วันที่ 28 ต.ค. 2568 ที่สำนักงานนายแม่ปุ๊กกี้ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หญิง อายุ 31 ปี ผู้จัดการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้เดินทางเข้าร้องเรียนกับ น.ส.ชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง หรือนายแม่ปุ๊กกี้ ว่าถูกสามีที่คบหาและแต่งงานกันมานานกว่า 4 ปี สวมเขา มีเมียน้อยเป็นคนในที่ทำงานเดียวกัน หนำซ้ำยังคบกันแบบเปิดเผย ตนเองเก็บหลักฐานมานานเกือบ 2 ปี ก่อนขอเลิกรา แต่สามีกลับไม่ยอมเลิก ข่มขู่ว่าหากไม่ถอนฟ้องชู้จะไปเป็นพยานให้ฝั่งเมียน้อยฟ้องกลับตนอีกด้วย นอกจากนี้ยังข่มขู่ว่าจะไปทำร้ายลูกชาย วัย 9 ขวบ (ลูกติดของฝ่ายหญิง) ที่โรงเรียน และข่มขู่จะเอาชีวิตหากแฉเรื่องราวให้สังคมรับรู้
หญิงผู้ร้องเรียน เล่าว่า ตนรู้จักกับสามีเนื่องจากเคยเรียนที่เดียวกัน ก่อนตกลงคบหาและจดทะเบียนสมรสมานานกว่า 4 ปี กระทั่งเมื่อประมาณต้นปี 2567 ตนเริ่มระแคะระคายว่าสามีมีคนอื่น จึงพยายามติดตามเพื่อหาหลักฐานต่าง ๆ จนมาเจอแชตในอินสตาแกรม ทำให้ทราบว่าผู้หญิงจะเดินทางมาหาที่กรุงเทพฯ และไปนัดเจอกันที่ไหน ซึ่งตนเคยขับรถตามแต่ไม่ทัน
ประมาณเดือน ส.ค. 2567 ตนเคยโทรไปพูดคุยกับผู้หญิง ซึ่งทางผู้หญิงบอกว่าไม่รู้ว่าสามีจดทะเบียนสมรสแล้ว และบอกว่าสามีไปหลอกเขา บอกรักเขา จะย้ายไปอยู่สร้างครอบครัวด้วยกัน ตนจึงบอกให้สามีมาเลิกกับตนก่อน เพื่อความถูกต้อง
ตนคิดว่าผู้หญิงจะเลิกคุย แต่กลับไม่ใช่ มาจับได้อีกครั้งตอนสามีเข้าโรงพยาบาลและไม่ให้ตนไปเฝ้า ตนจึงขอเลิกและให้สามีออกไปจากชีวิต แต่สามีก็ไม่ยอม นอกจากนี้ตนได้ไปเห็นแชตพูดคุยเรื่องผลประโยชน์ในหน้าที่การงานหากเลิกรากับตน
ตนเคยตามสามีไปถึงบางแสน หลังรู้ว่ามีการนัดไปเที่ยวกับผู้หญิง สามีบอกกับตนว่าหลอกตนมาตลอด ที่ยังบอกรักเพราะกลัวว่าตนจะฟ้องร้องผู้หญิง ตนเสียใจมาก แต่คงไม่เท่ากับวันที่สามีไปเป็นพยานให้ฝั่งผู้หญิงในชั้นศาล ซึ่งตนทำการฟ้องชู้ และสามียังเบิกความเท็จพูดในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง อ้างว่าไม่ได้อยู่กินด้วยกันกับตน คบหากันกับตนเฉพาะเรื่องธุรกิจ และรับไม่ได้ที่ตนมีลูกติด ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่ เพราะสามีรับรู้มาตั้งแต่คบกันแรก ๆ ตั้งแต่ที่ตนเข้าไปอยู่บ้านสามีที่ จ.สระบุรี และทำธุรกิจต้นไม้ด้วยกันในช่วงโควิด ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และชักชวนสามีมาทำงานร่วมกัน โดยตนพร้อมสนับสนุนสามีทุกอย่างอย่างเต็มที่
ตอนแรกตนเคยขอร้องให้สามีออกไปจากชีวิตเอ เคยถึงขนาดยกมือไหว้ขอร้อง แต่สามีไม่ยอม เพราะห่วงในผลประโยชน์ของการทำงาน จนต้องให้ทนายฟ้องร้องแทน ซึ่งตอนนี้สามีก็ได้ฟ้องกลับตนมา 3 คดี คือ 1. สามีฟ้องหมิ่นประมาท 2. ผู้หญิงฟ้องหมิ่นประมาท และ 3. ฟ้องการสมรสเป็นโมฆะ (ฟ้องหย่า)
ตนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนรอบตัวรับรู้ว่าตนรักสามีมาก ตนตั้งใจรักและสร้างครอบครัวด้วยกัน ตกใจที่สามีบอกว่าไม่ได้รักตน อยู่กับตนเพราะหน้าที่การงานและธุรกิจ แต่ก็รู้ว่าคนเรามันเลิกรักกันได้ ตนเคยขอร้องสามีว่าให้ผู้หญิงยอมรับความผิด และยินดีให้ตนดำเนินคดี พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย โดยที่จะไม่มีใครรับรู้เรื่องราว จากนั้นตนยินดีที่จะหย่าให้ทันที แต่สามีก็ไม่ยอม
การที่วันนี้ตนต้องออกมาทำแบบนี้ ก็เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเอง เพราะตนถูกข่มขู่จะเอาชีวิต อยากให้สามีออกมาพูดความจริง ขอโทษตนและยอมรับความผิดของตัวเอง พร้อมถอนฟ้องตน เคลียร์ปัญหาให้จบและแยกย้ายกันไป
ด้านนายแม่ปุ๊กกี้ กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากน้องที่ถูกสามีข่มขู่จะเอาชีวิต รวมถึงข่มขู่ว่าจะไปดักทำร้ายร่างกายลูกชายของน้องที่โรงเรียน ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งวันนี้ตนได้ประสานไปยังท่านธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อทำเรื่องคุ้มครองพยาน เพราะผู้เสียหายอยู่กับลูกแค่ 2 คน เราไม่รู้ว่าฝั่งสามีจะทำจริงตามที่พูดหรือไม่ หากวันไหนบันดาลโทสะจะได้มีหลักฐานและข้อต่อสู้ในทางกฎหมายได้ทันที
นอกจากนี้ ตัวน้องเอง สามีของน้อง และหญิงอีกคน ทั้งหมดทำงานที่เดียวกัน เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แต่กลับไม่ได้รับความยุติธรรมในองค์กร มีการกล่าวหาว่าการที่น้องเปิดเผยข้อมูลทำให้องค์กรเสียหาย และสั่งให้ลบคลิปต่าง ๆ
ตนอยากให้พิจารณาว่า ในเรื่องนี้ ต้นเหตุใครเป็นคนผิด และในเมื่อน้องเคยไปร้องเรียนกับองค์กรแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการเยียวยาใด ๆ เลย จนต้องออกมาร้องขอความยุติธรรมในสังคม เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง วันนี้ตนจะพาน้องไปร้องยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหากมีสิ่งไหนที่ทำได้ ยินดีที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
