จากกรณีที่เมียหลวงได้ว่าจ้าง ‘บอย นักสืบ’ ให้ตามสืบพฤติกรรมสามีที่ต้องสงสัยว่าจะมีหญิงอื่น จนสามารถจับโป๊ะได้ว่าสามีแอบนัดเจอหญิงอื่นจริง โดยสามีเป็นถึง ผอ. ส่วนฝ่ายหญิงก็ถึงผู้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงาน อาศัยอำนาจหน้าที่สั่งการสามี และพากันไปทำกิจกรรมสวาทต่อหน้าศาลพระภูมิ ไม่อายสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ล่าสุด บอย นักสืบ ได้เปิดหลักฐานชิ้นใหม่ ซึ่งเป็นภาพจากกล้องหน้ารถที่บันทึกเหตุการณ์ในคืนวันที่ 24 มิ.ย. 2569 เวลา 22.42 น. ซึ่งเผยให้เห็นนาทีที่รถตู้คันเกิดเหตุจอดอยู่ในที่มืด ใกล้ศาลพระภูมิ และตัวรถเริ่มมีอาการสั่นไหวและขยับเคลื่อนไปมาอย่างรุนแรง
นอกจากภาพที่เห็นรถสั่นโยกเยกชัดเจนแล้ว ยังมีหลักฐานเด็ดอีกหนึ่งชิ้น นั่นคือ เครื่องแอบบันทึกเสียงที่เมียหลวงนำไปแอบซ่อนไว้ในรถตู้ของสามีด้วยตัวเอง ซึ่งสามารถบันทึกพยานหลักฐานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเสียงการสนทนาโต้ตอบอย่างลึกซึ้ง และเสียงการร่วมทำกิจกรรมบนรถตู้
เมียหลวง ระบุว่า เชื่อว่าที่สามีและหญิงคนดังกล่าวต้องขับรถตู้แอบมานัดพบทำกิจกรรมกันที่บริเวณ ข้างศาลพระภูมิแทบจะทุกวันนั้น เป็นเพราะฝ่ายหญิงน่าจะมีการทำของมนต์ดำหรือทำคุณไสยใส่สามีของเธอ เพื่อให้สามีเกิดความลุ่มหลงจนยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง
สำหรับขั้นตอนทางกฎหมายและวินัยข้าราชการ หลังจากได้หลักฐานครบ ทั้งคลิปข้างศาลพระภูมิ, คลิปกล้องหน้ารถตอนรถโยก และไฟล์เสียงลับในรถ ขณะนี้เมียหลวงเตรียมส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้ ‘ทีมทนายหงส์’ เพื่อดำเนินการฟ้องชู้เรียกค่าเสียหายอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ จะเดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนเอาผิดทางวินัยข้าราชการต่อกับทั้งสองอย่างถึงที่สุด ซึ่งในกรณีความผิดชู้สาวของข้าราชการนั้น มีบทลงโทษทางวินัยร้ายแรงสูงสุดถึงไล่ออกจากราชการ เนื่องจากเข้าข่ายความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
การมีชู้เกิดขึ้นได้ทั้งกรณีที่ข้าราชการสมรสแล้วไปมีสัมพันธ์กับคนอื่น หรือข้าราชการที่ยังโสดไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับคนที่มีสามีหรือภรรยาอยู่แล้ว โทษทางวินัยมีทั้งหมด 5 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์, ตัดเงินเดือน, ลดเงินเดือน, ปลดออก, และไล่ออก ซึ่งการไล่ออกจะถูกตัดสิทธิ์และจะไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่การปลดออกยังคงได้รับบำเหน็จบำนาญอยู่