มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

สาวโปรไฟล์ดังในโซเชียล อ้างเป็นลูกตำรวจ ชักชวนลงทุน “เสือนอนกิน” เหยื่อเพียบ เสียหายร่วม 100 ล้าน


ข่าวด่วน
6 กุมภาพันธ์ 25691,998
สาวโปรไฟล์ดังในโซเชียล อ้างเป็นลูกตำรวจ ชักชวนลงทุน “เสือนอนกิน” เหยื่อเพียบ เสียหายร่วม 100 ล้าน

รายการโหนกระแสวันนี้ แคน อติรุจ กิตติพัฒนะ รับหน้าที่ดำเนินรายการแทน หนุ่ม กรรชัย นำเสนอประเด็นร้อนกรณีกลุ่มผู้เสียหายถูกหญิงสาวรายหนึ่ง หลอกให้ร่วมลงทุนโดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจปล่อยกู้ หรือที่เรียกว่า “วงเสือนอนกิน” เสนอผลตอบแทนสูงถึง 10 เปอร์เซ็นต์ จนมีผู้หลงเชื่อจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท โดยในรายการมีผู้เสียหายมาร่วมพูดคุย พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ที่มาร่วมให้ความรู้ทางด้านกฎหมาย

 

เริ่มต้นที่คุณริ ผู้เสียหายท่านแรก เปิดเผยว่าตนเองเสียหายไปทั้งสิ้น 1,800,000 บาท โดยเป็นการทยอยลงทุนภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน ถัดมาคือคุณอ้อม เสียหายไป 700,000 บาท ต่อด้วยคุณโบ เสียหาย 900,000 บาท ส่วนคุณแพท เสียหายหนักถึง 2 ล้านบาท คุณฝนเสียหาย 200,000 บาท ทางด้านคุณกู๊ดเสียหาย 1,700,000 บาท และคุณเบลล์เสียหาย 1,010,000 บาท เมื่อรวมยอดความเสียหายเฉพาะกลุ่มที่มาในวันนี้ก็นับเป็นเงินหลายล้านบาท โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่แถบภาคกลาง

 

แคน อติรุจ ได้สอบถามถึงจุดเริ่มต้นว่าไปรู้จักการลงทุนนี้ได้อย่างไร คุณริเล่าว่าเป็นคนเห็นโพสต์โปรโมทผ่าน Facebook ส่วนตัวของหญิงสาวรายนี้ ซึ่งทางรายการขอใช้นามสมมติว่า "หญิงคนดังกล่าว" โดยในเฟซบุ๊กมีการโพสต์วิดีโอ สตอรี่ และข้อความชักชวนให้นำเงินมาลงทุนเพื่อรอรับปันผล มีการอัปเดตชีวิตประจำวันที่ดูน่าเชื่อถือทุกวัน คุณแพทเสริมว่าผู้ก่อเหตุมีการยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่โกง มีเช็คค้ำประกันให้ ทำให้เกิดความมั่นใจ คุณอ้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หญิงสาวรายนี้อ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนกับเจ้าของหมู่บ้าน นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเจ้าของโรงงาน โดยเสนอผลตอบแทนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เช่น หากลงทุน 100,000 บาท จะได้รับปันผลเดือนละ 10,000 บาท

 

รูปแบบการลงทุนที่ผู้ก่อเหตุเสนอ มีลักษณะเป็นรอบที่เรียกว่า "วงเสือนอนกิน" ซึ่งมีเงื่อนไขบังคับให้ลงทุนระยะยาว 3 เดือน โดยในเดือนที่ 1 และเดือนที่ 2 ผู้ลงทุนจะได้รับเงินปันผลเดือนละ 10,000 บาท (สำหรับเงินต้น 1 แสน) โดยไม่ต้องลงเงินเพิ่ม ส่วนในเดือนที่ 3 จะได้รับเงินปันผล 10,000 บาท พร้อมเงินต้นคืน 100,000 บาท รวมเป็น 110,000 บาท เบ็ดเสร็จแล้วการลงทุน 100,000 บาทในระยะเวลา 3 เดือน จะได้กำไรตอบแทนกลับมา 30,000 บาท

 

คุณริและคุณอ้อมเล่าต่อว่า ในช่วงแรกหญิงคนดังกล่าวมิได้ระบุชัดเจนว่านำเงินไปลงทุนที่หมู่บ้านไหน บอกเพียงกว้างๆ ว่านำไปแบ่งผลกำไร จนกระทั่งระยะหลัง ผู้ก่อเหตุได้ตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมาและแจ้งว่าจะเปลี่ยนไปลงทุนกับ "ตลาดกลางคืน" หรือธุรกิจเกี่ยวกับเด็กอ่าง โดยมีการส่งข้อความชักชวนในกลุ่มว่ามีตลาดนักธุรกิจกว่า 20 คน และตลาดอ่างเป็นร้อยคน เปิดรับนายทุนสำรอง หากขยันหมุนเงินจะมีกำไรแน่นอน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าตลาดมีการขยายตัวและน่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

 

เมื่อถามถึงเหตุผลที่ทำให้เชื่อใจยอมโอนเงินจำนวนมากให้ คุณแพทเปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุอ้างว่าตนเองเป็นลูกตำรวจ และครอบครัวเป็นคนมีชื่อเสียง ทำให้ดูมีฐานะและความน่าเชื่อถือ อีกทั้งคุณแพทเองก็รู้จักกับหญิงคนดังกล่าวเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม แม้ช่วงหลังจะไม่ได้ติดต่อกันเพราะคุณแพทไปอยู่ต่างประเทศ แต่เมื่อกลับมาไทย หญิงคนดังกล่าวก็ทักมาชักชวนลงทุน ด้วยความที่เป็นเพื่อนเก่าและเห็นโปรไฟล์ดี จึงตัดสินใจร่วมลงทุนด้วย

 

คุณริเล่าถึงเส้นทางการลงทุนของตนเองว่า เริ่มต้นจากวง "เสือนอนกิน" ด้วยเงิน 200,000 บาท ซึ่งตามเรตที่ตั้งไว้ หากลงทุน 200,000 บาท จะได้ดอกเบี้ยเดือนละ 20,000 บาท หากลงทุนสูงสุด 500,000 บาท ก็จะได้ดอกเบี้ยถึง 50,000 บาท หลังจากลงทุนในวงเสือนอนกินไปได้ 1 เดือนและได้รับปันผลจริง ผู้ก่อเหตุก็ดึงคุณริเข้าสู่ "กลุ่มรายวัน" ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเร็วกว่า ไม่ต้องรอถึง 3 เดือน มีทั้งแบบ 7 วัน, 15 วัน และ 1 เดือน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ก่อนจะเข้ากลุ่มรายวันได้ ผู้ลงทุนจะต้องมียอดลงทุนขั้นต่ำในวงเสือนอนกินอย่างน้อย 200,000 บาทเสียก่อน นี่เป็นกลยุทธ์ที่มัดมือชกให้คนต้องทิ้งเงินก้อนใหญ่ไว้ในระบบเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเล่นรอบสั้น

 

ในกลุ่มรายวัน จะมีการ "บอร์ด" หรือประกาศรับยอดเงินทุกวัน โดยกำหนดระยะเวลาคืนทุนและกำไรต่างกันไป เช่น 7 วัน หรือ 15 วัน คุณริยอมรับว่าหลงเชื่อและลงทุนในกลุ่มรายวันไปด้วยยอดเงินหลายแสนบาท ทั้ง 100,000 บาท, 200,000 บาท, ไปจนถึง 300,000 บาท โดยในช่วงแรกได้รับเงินคืนตรงเวลาและครบถ้วน ทำให้เกิดความตายใจและตัดสินใจลงเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนยอดในวงเสือนอนกินสูงถึง 600,000 บาท และในวงรายวันอีกกว่าล้านบาท รวมความเสียหายเกือบ 2 ล้านบาท

 

ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เมื่อหญิงคนดังกล่าวเริ่มจ่ายเงินล่าช้า โดยอ้างเหตุผลว่า "บัญชีธนาคารโดนอายัด" มีเงินติดอยู่ในบัญชีถึง 16 ล้านบาท ไม่สามารถถอนออกมาได้ จากที่เคยจ่ายทุกวัน ก็เริ่มขอเลื่อนเป็น 3 วัน 5 วัน จนหนักสุดคือหายไปเป็นสัปดาห์ เมื่อมีผู้เสียหายทักท้วงถามในกลุ่มไลน์ ผู้ก่อเหตุกลับแสดงท่าทีไม่พอใจ เหวี่ยงวีน และท้าทายให้ไปฟ้องร้องเอาเอง โดยใช้คำพูดว่า "ชนสลิป" ซึ่งหมายถึงการไม่สนใจและให้ไปว่ากันที่กฎหมาย จนในที่สุดผู้เสียหายส่วนใหญ่ในกลุ่มกว่า 100 คนก็ไม่ได้รับเงินคืน แต่หลายคนยังไม่กล้าออกมาเรียกร้อง

 

แคน อติรุจ ได้เจาะลึกถึงประเด็นสำคัญหลังจากที่วงแชร์ล้มและผู้ก่อเหตุเริ่มบ่ายเบี่ยง นั่นคือการที่หญิงคนดังกล่าวให้ผู้เสียหายเซ็นเอกสารบางอย่าง คุณริและคุณอ้อมยอมรับว่าตนเองได้เซ็นเอกสารดังกล่าว ซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้วพบว่าเป็น "หนังสือสัญญาเงินกู้" โดยเนื้อหาในสัญญาระบุให้ผู้เสียหายมีสถานะเป็น "เจ้าหนี้" และหญิงคนดังกล่าวเป็น "ลูกหนี้" ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้เสียหายไม่เคยปล่อยกู้ แต่เป็นการถูกหลอกลงทุน

 

ดร.ประยุทธ หรือมหาหมี ได้ซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับสัญญานี้ ทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นฝ่ายร่างสัญญาและพิมพ์มาให้เสร็จสรรพ โดยมีทีมงานเลขาและแอดมินคอยจัดการ เนื้อหาสัญญาระบุยอดเงินตามจำนวนที่ค้างจ่ายจริง ของคุณริระบุยอด 1,600,000 บาท และของคุณอ้อมระบุยอด 600,000 กว่าบาท แต่จุดที่น่าตกใจคือ "กำหนดชำระคืน" ที่ระบุไว้วันที่ 31 ธันวาคม 2569 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า และในสัญญา "ไม่มีการระบุดอกเบี้ย" แต่อย่างใด เป็นเพียงสัญญาว่าจะคืนเงินต้นเท่านั้น

 

เหตุผลที่ผู้เสียหายยอมเซ็นสัญญาที่ดูเสียเปรียบเช่นนี้ คุณริเล่าว่าผู้ก่อเหตุข่มขู่ว่า "ถ้าเซ็นถึงจะได้เงิน ถ้าไม่เซ็นก็จะไม่ได้เงิน" ทำให้หลายคนจำยอมต้องเซ็นด้วยความหวังว่าจะได้เงินคืนบ้าง โดยหญิงคนดังกล่าวอ้างว่าจะทยอยผ่อนคืนให้ระหว่างรอถึงปี 2569 หลังจากเซ็นสัญญา คุณริได้รับเงินโอนคืนมาบ้าง เป็นยอดวันละ 500 บาทอยู่ประมาณ 10 วัน หลังจากนั้นยอดเงินก็ลดฮวบเหลือเพียง 40 บาท, 29 บาท, 12 บาท และที่เลวร้ายที่สุดคือโอนมาเพียง 2 บาท หรือ 9 บาทต่อวัน โดยอ้างว่าหาเงินได้เท่าไหร่ก็นำมาหารเฉลี่ยคืนให้เจ้าหนี้ทุกคนเท่าๆ กัน ซึ่งการโอนเงินยอดต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้ ดร.ประยุทธวิเคราะห์ว่าเป็นเทคนิคทางกฎหมายของพวกมิจฉาชีพ

 

ดร.ประยุทธ อธิบายว่า การกระทำของผู้ก่อเหตุตั้งแต่ต้นเข้าข่ายความผิดฐาน "ฉ้อโกงประชาชน" และ "กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน" ตามพระราชกำหนดปี 2527 ซึ่งมีโทษหนักทางอาญา แต่การที่หลอกให้ผู้เสียหายมาทำสัญญาเงินกู้ภายหลังนั้น เป็นความพยายามในการ "แปลงหนี้" จากมูลหนี้ที่เกิดจากการกระทำความผิดทางอาญา ให้กลายเป็น "หนี้ทางแพ่ง" เพื่อตัดตอนคดีอาญาออกไป และผลักภาระให้ผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องบังคับคดีเอาเองตามสัญญาเงินกู้ ส่วนการโอนเงินคืนวันละเล็กละน้อยแม้เพียง 2-9 บาท ก็เพื่อสร้างหลักฐานว่าตนเองไม่ได้มีเจตนาบิดพลิ้วหรือหนีหนี้ แต่จ่ายตามกำลังทรัพย์ที่มี เพื่อใช้เป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลว่าเป็นเรื่องของการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่การฉ้อโกง แสดงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุมีการวางแผนและมีที่ปรึกษาทางกฎหมายแนะนำมาเป็นอย่างดี

 

สำหรับกลุ่มผู้เสียหายที่ "ไม่ได้เซ็นสัญญา" เช่น คุณโบ ถือว่ายังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่า เพราะยังไม่ได้มีการแปลงหนี้ สามารถดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงประชาชนได้เต็มที่ คุณโบเล่าว่าที่ไม่ยอมเซ็นเพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมที่ต้องรอเงินอีก 2 ปี และทนพฤติกรรมผลัดผ่อนไม่ไหว จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งตำรวจได้รับเรื่องไว้แต่ขั้นตอนยังคงล่าช้า โดยต้องรอเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำ

 

ดร.ประยุทธ ได้ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า คดีฉ้อโกงประชาชนเป็นอาญาแผ่นดิน มีอายุความยาวนานถึง 10 ปี และเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินด้วย สำหรับคนที่เผลอเซ็นสัญญาไปแล้ว หากพิสูจน์ได้ว่าการเซ็นเกิดจากการถูกหลอกลวง ข่มขู่ หรือเป็นนิติกรรมอำพราง สัญญานั้นอาจตกเป็นโมฆะและสามารถกลับมาดำเนินคดีอาญาได้ แต่จะต้องใช้เวลาและพยานหลักฐานที่แน่นหนาในการพิสูจน์

 

ในช่วงต่อมาของรายการ แคน อติรุจ ได้สอบถามถึงความคืบหน้าทางคดีหลังจากที่ผู้เสียหายแต่ละท่านได้แยกย้ายกันไปแจ้งความ คุณริ, คุณอ้อม, คุณฝน และคุณกู๊ด ต่างไปแจ้งความที่ สน. ในพื้นที่และเรื่องถูกส่งต่อไปยังกองปราบปราม (CIB) ตั้งแต่เดือนตุลาคม หรือประมาณ 4-5 เดือนที่แล้ว แต่จนถึงปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้า ยังไม่มีการออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด สอบถามไปทางเจ้าหน้าที่ก็มักได้รับคำตอบว่าอยู่ระหว่างรอสอบสวน หรือโยนเรื่องกันไปมา

 

ในขณะที่คดีของคุณโบ มีความคืบหน้ามากกว่า โดยตำรวจได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 แล้ว และทางทนายความของหญิงคนดังกล่าวได้ติดต่อว่าจะเข้ามาคุยภายในสัปดาห์นี้ หากไม่มาตามนัดก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และนำไปสู่การออกหมายจับต่อไป ส่วนคุณเบลล์เลือกที่จะจ้างทนายฟ้องร้องเองโดยตรง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนนัดไต่สวนมูลฟ้อง

 

ดร.ประยุทธ ให้ความเห็นเรื่องความล่าช้าว่า คดีฉ้อโกงประชาชนเป็นคดีเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและมีผู้เสียหายจำนวนมาก ตำรวจจำเป็นต้องสอบสวนผู้เสียหายรายคนอย่างละเอียดเพื่อให้เข้าองค์ประกอบข้อกฎหมายและครอบคลุมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลา แต่หากรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วนว่ามีการโฆษณาหลอกลวงประชาชนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ก็จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ ปี 2527 อย่างชัดเจน ซึ่งนอกจากโทษจำคุก 5-10 ปีแล้ว ยังสามารถประสาน ปปง. เพื่อยึดทรัพย์สินมาคืนผู้เสียหายได้

 

ความเจ็บปวดของผู้เสียหายไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเงินที่สูญเสียไป แต่ยังเกิดจากพฤติกรรมของหญิงคนดังกล่าวที่ยังคงใช้ชีวิตหรูหราสุขสบายสวนทางกับความทุกข์ระทมของเหยื่อ ในรายการมีการเปิดเผยแชตไลน์กลุ่มผู้เสียหายที่ระบายความอัดอั้นตันใจ บางรายถึงขั้นคิดสั้นจะฆ่าตัวตายเพราะนำเงินเก็บทั้งชีวิต เงินกู้ หรือเงินค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัวมาลงทุน เช่น เคสที่นำเงินรักษาน้องชายที่กำลังจะตาบอด หรือเงินรักษาพ่อที่ป่วยติดเตียงมาลงจนหมดตัว

 

คุณแพทและคุณฝนได้นำหลักฐานภาพถ่ายจากโซเชียลมีเดียของผู้ก่อเหตุมาเปิดเผยกลางรายการ แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่เริ่มเบี้ยวจ่ายเงินและอ้างว่าบัญชีถูกอายัด หญิงคนดังกล่าวยังคงไปทำศัลยกรรมความงามนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งทำจมูก 12 ครั้ง, ทำตา 6 ครั้ง, ทำหน้าอก 4 ครั้ง, ดูดไขมัน, ดึงหน้า, ทุบโหนก, ตัดกราม และปลูกผม โดยบินไปทำทั้งที่ไทยและเกาหลี นอกจากนี้ยังซื้อรถหรูเงินสดหลายคัน ทั้งรถตู้ Alphard และรถ Porsche ขับโชว์รวย รวมถึงมีการเลี้ยงดู "แฟนหนุ่มบาร์โฮสต์" อย่างดี พาไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งลาวและสิงคโปร์ นั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส และซื้อของแบรนด์เนมให้ ซึ่งผู้เสียหายมั่นใจว่าเป็นเงินที่โกงพวกเขาไป เพราะก่อนหน้านี้ผู้ก่อเหตุไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ทราบมาว่าเคยลำบากถึงขั้นต้องขายคลิปส่วนตัวแลกเงินหลักพันมาก่อน

 

ผู้เสียหายยังเล่าถึงความเจ็บช้ำน้ำใจว่า ในขณะที่พวกเขากำลังเดือดร้อนแสนสาหัส ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมลูก ไม่มีเงินเติมน้ำมัน หรือซื้อข้าวกิน ต้องส่งข้อความไปกราบกรานขอเงินคืนในไลน์กลุ่ม แต่หญิงคนดังกล่าวกลับนิ่งเฉย หรือตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ไร้เยื่อใย ท้าทายให้ไปฟ้องร้อง แถมนอกจากตัวผู้ก่อเหตุแล้ว เลขาส่วนตัวคนสนิทก็ยังมีเงินซื้อบ้านหลังใหญ่โต ซึ่งเชื่อว่าเป็นเงินที่ได้จากส่วนแบ่งในการโกงครั้งนี้เช่นกัน

 

ในช่วงท้ายของรายการ มีการเปิดเผยข้อความที่หญิงคนดังกล่าวเคยส่งเข้ามาในกลุ่มไลน์ช่วงที่เรื่องเริ่มแดงใหม่ๆ ในทำนองขอโทษและยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว อ้างว่าบริหารจัดการเงินผิดพลาดและใช้เงินเกินตัว ไม่ได้มีเจตนาโกง และสัญญาว่าจะหาเงินมาคืน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีใครได้รับเงินคืนตามสัญญา และผู้ก่อเหตุยังคงลอยนวลใช้ชีวิตอยู่ที่คอนโดหรูย่านทองหล่อ ไม่ได้หลบหนีไปไหน

 

ผู้เสียหายทุกคนต่างฝากความหวังไว้ที่กระบวนการยุติธรรม โดยคุณริ คุณอ้อม และคุณกู๊ด ยืนยันว่าต้องการให้ผู้ก่อเหตุได้รับโทษจำคุก พร้อมกับนำเงินมาคืน คุณโบฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าไม่อยากให้เลือกปฏิบัติเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนดัง คดีจึงไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ส่วนคุณแพทและคุณฝน ฝากถึงหญิงคนดังกล่าวให้มีจิตสำนึกและความเป็นคน เห็นใจคนที่กำลังจะตายเพราะการกระทำของเธอ และเรียกร้องให้ตำรวจเร่งดำเนินการจับกุมตัวมาดำเนินคดี เพื่อไม่ให้ไปก่อเหตุหลอกลวงคนอื่นได้อีก

 

รายการจบลงด้วยการที่แคน อติรุจ และดร.ประยุทธ รับปากว่าจะช่วยติดตามเรื่องนี้ โดยย้ำว่าคดีนี้เป็นภัยสังคมที่มีความเสียหายวงกว้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) หรือ ปปง. จำเป็นต้องเร่งเข้ามาจัดการ ยึดทรัพย์ และคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายโดยเร็วที่สุด

 

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#วงแชร์ล่ม#แชร์ลูกโซ่