วันนี้ (14 ต.ค.69) นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดี และการตรวจสอบกรณีอาคารสำนักงาน สตง. พังถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 โดยยืนยันว่า สตง. ได้ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายและติดตามค่าเสียหายอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีความล่าช้าตามที่สังคมตั้งข้อสังเกต
นายสุทธิพงษ์ เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีอาญา พนักงานสอบสวน สภ.บางซื่อ ได้สรุปสำนวนสอบสวนเสร็จสิ้นภายใน 90 วัน และส่งให้อัยการสั่งฟ้องผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบ และผู้ควบคุมงานต่อศาลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนสืบพยานของศาล
ขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับนอมินี และการเสนอราคาไม่เป็นธรรม ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับเรื่องไต่สวนข้อกล่าวหาทางอาญาและการปฏิบัติหน้าที่ของอดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สตง. รวม 10 คณะ จำนวน 70 ราย ซึ่ง สตง. ได้ส่งมอบพยานหลักฐานให้ ป.ป.ช. ครบถ้วนแล้ว
สำหรับการบริหารจัดการสัญญา และความเสียหายทางงบประมาณ โครงการก่อสร้างอาคารดังกล่าวมีวงเงินตามสัญญา 2,136 ล้านบาท ผูกพัน 36 งวด ระยะเวลา 3 ปี สตง. ได้เบิกจ่ายค่างานไปแล้ว 22 งวด รวมเป็นเงิน 966 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สตง. ได้เรียกคืนเงินจ่ายล่วงหน้าจำนวน 320 กว่าล้านบาท และเงินประกันสัญญาอีกกว่า 106 ล้านบาท คืนกลับมาได้ครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ทำให้เหลือยอดเงินงบประมาณที่จ่ายไปจริงสุทธิประมาณ 500 กว่าล้านบาท
ทั้งนี้ สตง. ได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญากับคู่สัญญา พร้อมแจ้งเวียนชื่อผู้รับจ้าง และผู้ควบคุมงานเป็นผู้ทิ้งงานไปยังกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง ตลอดจนเตรียมหนังสือแจ้งให้คู่สัญญาชดใช้ค่าเสียหาย หากไม่ยินยอมชดใช้จะดำเนินคดีฟ้องร้องต่อศาลต่อไป ส่วนกรณีรายการครุภัณฑ์ตกแต่งภายใน (เก้าอี้ประธาน) ยืนยันว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ เนื่องจากงานก่อสร้างยังไม่ถึงงวดงานครุภัณฑ์
ในส่วนของแผนการบริหารอาคารสถานที่และการเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระยะเวลา 15 ปีนั้น สตง. วางแผนที่จะยกเลิกสัญญาเช่าและส่งคืนพื้นที่ให้แก่ รฟท. ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยไม่มีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนแต่อย่างใด เนื่องจาก สตง. ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรไปสู่อองค์กรดิจิทัล ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยจะปฏิบัติงานที่อาคารสำนักงาน สตง. แห่งปัจจุบัน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานเต็มรูปแบบ