป็นเครื่องมือก็จะยังคงวนเวียนอยู่เช่นนี้ ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างเพื่อไม่ให้ข้าราชการตำรวจน้ำดีต้องตกเป็นเหยื่อของระบบอีกต่อไป