มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

แอร์โฮสเตสสาวถูกจับ ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย โทษหนักถึงจำคุก 25 ปี


อาชญากรรม
1 กรกฎาคม 2569204
แอร์โฮสเตสสาวถูกจับ ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย โทษหนักถึงจำคุก 25 ปี

แอร์โฮสเตสสาวถูกจับ ขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย โทษหนักถึงจำคุก 25 ปี ต้นสังกัดยืนยันการรับหิ้วทุกอย่างผิดกฎ อัยการอาวุโสให้ความเห็นทางกฎหมาย ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ารู้หรือไม่รู้ หากไม่รู้ถือว่าขาดเจตนา

 

รายการโหนกระแสวันนี้ (1 ก.ค. 2569) พูดคุยกระแสข่าวที่คนให้ความสนใจติดตามกันอย่างมาก เป็นเรื่องราวของพนักงานหญิงของสายการบิน หรือแอร์โฮสเตสคนหนึ่ง ที่เดินทางไปประเทศออสเตรเลีย โดยเธอถูกตำรวจออสเตรเลียตรวจสอบด้วยการใช้สุนัขดมกลิ่นที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ และพบว่าภายในมีการซุกซ่อนกระเป๋าใบเล็กไว้อีกประมาณ 12 ใบ เมื่อตำรวจกรีดกระเป๋าตรวจสอบก็พบว่ามีเฮโรอีนอยู่ประมาณ 1 กิโลกรัม ส่งผลให้น้องคนนี้ถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหาหนัก ซึ่งอาจถูกจำคุกหลายสิบปี

 

ตอนนี้คนส่วนใหญ่กำลังสงสัยว่า ตัวน้องรู้เห็นเรื่องยาเสพติดนี้หรือไม่ ซึ่งทางน้องเองยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง โดยบอกว่าตอนเปิดกระเป๋าก็ดูปกติ แต่ไม่ทราบว่ายาเสพติดเข้าไปอยู่ในซอกหลืบหรือในซับในกระเป๋าได้อย่างไร วันนี้จะมาพูดคุยกันว่า หากไม่รู้จริง ๆ จะมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างไร และทางการบินไทยจะมีแนวทางชี้แจงอย่างไรบ้าง เนื่องจากมีชื่อบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้อง

 

แขกรับเชิญในวันนี้ประกอบด้วย คุณจันทริกา โชติกเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่สายทรัพยากรบุคคล บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือพี่เตย, คุณเฉียง ยูทูบเบอร์และอดีตสจ๊วต และอาจารย์ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน

 

อาจารย์ปรเมศวร์ระบุว่า ตอนแรกนึกว่าเป็นการนำเข้าโดยเจตนา แต่เมื่อดูจากข่าวอาจเป็นกรณีที่พนักงานถูกใช้เป็นเครื่องมือกระทำความผิด ซึ่งในภาษากฎหมายเรียกว่า Innocent Agency หรือตัวการที่บริสุทธิ์ นอกจากนี้อาจารย์ยังให้ข้อมูลเรื่องขอบเขตอำนาจทางกฎหมายว่า แม้เหตุจะเกิดนอกราชอาณาจักร แต่เนื่องจากยาเสพติดมีต้นทางจากประเทศไทย จึงถือว่าความผิดเกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักรเกี่ยวเนื่องกัน ตามกฎหมายยาเสพติดนั้น แม้กระทำผิดนอกประเทศก็ต้องรับโทษในประเทศไทย โดยพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคืออัยการสูงสุด และในอนาคตอาจมีการขอตัวมาดำเนินคดีในไทย หรือให้รับโทษในไทย หลังจากดำเนินคดีที่ออสเตรเลียเสร็จสิ้นแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของรายละเอียดข้อเท็จจริงที่จะต้องว่ากันต่อไป

 

คุณเฉียง อดีตลูกเรือสายการบินแห่งหนึ่ง เผยว่า ไม่เคยรับฝากของหนักเป็นกิโลกรัม มีเพียงการรับฝากซื้อของเล็กน้อยจากเพื่อน เช่น ครีมสมุนไพรเวลาไปบินที่ประเทศอินเดีย

 

เมื่อสอบถามพี่เตยว่าหนักใจไหมที่พนักงานในองค์กรถูกจับกุม พี่เตยชี้แจงว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนของคดีความที่ออสเตรเลีย ซึ่งให้ตำรวจที่นั่นจัดการ และบริษัทพร้อมสนับสนุนข้อมูลเอกสารที่จำเป็น และส่วนที่ 2 คือเรื่องภายในบริษัท ซึ่งการบินไทยมีข้อบังคับการทำงานและวินัยที่ชัดเจนทั้งสำหรับนักบินและลูกเรือ โดยมีกฎห้ามรับหิ้วของให้คนอื่น และห้ามนำเงินเข้าเกินจำนวนที่กำหนด ซึ่งพนักงานทุกคนทราบกติกานี้ดี

 

เมื่อถามย้ำว่า กฎห้ามรับของมีจริงไหม เพราะเคยเห็นลูกเรือซื้อของมาส่งให้ร้านค้า พี่เตยยืนยันว่า บริษัทมีข้อห้ามชัดเจน และหากตรวจเจอจะมีการลงโทษทางวินัยแน่นอน สำหรับกรณีของน้องคนนี้ เมื่อบริษัททราบเรื่องก็ได้สั่งพักงานทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎบริษัท

 

บริษัทได้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดูความผิดปกติ เช่น มีการแลกตารางบินหรือไม่ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติของการบินในเคสนี้ และจะดำเนินการตามโปรโตคอลคือการสอบสวนวินัย ซึ่งพี่เตยเน้นย้ำว่า การขนของนั้นผิดวินัยอยู่แล้ว ไม่ว่าของข้างในจะเป็นอะไร เพราะพนักงานเดินทางไปเพื่อทำงาน โดยผลการสอบวินัยน่าจะออกภายใน 1-2 วันนี้

 

เมื่อถามว่า จะสอบสวนพนักงานได้อย่างไรในเมื่อเขาอยู่ที่ออสเตรเลีย พี่เตยระบุว่า บริษัทจะใช้การแจ้งผ่านอีเมลหรือจดหมาย และสอบสวนจากบริบทและสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นประกอบกัน

 

นอกจากนี้ พี่เตยยังให้ข้อมูลเสริมเรื่องการรับพนักงานว่า ปัจจุบันการรับลูกเรือของการบินไทยมีความโปร่งใส ไม่มีเรื่องเส้นสาย และมีระบบตรวจสอบประวัติอาชญากรรมอย่างเข้มงวดก่อนเซ็นสัญญา หากลูกเรือคนใดต้องบินเส้นทางยุโรป จะต้องทำบัตร CMC (Crew Member Certificate) ซึ่งต้องมีการตรวจประวัติอาชญากรรมซ้ำ และต้องตรวจใหม่ทุก ๆ 3 ปี โดยส่งไปให้ทางตำรวจตรวจสอบ หากพบว่าใครมีประวัติอาชญากรรมจะไม่สามารถเข้าทำงานได้เลย ซึ่งในเคสนี้ตรวจสอบแล้วพบว่าประวัติการเข้าทำงานยังใสสะอาดอยู่

 

อาจารย์ปรเมศวร์ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของบุคคล ไม่ได้เกี่ยวกับองค์กรการบินไทยโดยตรง พี่เตยจึงทิ้งท้ายว่า แม้กฎระเบียบจะเข้มงวดอยู่แล้ว แต่หากพบว่ายังมีช่องว่าง บริษัทก็จะปรับปรุงให้เข้มงวดขึ้นอีก และขอยืนยันว่าบริษัทมุ่งมั่นที่จะจัดการและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

คุณเฉียง ได้ออกตัวก่อนว่า ตนเองเคยเป็นสจ๊วตเมื่อหลายปีที่แล้ว เรื่องนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว และสายการบินแต่ละแห่งก็มีกฎที่แตกต่างกัน คุณเฉียงอธิบายว่า การขนของที่เข้าใจง่าย ๆ มี 2 แบบ แบบแรกคือเหมือนในข่าวที่รับของจากคนอื่นแล้วนำไปส่งอีกประเทศ หรือนำจากอีกประเทศกลับมาไทย แบบที่สองคือเวลาไปประเทศที่ของราคาถูกกว่าไทย ก็จะมีเพื่อนหรือคนรู้จักฝากซื้อของ ซึ่งถือเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

เรตราคาค่าจ้างในการขนของ คุณเฉียงระบุว่าสายการบินที่ตนเคยอยู่เป็นเส้นทางในประเทศ จึงไม่มีเรตแบบนั้น แต่เท่าที่เคยถามเพื่อน ๆ มา ซึ่งไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ จะมีราคาตั้งแต่ 400 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม โดยราคานี้อาจจะมีการบวกเพิ่มตามความยากหรืองานที่ไกลมาก ๆ แต่ตัวคุณเฉียงยืนยันว่าไม่เคยทำเอง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ถามต่อไปว่า ในการขนแต่ละอย่างเราต้องรู้ไหมว่าของข้างในคืออะไร คุณเฉียงตอบว่าจริง ๆ แล้วการทำแบบนี้มันผิดกฎบริษัท เพราะมีกฎห้ามนำชื่ออาชีพหรือชื่อสายการบินไปหาเงินหรือรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการขนของหรือการพรีออเดอร์ คุณเฉียงย้ำว่าถ้าจะทำจริง ๆ ต้องเช็กของ เพราะสุดท้ายมันคือความรับผิดชอบของตัวเราเอง หากถูกสุ่มตรวจเจอ ไม่ใช่แค่เราที่ผิด แต่จะเดือดร้อนไปถึงลูกเรือรุ่นพี่ (ซีเนียร์) เพอร์เซอร์ (หัวหน้าลูกเรือ) หรือแม้กระทั่งกัปตันที่จะต้องถูกสอบสวนและเสียเวลาไปโรงพักด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นหากใครจะทำก็ต้องเช็กให้ดีมาก ๆ อาจจะขอเปิดดูของ ไม่เอากล่อง เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

 

กรรชัยมองว่าเรื่องนี้ถือเป็นการ “ผิดซ้อนผิด” คืออย่างแรกผิดกฎบริษัทที่ห้ามหิ้วของ และอย่างที่สองคือถ้าหิ้วมาแล้วก็ต้องรู้ให้แน่ว่าคืออะไร เพื่อที่จะไม่ทำผิดกฎหมาย คุณเฉียงให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ของที่รับมาอาจนำไปสู่ความไม่ปลอดภัย (unidentified goods) เพราะเราไม่รู้ว่าส่วนผสมหรือส่วนประกอบข้างในจะสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเครื่องบินระหว่างการขนส่งได้หรือไม่ ไม่ว่าจะวางไว้ในห้องโดยสารหรือใต้เครื่อง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ยกตัวอย่างอีกกรณีคือ การรับหิ้วนาฬิกาหนีภาษี โดยให้แอร์ฯ หรือสจ๊วตใส่เดินข้ามมาแล้วส่งกล่องตามมาทีหลังเพื่อส่งตามร้านค้า คุณเฉียงเสริมว่า แม้แต่ร้าน Duty Free ก็มีกฎคุมเข้มลูกเรือว่าห้ามซื้อของเกินราคาที่กำหนด หากเกินต้องสำแดง (declare) ภาษี ดังนั้นทุกอย่างที่ทำมีความเสี่ยงที่จะผิดไปหมด ซึ่งรุ่นพี่หรือครูฝึกจะสอนเสมอว่าอย่าทำเพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งบริษัท

 

หนุ่ม กรรชัย ได้เล่าเสริมถึงประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยไปสั่งรองเท้าจากร้าน ซึ่งร้านมักจะตอบกลับมาว่า “เดี๋ยวขอเช็กก่อนว่ามีแอร์ฯ อยู่ที่นั่น เมืองนั้น เมืองนี้ไหม”

 

ย้อนกลับมาที่กรณีของน้องแอร์ฯ ที่ถูกจับ วัย 26 ปี ที่ถูกตำรวจออสเตรเลียคุมตัวที่สนามบินเมลเบิร์นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีการใช้สุนัขดมกลิ่นกระเป๋าเดินทางใบใหญ่แล้วพบสิ่งผิดปกติ จึงนำไปเอกซเรย์

 

เมื่อถามคุณเฉียงและคุณเตยว่า เครื่องเอกซเรย์ตรวจเจอตัวยาเสพติดหรือไม่ คุณเตยบอกว่าไม่ทราบเพราะขึ้นอยู่กับเครื่องของแต่ละแห่ง ส่วนอาจารย์ปรเมศวร์มองว่าเครื่องเอกซเรย์ตรวจหาวัตถุโลหะหรือระเบิดได้ง่าย แต่สำหรับยาเสพติดต้องใช้สุนัขดมกลิ่นเป็นหลัก

 

เมื่อตำรวจกรีดกระเป๋าของน้อง ภายในกระเป๋าใบใหญ่มีถุงผ้าทั้งหมด 12 ใบ และมีใบหนึ่งที่มีเฮโรอีนซ่อนอยู่ตามตะเข็บหรือซับในกระเป๋า น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 11 ล้านบาทไทย ทางน้องให้การว่าไม่รู้มาก่อนว่ามีเฮโรอีน เพราะตอนเอาของใส่กระเป๋าก็ดูแล้วว่าข้างในไม่มีอะไร

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ลองนำขวดน้ำ 3 ขวด (น้ำหนักรวมประมาณ 1 กิโลกรัม) มาให้อาจารย์ปรเมศวร์ลองยก เพื่อเปรียบเทียบว่าหากในกระเป๋ามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมา 1 กิโลกรัม เราจะรู้สึกได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อลองยกดูแล้วพบว่าน้ำหนักต่างกันจนน่าจะรู้สึกได้ คุณเฉียงตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นเพราะน้องหยิบใส่ทีละชิ้นโดยไม่ได้ยกกระเป๋าทั้งหมดหรือไม่

 

อาจารย์ปรเมศวร์ได้สอบถามคุณเตยว่า ปกติลูกเรือต้องใช้กระเป๋าใบใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ เพราะปกติเห็นลากแต่ใบเล็ก คุณเตยชี้แจงว่าขึ้นอยู่กับเส้นทางบินและระยะเวลาที่ต้องไปพำนัก ซึ่งเป็นไปตามกฎของบริษัท บางครั้งที่เห็นเดินในอาคารผู้โดยสารอาจเห็นแค่ใบเล็ก แต่ใบใหญ่ถูกโหลดไปแล้ว สำหรับขั้นตอนการเช็กอินที่สนามบินสุวรรณภูมิจะมีช่องทางเฉพาะสำหรับลูกเรือ (Crew Channel) โดยลูกเรือจะวางกระเป๋าบนรางเพื่อให้สายพานพาไปรวมกับกระเป๋าของผู้โดยสาร เพื่อผ่านเครื่องเอกซเรย์และโหลดขึ้นเครื่อง

 

ประเด็นมุมมองในสังคมนั้นแบ่งออกเป็น 2 มุม คือมุมที่มองว่าผิดก็ต้องว่าไปตามผิด และอีกมุมที่สงสัยว่าหากน้องโดนหลอกจริงจะต่อสู้อย่างไร เพราะการต่อสู้คดีในต่างประเทศเป็นเรื่องที่รุนแรงและยากลำบาก

 

เรื่องอายุงานของน้อง พี่เตยระบุว่า น้องเข้าทำงานช่วงปี 2566 ต่อ 2567 อายุงานประมาณ 2 ปี เมื่อถามถึงรายได้ พี่เตยให้ข้อมูลว่า เงินเดือนคงที่ (Fixed salary) จะไม่เยอะ อยู่ที่ประมาณ 15,000 ถึง 20,000 บาท แต่จะได้รายได้หลักจากค่าบินหรือเบี้ยเลี้ยงตามชั่วโมงบิน (Per diem) ซึ่งหากรวมทั้งหมดแล้วเด็กใหม่จะได้ประมาณ 50,000 ถึง 60,000 บาทต่อเดือน โดยคุณเฉียงเสริมว่าแต่ละสายการบินได้ไม่เท่ากัน และรายได้ขึ้นอยู่กับระยะทางและประเทศที่ไปบินด้วย

 

อาจารย์ปรเมศวร์ได้ให้มุมมองว่า ทราบว่าน้องมีภาระต้องให้แม่เดือนละหมื่น มีหนี้ กยศ. และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินไม่พบสิ่งผิดปกติ

 

เรื่องเงินค่าจ้างหิ้ว 8,800 บาท อาจารย์ปรเมศวร์ให้ความเห็นว่า ต้องดูน้ำหนักและประเทศปลายทาง โดยอาจารย์เปรียบเทียบว่า ต้องไปตรวจสอบราคาค่าขนส่งปกติของการบินไทยไปออสเตรเลียว่ากิโลกรัมละเท่าไหร่ หากค่าขนส่งปกติแพงกว่า 8,800 บาทมาก การรับฝากหิ้วราคานี้ก็อาจจะดูมีเหตุผลในเชิงการรับงาน แต่ถ้าราคาใกล้เคียงกันการฝากคนหิ้วก็ดูไม่มีเหตุผล

 

อาจารย์ปรเมศวร์เน้นย้ำว่า เส้นทางการเงินสำคัญมากต่อคดีนี้ ซึ่งเชื่อว่า ป.ป.ส. และ ป.ป.ง. กำลังตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะเขามีอำนาจสอบสวนแม้คนไทยทำผิดในต่างประเทศตามประมวลกฎหมายยาเสพติด เพื่อตัดตอนต้นตอ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดูว่าใครเป็นคนส่ง ซึ่งอาจารย์เชื่อว่าหากดำเนินการจริงจะจับได้หมด ส่วนการพิสูจน์ว่าตัวน้องจะรู้หรือไม่รู้ เป็นเรื่องที่ต้องไปสู้กันต่อที่ออสเตรเลีย แต่เรื่องยาเสพติดเป็นความผิดสากล และไทยกับออสเตรเลียมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่ง ป.ป.ส. ไทยได้ประสานงานกับตำรวจออสเตรเลียอยู่ตลอด เพราะเป้าหมายปัจจุบันไม่ใช่แค่จับปลายน้ำ แต่ต้องการต้นน้ำ

 

ในส่วนของกฎหมายออสเตรเลีย อาจารย์ปรเมศวร์อธิบายว่า มีความคล้ายคลึงกับไทยในเรื่องการนำเข้า แต่เขามีระบบ Plea Bargaining หรือการต่อรองโดยการรับสารภาพเพื่อให้โทษน้อยลง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามเปรียบเทียบว่า หากเป็นต่างชาติขนยาเสพติด 1 กิโลกรัมเข้าไทย จะโดนโทษอย่างไร อาจารย์ระบุว่า โทษนำเข้าของไทยคือ 50 ปี หรือตลอดชีวิต และยังมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย แต่ทางปฏิบัติอาจไม่ได้ประหารจริง ส่วนออสเตรเลียยกเลิกโทษประหารไปแล้ว แต่โทษจำคุก 25 ปีของเขาก็ถือว่าหนักเพราะไม่ค่อยมีการลดโทษ

 

ส่วนประเด็นที่ในสื่อสังคมออนไลน์มีการพูดคุยกันว่า น้องโดน 2 ข้อหาคือ นำเข้าและครอบครอง ซึ่งอาจรวมเป็น 50 ปีนั้น อาจารย์ปรเมศวร์ให้ความรู้ทางกฎหมายว่า การครอบครองและการนำเข้าถือเป็นกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งตามหลักมาตรฐานสากลและไทย จะลงโทษตามบทที่หนักที่สุดเพียงบทเดียวคือ 25 ปี ไม่ใช่การเอาโทษแต่ละข้อหามาบวกกัน

 

ด้านพี่เตยยืนยันมาตรการของการบินไทยว่า อันดับแรกคือการสั่งพักงานทันทีในช่วงที่มีการสอบสวน และดำเนินการสอบข้อเท็จจริงรวมถึงสอบวินัยควบคู่กันไปโดยฝ่ายกฎหมายของบริษัท พี่เตยย้ำว่าบริษัทมีพนักงานกว่า 12,000 คน จึงต้องมีระบบธรรมาภิบาล (Governance) และทำตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด การสอบสวนของบริษัทจะเริ่มจากการดูว่ามีการหิ้วของจริงไหม ซึ่งผิดวินัยขั้นแรกก่อน ส่วนเรื่องยาเสพติดจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะพิสูจน์ว่ารู้เห็นหรือไม่

 

อาจารย์ปรเมศวร์เสริมว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการบินไทย เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานที่กระทำนอกกฎเกณฑ์ที่บริษัทตั้งไว้ ซึ่งบริษัทห้ามนำแบรนด์ไปหาผลประโยชน์ข้างนอกอยู่แล้ว

 

ระหว่างรายการออกอากาศ คนดูต่างก็คอมเมนต์แสดงความเห็น โดยหลัก ๆ แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเชื่อว่าน้องรู้เห็น แต่อีกฝั่งไม่เชื่อโดยให้เหตุผลว่าเงินค่าจ้างเพียง 8,800 บาท ไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตและอาชีพที่มีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาทไปแลก เพราะถ้าจะขนยาเสพติดมูลค่าถึง 11 ล้านบาทจริง ๆ ค่าจ้างควรจะเป็นหลักแสนหรือหลักล้าน ในขณะที่อาจารย์ปรเมศวร์ให้ข้อมูลเสริมว่า จากประสบการณ์สอบสวน การขนยาบ้าข้ามลำน้ำโขงที่มีมูลค่าไม่กี่ล้าน เขาก็ได้ค่าจ้างเป็นหมื่นแล้ว

 

เรื่องแนวทางการสู้คดี หากน้องไม่รู้จริง ๆ ว่าข้างในคือเฮโรอีน อาจารย์ปรเมศวร์ระบุว่า ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “รับขนโดยไม่รู้” แต่อาจารย์ตั้งข้อสังเกตเรื่องน้ำหนักที่ต่างกันของถุงแต่ละใบ ซึ่งน้องยืนยันว่าเปิดดูแล้วแต่ไม่ได้รู้สึกผิดปกติ อาจารย์จึงนำกระเป๋าตัวอย่างมาอธิบายว่า หากมีการใส่ยาเสพติดเข้าไปในซับในแล้วไม่มีการเย็บเป็นตาข่ายกั้นไว้ ยาจะไหลลงไปกองที่ก้นกระเป๋า ทำให้คลำเจอได้ง่าย แต่ถ้ามีการเย็บเป็นช่อง ๆ หรือเป็นตาข่ายไว้ ยาจะไม่ไหลและจะกระจายตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งอาจทำให้คลำไม่เจอ ส่วนเรื่องน้ำหนักนั้น อาจารย์มองว่าถ้าหยิบแยกทีละถุงจาก 12 ถุง ก็น่าจะรู้สึกถึงความต่าง แต่ถ้ายกพรวดเดียวทั้ง 12 ใบพร้อมกันอาจจะไม่ทันสังเกต

 

ในการสู้คดีต้องตรวจสอบน้ำหนักของแต่ละถุงอย่างละเอียดว่าถุงที่มียาเสพติดหนักเท่าไหร่ และถุงที่ไม่มีหนักเท่าไหร่ เพื่อดูว่าคนปกติจะแยกแยะได้ไหม หากพิสูจน์ได้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยไม่รู้เห็นจริง ๆ ก็จะหลุดพ้น แต่ประเด็นที่หนักใจที่สุดคือเรื่องน้ำหนักของถุงที่รับมา ซึ่งหากศาลมองว่า “ควรจะรู้” การจะอ้างว่าเป็นตัวการที่บริสุทธิ์ก็จะทำได้ยาก ตอนนี้ความหวังจึงอยู่ที่การสืบสวนของ ป.ป.ส. ที่กำลังตามหาต้นทางเพื่อดูว่าใครเป็นคนฝากส่งของที่แท้จริง

 

ในส่วนของปลายทางที่ออสเตรเลีย อาจารย์เชื่อว่าตำรวจที่นั่นกำลังสอบสวนว่าใครจะเป็นคนมารับของ ซึ่งมีชื่อเป็นชาวต่างชาติ แต่ต้องตรวจสอบว่าเป็นชื่อปลอมหรือคนไทยแอบอ้างหรือไม่ อาจารย์ย้ำว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อ ป.ป.ส. ไทยได้ตัวต้นน้ำ และออสเตรเลียได้ตัวปลายน้ำ แล้วนำจิ๊กซอว์มาต่อกัน แต่สำหรับเรื่องวินัยของการบินไทยนั้น น้องไม่รอดแน่นอนเพราะผิดกฎชัดเจนเรื่องการรับฝากของ

 

พี่เตย ได้ชี้แจงว่า ต้องแยกเรื่องนี้ออกจากความปลอดภัยการบิน บริษัทให้ความสำคัญกับ 3S คือ Service, Safety และ Security อย่างเข้มข้นมาก ลูกเรือ 5,000 คน ต่างได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก และต้องมีการตรวจสอบประวัติ (Recurrent) ทุกปี พนักงานทุกคนรักอาชีพและทำงานอย่างมืออาชีพ แต่เมื่อเกิดเรื่องรายบุคคลบริษัทก็เสียใจ และดำเนินการเด็ดขาดทันทีโดยไม่รอช้า หากกฎเดิมยังมีช่องว่าง ท่านประธานบริษัทก็ได้สั่งการให้ไปทบทวนและยกระดับความเข้มงวดให้มากขึ้นไปอีก

 

จากนั้น รายการได้ติดต่อหาคุณอารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และ โฆษก ป.ป.ส. ได้ให้ข้อมูลผ่านโทรศัพท์ว่า มีจุดที่น่าสงสัยอยู่ 3 ประเด็น คือ 1. น้องมีประสบการณ์ทำงานมาแล้ว 2 ปี ไม่ใช่เด็กใหม่ ทำไมถึงกล้าทำผิดกฎบริษัทขนาดนี้ 2. ทำไมถึงรับพัสดุจากคนที่ไม่รู้จักและไม่มีชื่อผู้ส่ง และ 3. เรื่องน้ำหนักกระเป๋าช้างที่ต่างกันถึง 900 กรัม (เกือบ 1 กิโลกรัม) ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับการหยิบจับ

 

ในส่วนของเส้นทางการเงิน ป.ป.ส. ตรวจพบสมุดบัญชี 2 เล่ม ซึ่งมีเงินเข้าออกปกติเหมือนคนทำงานทั่วไป ไม่พบเงินก้อนใหญ่ที่น่าสงสัย ซึ่งถือว่าข้อมูลยังขัดแย้งกับพฤติการณ์อยู่

 

ค่าจ้าง 8,800 บาทนั้นต่ำเกินไปหากจะจ้างให้ขนยาเสพติด 1 กิโลกรัมจริง เพราะความเสี่ยงสูงมาก และจากการตรวจสอบพบว่ามีการติดต่อผ่าน Facebook Messenger โดยบัญชีที่ชื่อ โรส ซึ่งเป็นบัญชีอวตารมาจ้างตั้งต้นเดือน น้องยังไม่ได้รับเงินเพราะงานไม่สำเร็จ ซึ่งปกติจะจ่ายเมื่อของถึงมือผู้รับปลายทาง

 

ยืนยันว่ามีการจับกุมร่วมกับทางออสเตรเลียอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่หลายกรณีไม่ได้ปรากฏเป็นข่าว นอกจากนี้ตำรวจออสเตรเลียยังมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศไทย ซึ่งทำให้ทั้งสองหน่วยงานได้ทำงานประสานงานกันเป็นประจำ ทางตำรวจออสเตรเลียก็ได้เข้ามาหารือกับ ป.ป.ส. เพื่อวางแนวทางในการสืบสวน โดยจะนำข้อมูลจากฝั่งไทยและฝั่งออสเตรเลียมาปะติดปะต่อ เพื่อขยายผลไปถึงกลุ่มแก๊งที่เป็นต้นน้ำและปลายน้ำ

 

บางครั้งการทำงานร่วมกัน อาจอยู่ในรูปแบบที่หน่วยงานไทยได้รับประสานงานมาว่าให้ดูให้ด้วย และปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยเดินทางไปถึงจุดหมาย เพื่อให้ทางออสเตรเลียไปจับกุมที่ปลายทางเอง เพราะบุคคลนั้นอาจอยู่ในรายชื่อที่ทางนั้นกำลังติดตามอยู่แล้ว

 

ป.ป.ส. ไม่ได้ทำงานร่วมกับแค่ออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังมีการประสานงานกับอีกหลายประเทศ เช่น อังกฤษ จีน ไต้หวัน และฮ่องกง เนื่องจากประเทศไทยมักถูกใช้เป็นทางผ่าน (Logistics) ของยาเสพติดจากแถบสามเหลี่ยมทองคำเพื่อไปยังประเทศที่สาม

 

ที่หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงปล่อยให้หลุดลอดออกไปได้ สำหรับวิธีการซ่อนยาเสพติดนั้น เป็นการทำเป็นแผ่นบาง ๆ ใส่ไว้ในซับในกระเป๋า และเย็บเป็นตาข่ายรัดไว้ไม่ให้ไหลลงกองด้านล่าง ซึ่งการตรวจเอกซเรย์ขาออก มักจะเน้นหาวัตถุระเบิดและโลหะมากกว่า แต่ปลายทางคือขาเข้า ก็จะตรวจยาเสพติดหรือของผิดกฎหมายอื่น ๆ ประเทศไทยเองก็มีการตรวจเช่นกัน กรณีคือคนละฝั่ง ฝั่งขาออกกับฝั่งขาเข้า

 

ในช่วงท้าย คุณเฉียงได้แชร์คำสอนของคุณพ่อที่ย้ำเสมอ 3 เรื่อง เพื่อไม่ให้ชีวิตพัง คือ 1. อย่าให้ใครยืมเงิน 2. อย่าเซ็นค้ำประกันให้ใคร และ 3. อย่ารับของใคร โดยเฉพาะความใจดีหรือความเกรงใจของคนไทยที่มักจะรับฝากของเวลาเห็นคนอื่นกระเป๋าเต็ม ซึ่งอาจกลายเป็นความซวยตลอดชีวิตได้

 

อาจารย์ปรเมศวร์สรุปปิดท้ายว่า ตามหลักกฎหมาย หากไม่รู้ก็ถือว่าขาดเจตนา ซึ่งไม่ควรต้องรับโทษทางอาญา แต่คำว่าไม่รู้นี้กฎหมายไม่ได้ฟังเพียงแค่คำพูดลอย ๆ แต่จะดูจากหลักฐานประกอบ เช่น น้ำหนักกระเป๋า หรือแชตการติดต่อ หากหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าไม่รู้จริง ๆ ก็รอด แต่อย่าเข้าใจผิดว่าใคร ๆ ก็อ้างว่าไม่รู้แล้วจะพ้นผิดได้ เพราะทุกอย่างต้องสู้กันด้วยหลักฐาน หากน้องถูกตัดสินว่าผิดที่ออสเตรเลียและต้องรับโทษ 25 ปี ในอนาคตอาจมีสิทธิขอย้ายกลับมารับโทษที่เมืองไทยตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ครอบครัว ซึ่งเป็นกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีอยู่เป็นปกติ


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#แอร์โฮสเตส#ลักลอบนำเข้ายาเสพติด#เฮโรอีน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook