วันที่ 17 ก.ย. 2569 เวลา 10.00 น. ที่สภาทนายความ ทีมสายไหมต้องรอดพาหญิงผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการมรรยาททนายความ หลังถูกทนายทำร้ายร่างกายอย่างหนัก ทั้งบีบคอ ใช้ขวดซีอิ๊วฟาดศีรษะ และรัวหมัดเข้าใบหน้ากว่า 30 หมัด เหตุเพียงถอยรถไปโดนกล่องโฟม ขณะที่คู่กรณีกลับอ้างว่าคลิปเหตุการณ์ถูกตัดต่อกระโดดไปมา และไม่ได้ทำร้ายเพราะเรื่องกล่องโฟม แต่เพราะฝ่ายหญิงด่าทอดูหมิ่น ซึ่งประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพทนายความ
นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเหตุและมีการพูดคุยกันในรายการโหนกระแส ได้รับการติดต่อจากทนายความคู่กรณี ซึ่งแสดงความประสงค์ต้องการพูดคุย ขอโทษ และเยียวยาผู้เสียหาย รวมถึงบอกว่าเตรียมย้ายบ้านเพื่อให้เกิดความสบายใจกับคนในชุมชน
อย่างไรก็ตาม การขอโทษหรือการเยียวยาจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความจริงใจและการกระทำของคู่กรณี โดยขณะนี้ขอให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนคดีอาญายังคงต้องดำเนินต่อ เนื่องจากเป็นคดีที่ไม่สามารถยอมความได้ ขณะที่การเยียวยาค่ารักษาพยาบาลหรือดูแลสภาพจิตใจของผู้เสียหาย อาจนำไปประกอบการพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษได้
วันนี้จึงพาผู้เสียหายมายื่นหนังสือ ร้องเรียนมารยาททนายความ โดยมีเอกสารพร้อมคลิปหลักฐาน ให้กับทางสภาทนายความพิจารณา
คุณแนน ผู้เสียหาย เปิดเผยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูก ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีอาการหวาดระแวงและวิตกกังวล และในช่วงกลางดึกบางครั้งลูกจะตื่นขึ้นมากรีดร้องเสียงดัง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการลักษณะดังกล่าว
ช่วงเวลาประมาณตี 3 ถึงตี 4 ได้ยินเสียงลูกกรีดร้องแทบทุกค่ำคืน จึงรีบตื่นขึ้นไปดู และพบว่าลูกกรีดร้องและทำร้ายตัวเอง จึงต้องกอดและปลอบให้สงบ ก่อนที่ลูกจะสามารถกลับไปนอนต่อได้ ทำให้ครอบครัวเกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาพจิตใจของลูก และได้พาไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ
ขณะนี้ยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับทนายความคู่กรณี เพราะเพียงเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงก็ทำให้เกิดความเครียดและใจสั่น จึงต้องการเวลาในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ
หากคู่กรณีต้องการขอโทษ สิ่งที่อยากเห็นไม่ใช่เพียงการขอโทษต่อตัวเธอ แต่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนในชุมชนด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้เพื่อนบ้านหลายครอบครัวพยายามหลีกเลี่ยงการมีปัญหาและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
นอกจากนี้ พฤติกรรมของทนายความคนดังกล่าว มีการนำความรู้ด้านกฎหมายมาอ้างในการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน เกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการเล่นของเด็กในซอย จนทำให้คนในชุมชนรู้สึกกังวลและพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
ดร. พีรภัทร ฝอยทอง โฆษกสภาทนายความ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก ดร. ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความให้มารับเรื่อง เปิดเผยว่า สภาทนายความจะตรวจสอบว่า พฤติกรรมของทนายความรายดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อพระราชบัญญัติทนายความและข้อบังคับว่าด้วยมรรยาททนายความหรือไม่ โดยเฉพาะข้อบังคับที่กำหนดให้ทนายความต้องไม่ประพฤติตนในลักษณะที่เสื่อมเสียหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีต่อการประกอบวิชาชีพ เนื่องจากแม้พฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนจะไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในศาลโดยตรง แต่หากมีพฤติกรรมที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ ก็สามารถนำมาพิจารณาได้ตามข้อบังคับ
หลังจากรับเรื่อง สภาทนายความจะนำเอกสาร คลิปวิดีโอ และหลักฐานต่าง ๆ ที่ผู้เสียหายนำมายื่น ประกอบการพิจารณา พร้อมเรียกทนายความคู่กรณีเข้ามาชี้แจง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย
สำหรับบทลงโทษด้านมรรยาททนายความ หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความผิด มีตั้งแต่ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 3 ปี ไปจนถึงโทษสูงสุด คือการลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ
ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนบ้านรายอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของทนายความรายนี้ แม้ผู้เสียหายรายอื่นจะยังไม่ได้เข้ามาร้องเรียนโดยตรง แต่ข้อมูลจากคลิปข่าวหรือการสัมภาษณ์เพื่อนบ้าน สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตรวจสอบได้ และหากผู้เสียหายรายอื่นเข้ามาร้องเรียนโดยตรง ก็จะมีน้ำหนักในการพิจารณามากขึ้น
เบื้องต้น สภาทนายความจะเร่งดำเนินการ จะเริ่มแจ้งเรื่องไปยังคู่กรณีเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งนี้ การพิจารณาจะดำเนินการโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นอิสระ