รายการโหนกระแสวันนี้ (27 ส.ค. 2569) พูดคุยกรณีดรามาที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยรับตัวชายวัย 79 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีแผลกดทับ ไปส่ง รพ. แต่เมื่อนำกลับมาส่ง หญิงวัย 77 ปี ที่อยู่ที่บ้านปฏิเสธไม่รับดูแล ทำเอากู้ภัยงงว่าจะต้องทำอย่างไร สุดท้ายจึงนำกลับไป รพ. ก่อนที่จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแล
หญิงคนดังกล่าว ซึ่งในรายการเรียกว่า มะ ชี้แจงว่า ในอดีตมะและนายดำริเคยครองคู่เป็นสามีภรรยากัน แต่งงานกันตามประเพณี เมื่อปี พ.ศ. 2528 แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และไม่มีลูกด้วยกัน จนกระทั่งได้เลิกรากันไปในปี พ.ศ. 2551
นายดำริได้ข่มขู่บังคับจะเอารถกระบะที่เป็นชื่อของมะไป เพื่อที่เขาจะนำไปใช้เป็นสินสอดแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ และยังได้เอาเงินสดไปอีกถึง 100,000 บาท ซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงที่ทำมาหากินร่วมกัน
ทนายแก้ว ดร. มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ได้อธิบายข้อกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ใครที่มีหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลตาดำริ
ในแง่ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ทนายแก้ว ระบุว่า ตามมาตรา 1461 กำหนดให้สามีภรรยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน แต่สำหรับกรณีของมะและตาดำรินั้น แม้จะเคยครองคู่กันมา แต่เป็นการแต่งงานตามประเพณีโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส ไม่มีลูกด้วยกัน และได้เลิกราแยกทางกันอย่างเด็ดขาดไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ดังนั้น ในทางกฎหมาย มะจึงไม่ถือว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตาดำริแต่อย่างใด
สำหรับประเด็นทางอาญาเกี่ยวกับการทอดทิ้งผู้ป่วย ทนายแก้ว ได้ชี้แจงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 307 ซึ่งระบุโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามสัญญาในการดูแลผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วทอดทิ้งไป ซึ่งมะไม่มีความผิดตามมาตรานี้ เนื่องจากเธอไม่มีพันธะหน้าที่ตามกฎหมายหรือสัญญาใด ๆ ในการดูแลตาดำริ
หนุ่ม กรรชัย ได้เปรียบเทียบว่า หากเราอนุญาตให้เพื่อนเข้ามาพักอาศัยในบ้านชั่วคราวด้วยความสงสาร แต่ต่อมาเพื่อนประพฤติตัวไม่ดี เราเลยไล่ออกไป แบบนี้ได้หรือไม่ ซึ่งทนายแก้วตอบว่า ได้ แม้ว่าเพื่อนคนนั้นจะเจ็บป่วยในภายหลัง เราก็ไม่มีความผิดทางกฎหมายในการปฏิเสธไม่ดูแล เพราะไม่มีหน้าที่ต่อกัน มะจึงไม่มีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา
เมื่อคนในบ้านไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว หน้าที่นี้จะตกเป็นของรัฐบาลโดยตรง เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ได้กำหนดสิทธิ์ของผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปว่า รัฐต้องมีหน้าที่ในการดูแล ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ที่มอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐอย่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. มีหน้าที่รับตัวผู้สูงอายุกลุ่มนี้ไปดูแล โดยเรื่องนี้สามารถประสานงานให้ พม. เข้ามาดูแลดำเนินการต่อได้ทันที
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด โรงพยาบาลลาดบัวหลวงได้รับการติดต่อประสานงานจากบ้านพักคนชราแล้ว ซึ่งจะมีการส่งตัวตาดำริไปเข้ารับการดูแลอุปการะในช่วงบ่ายของวันถัดไป
ทนายแก้ว ยังได้อธิบายถึงสิทธิ์ที่ตาดำริจะได้รับการซัปพอร์ตทางการเงินจากภาครัฐผ่าน พม. เป็นเงินจำนวน 3,000 บาท ทุก ๆ 3 เดือน ซึ่งตาดำริสามารถยกเงินส่วนนี้ให้แก่บ้านพักคนชราเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลได้ นอกจากนี้ หากตาดำริได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการเพิ่มเติม ก็จะได้รับเบี้ยคนพิการซัปพอร์ตอีกประมาณ 18,000 บาท
มะเล่าเพิ่มเติมว่า ตาดำริเคยมีภรรยาหลายคน โดยภรรยาคนแรกหรือเมียหลวงมีลูกด้วยกัน 2 คน ขณะที่ตัวมะเองเป็นภรรยาคนที่สอง แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน จากนั้นตาดำริได้ไปมีภรรยาคนที่สาม ซึ่งมีการจดทะเบียนสมรสด้วยกัน และมีภรรยาคนที่สี่ตามมาตามลำดับ ซึ่งในปัจจุบันได้เลิกรากันไปหมดแล้ว
ที่มีกระแสข่าวว่าทางครอบครัวตาดำริจะส่งเงินมาช่วย มะยืนยันว่าไม่มีและไม่เคยมี มีเพียงทางภรรยาที่จดทะเบียนที่เขาเคยพูดว่า หากตาดำริเป็นอะไรไปเขาจะรับไปจัดพิธีตามประเพณี และมีเงินที่จะได้รับอยู่ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของเขา มะไม่ได้มีส่วนหรือติดใจอะไร ซึ่งทนายแก้วชี้ว่า หากเป็นภรรยาที่มีทะเบียนสมรสก็มีหน้าที่ต้องดูแล หากไม่ทำก็จะมีความผิดตามกฎหมาย