รายการโหนกระแสวันนี้ (30 ก.ย. 2569) พูดคุยถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการเชิญจิตอาสาที่ลงพื้นที่เข้ามาสะท้อนภาพการช่วยเหลือ รวมถึงการทำงานของข้าราชการระดับปฏิบัติการที่ทำงานหนักในพื้นที่ โดยชี้ประเด็นสำคัญว่า สาเหตุที่ภาพการทำงานของภาครัฐไม่ชัดเจน เนื่องจากขาดศูนย์บัญชาการที่เป็นเอกภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่เอง แต่ควรรวมศูนย์บัญชาการ นำผู้เชี่ยวชาญด้านฝน เขื่อน น้ำใต้ดิน และการระบายน้ำมาร่วมสั่งการในที่เดียว เหมือนเช่นวิกฤติน้ำท่วมปี 2554 ที่มีการตั้งศูนย์บัญชาการและทำงานร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากปีนี้ที่ไม่ได้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
ผู้ร่วมรายการประกอบด้วย ดร. บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี, อ. เบียร์ ฅนตื่นธรรม และคุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
คุณบุ๋ม ปนัดดา เล่าถึงการรับแจ้งเหตุอพยพประชาชนในพื้นที่ อ. องครักษ์ จ. นครนายกตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งมีจำนวนผู้ประสบภัยเป็นหลักพันคน จึงไม่สามารถอพยพออกมาได้ทันที ในช่วงเช้าเรือช่วยเหลือยังมีจำนวนน้อย ก่อนที่เรือจะเริ่มเข้าพื้นที่มากขึ้นในช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือมีชาวบ้านบางส่วนไม่ยอมอพยพตั้งแต่แรก เนื่องจากระดับน้ำในตอนแรกยังสูงแค่ระดับเอวหรือต้นขา ทำให้คิดว่ายังพออาศัยอยู่ได้ หรือหวังว่าน้ำจะลดลง เพราะก่อนหน้านี้น้ำเคยขึ้นแล้วลดลงจนแห้งแล้ว และชาวบ้านกำลังล้างทำความสะอาดบ้านกันอยู่ พอระดับน้ำกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งช่วง 9 โมงเช้า จึงคิดว่าน้ำจะไม่สูงไปกว่าเดิม แต่ปรากฏว่าระดับน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนมิดหัว ซึ่งคุณไพฑูรย์กล่าวเสริมว่า เองครักษ์เป็นจุดรับน้ำปลายน้ำของเขื่อนขุนด่านฯ ที่ปล่อยมา ประกอบกับมีมวลน้ำฝนตกสะสมจากนครสวรรค์ นางรอง และลำเชียงไกร ไหลมารวมกัน
นอกจากพื้นที่องครักษ์แล้ว สถานการณ์ที่ จ. ปราจีนบุรี และ อ. กบินทร์บุรี ก็วิกฤติ โดยทีมกู้ภัยต้องสแตนด์บายต่อเนื่อง 4 ถึง 5 วันโดยไม่สามารถขยับขยายไปไหนได้ เนื่องจากปราจีนบุรีต้องรับน้ำหลากจากเขาใหญ่ตั้งแต่ช่วงแรกพร้อมกับกรุงเทพมหานคร และยังรับน้ำจากพื้นที่อื่นเพิ่มเติม จนระดับน้ำสูงขึ้นอีก 40 ถึง 50 เซนติเมตร
ด้านอาจารย์เบียร์ ได้มีการลงพื้นที่ช่วยเหลือทั้งในจุดคลองจั่นและร่มเกล้าจนถึงช่วงตีสาม โดยอาจารย์เบียร์ได้นำวัตถุดิบประกอบอาหาร เช่น เนื้อไก่และผักสด ไปสนับสนุนครัวในพื้นที่บ้านบัวขาว เนื่องจากครัวเดิมผลิตอาหารไม่ทัน รวมถึงมีการปรับรูปแบบจากการทำอาหารสดมาเน้นการแจกจ่ายอาหารแห้งและอาหารสำเร็จรูปสำรองไว้ เพื่อรับมือกับภาวะน้ำขึ้นน้ำลงและฝนที่จะตกซ้ำลงมาอีก
คุณบุ๋ม ชี้แจงถึงข้อจำกัดการทำงานของทีมกู้ภัยที่ต้องเดินทางไปช่วยหลายจังหวัด ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าทีมช่วยเหลือในกรุงเทพฯ หายไปไหน ทั้งที่ความจริงต้องกระจายกำลังไปพื้นที่ต่างจังหวัดก่อน พร้อมเน้นย้ำหลักการทำงานหน้างานว่า ไม่สามารถนำอาหารเข้าไปส่งเพื่อให้ผู้ประสบภัยนั่งรับประทานอยู่ในบ้านโดยไม่ช่วยอพยพได้ แต่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการอพยพกลุ่มเปราะบางก่อน ได้แก่ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ ผู้สูงอายุ และบ้านที่มีเด็กเล็กมาก ๆ ซึ่งในการลงพื้นที่จริงนั้น การช่วยผู้สูงอายุเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะระดับน้ำบริเวณปากซอยแม้จะยืนได้ แต่เมื่อลึกเข้าไปในซอยจะเป็นแอ่งและระดับน้ำท่วมสูงมิดหัว บางเคสต้องอุ้มผู้สูงอายุออกมา หรือต้องบุกเข้าทางบ้านข้างเคียงเพื่อนำเรือไปเทียบกำแพงนำตัวคุณตาคุณยายที่ติดอยู่ชั้นบนออก นอกจากนี้ คุณบุ๋มยังได้กล่าวถึงความเครียดของผู้ประสบภัยในโซเชียลมีเดียที่มีการคอมเมนต์ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ซึ่งอยากขอให้พูดคุยกันดี ๆ ไม่ใช่ด่ามาเลย แจ้งข้อมูลความเดือดร้อนมา แล้วเราจะพยายามเข้าไปช่วยให้ได้
สำหรับการสนับสนุนด้านอาหารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้มีการตั้งครัวกระจายในหลายจุด เช่น ครัวออเงิน ซึ่งผลิตอาหารแจกจ่ายวันละกว่า 10,000 กล่อง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในขณะที่อาจารย์เบียร์และทีมภาคประชาชนได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับมอบสิ่งของบริจาคและนำส่งต่อไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม คุณบุ๋มและอาจารย์เบียร์ได้สะท้อนอุปสรรคสำคัญที่สุดในการทำงาน คือการที่มีประชาชนนำรถยนต์มาจอดหนีน้ำขวางอยู่บนสะพานตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีการจัดระเบียบ ส่งผลให้รถกู้ภัย รถขนส่งอาหาร หรือแม้แต่รถขนาดใหญ่เช่น รถ GMC หรือรถ 10 ล้อ ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ จิตอาสาและเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องแบกข้าวสารและน้ำดื่มเดินฝ่าแนวรถจอดระยะทางไกลเพื่อนำไปลงเรืออีกฝั่งหนึ่ง คุณบุ๋มจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาบริหารจัดการเคลียร์พื้นที่บนสะพานอย่างน้อยหนึ่งช่องทางจราจร หรือนำรถไปฝากไว้ในสถานที่ใกล้เคียง เช่น สถาบันนิด้า หรือพื้นที่ร่มเกล้า เพื่อเปิดทางลำเลียงสิ่งของและช่วยชีวิตผู้ประสบภัย
อาจารย์เบียร์ กฃ่าวเสริมว่า ในพื้นที่ร่มเกล้าต้องรอถึง 3 วัน กว่าจะเริ่มมีรถห้องน้ำและครัวเข้ามาดูแล เนื่องจากไม่มีการตั้งเต็นท์อำนวยการเพื่อจัดระบบการทำงาน ถนนเข้าหมู่บ้านถูกรถจอดขวางทั้งสองฝั่ง ทำให้เรือกู้ภัยสัญจรลำบาก และเมื่อมีเรือกู้ชีพนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน เรือลำอื่นทั้งหมดต้องหยุดรอเพื่อเปิดทาง ทำให้กระบวนการช่วยเหลือเป็นไปอย่างเชื่องช้า ซึ่งคุณบุ๋มเน้นย้ำว่า การเคลียร์เส้นทางจราจรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของผู้ป่วยวิกฤต โดยเฉพาะผู้ป่วยฟอกไต ที่หากไม่ได้ฟอกไตตามกำหนดหลายวันจะเกิดอันตรายถึงชีวิต แต่กลับติดขัดไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้เนื่องจากรถขวางทาง
คุณไพฑูรย์ระบุว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้มีอำนาจสั่งการเด็ดขาดในระดับจังหวัดคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้อำนวยการป้องกันภัยจังหวัด
อาจารย์เบียร์ได้เปิดเผยความรู้สึก หลังจากการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นครั้งแรกว่า ได้เห็นถึงความลำบากอย่างแสนสาหัสของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ต้องแช่อยู่ในน้ำตั้งแต่เช้ายันเย็น ในช่วงแรกที่ตนเองออกเรือช่วยเหลือและมีการไลฟ์ ได้พยายามไปช่วยตามทุกข้อความทุกคอมเมนต์ที่แจ้งเข้ามา แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับไม่พบตัวผู้ประสบภัย ทำให้เสียเวลา ในระยะหลังจึงต้องปรับเปลี่ยนมาเน้นช่วยเหลือตามเส้นทางที่วางแผนไว้ และจะออกนอกแผนเฉพาะเคสเร่งด่วนจริง ๆ ที่มีพิกัดและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อได้ชัดเจนเท่านั้น
คุณบุ๋ม ได้เล่าถึงการถูกผู้ประสบภัยและผู้คนในโซเชียลมิเดียดุหรือต่อว่าอย่างรุนแรง เช่น การถูกต่อว่าว่าเหตุใดจึงไม่เข้ามาดูแลเด็ก 2 ขวบและคนแก่ที่อยู่ก้นซอย หรือต่อว่าว่าไม่ได้เข้ามาช่วยเหลืออะไรเลย ซึ่งคุณบุ๋มได้ชี้แจงในฐานะหัวหน้าทีมว่า ทุกคนมาทำงานเป็นจิตอาสาด้วยใจโดยไม่มีค่าตอบแทน ทีมงานไม่สามารถทราบได้เลยว่าใครติดอยู่ ณ จุดไหนหากไม่มีการแจ้งประสานงาน หากสื่อสารกันดี ๆ ว่ามีเด็กเล็กต้องการนมหรืออาหาร ทีมงานก็พร้อมฝ่าเข้าไปช่วยเหลือทันที การด่าทอเป็นเรื่องที่บั่นทอนจิตใจคนทำงานอย่างยิ่ง นอกจากภารกิจช่วยชีวิตคนแล้ว ทีมงานยังต้องแบกอาหารสัตว์และออกเก็บตกช่วยชีวิตสุนัขและแมวตามบ้านเรือนต่าง ๆ ในยามค่ำคืนอีกด้วย
คุณไพฑูรย์ได้นำภาพถ่ายดาวเทียมและผังน้ำขึ้นมาอธิบาย โดยระบุถึงมวลน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลและแม่น้ำนครนายก ซึ่งมีฝนตกหนักบริเวณเหนือเขื่อนในพื้นที่บ้านนาและแก่งคอย ปริมาณฝนที่ตกสูงถึง 200 ถึง 300 มิลลิเมตร พร้อม ๆ กับช่วงที่ตกในกรุงเทพมหานคร ได้ส่งผลให้มวลน้ำทั้งหมดไหลมารวมกันอยู่ที่ อ. องครักษ์ ลักษณะทางอุทกวิทยาเช่นนี้ทำให้น้ำท่วมขังในพื้นที่องครักษ์ยาวนาน และผู้ประสบภัยควรอพยพออกมานอกพื้นที่ เนื่องจากการส่งกำลังบำรุงทางเรือเข้าไปดูแลอาจต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน
เมื่อมองภาพรวมทั้งประเทศ เส้นทางการเกิดภัยน้ำท่วมในปีนี้เริ่มต้นไล่มาตั้งแต่จังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี จันทบุรี อำเภอแกลง จังหวัดระยอง นครนายก จนขยายไปถึงกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ซึ่งเขื่อนแม่กลองกำลังเร่งระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อน ขณะเดียวกันพื้นที่สุพรรณบุรีก็เผชิญน้ำท่วมจากฝนตกหนัก รวมถึงสมุทรปราการที่มีน้ำท่วมขังในหมู่บ้านจนส่งผลกระทบต่อพนักงานที่จะเดินทางไปปฏิบัติงาน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ
คุณไพฑูรย์ได้อธิบายผังการไหลของน้ำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคำว่า “น้ำเหนือ” โดยชี้ให้เห็นว่า น้ำเหนือเกิดจากการไหลมารวมกันของแม่น้ำสายหลักในภาคเหนือ ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน แม้แม่น้ำน่านจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่แม่น้ำปิงกลับมีมวลน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากฝนตกหนักในพื้นที่กำแพงเพชรและนครสวรรค์ มวลน้ำทั้งหมดไหลมารวมกันที่จุด C2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ บริเวณท้ายบึงบอระเพ็ด ด้วยอัตราการไหลสูงเกือบ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มวลน้ำจากนครสวรรค์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 วัน ลงมาถึงหน้าเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งมีระดับน้ำเหนือเขื่อนสูงจนใกล้แตะระดับความจุสูงสุด ประกอบกับมีน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังไหลมาสมทบ ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่อุทัยธานีและชัยนาท และจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำออกทางท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
เมื่อมวลน้ำเคลื่อนผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จะเดินทางมาบรรจบกับมวลน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ซึ่งขณะนั้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีความจุเต็ม 100% และต้องปล่อยน้ำผ่านประตูเขื่อนพระราม 6 ณ อำเภอท่าเรือ
มวลน้ำสองสายใหญ่จะมารวมกันเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 2,000 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ทั้งนี้ คุณไพฑูรย์ ระบุว่า ศักยภาพการรองรับน้ำของกรุงเทพมหานครและนนทบุรีสามารถรับได้สูงสุดเกือบ 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้นหากไม่มีฝนตกหนักซ้ำลงมา น้ำเหนือระลอกนี้จะยังไม่ถล่มกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ถึง 100 มิลลิเมตร ช่วงวันที่ 6 ถึง 8 ต.ค.
ในส่วนของระบบระบายน้ำ ได้มีการปรับลดการระบายน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบคลองรังสิต เนื่องจากน้ำเต็มคันกั้นและเกิดการแตกชำรุด แล้วเปลี่ยนมาระบายออกทางคลองหกวา และพื้นที่สายไหมแทน
คุณบุ๋มได้ตั้งคำถามสำคัญแทนประชาชนว่า ใครคือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการประกาศเตือนภัยหรือสั่งการให้อพยพอย่างเป็นทางการ คุณไพฑูรย์อธิบายว่า ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้มีอำนาจบัญชาการสูงสุดในแต่ละจังหวัดคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์ EOC ซึ่งจะต้องประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงและประกาศแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า
หนุ่ม กรรชัย ได้ระบุว่า เมื่อ 2 วันก่อน ในรายการได้ร่วมกันวิพากษ์วิจารณ์จุดอ่อนในการสื่อสารของภาครัฐที่มักใช้คำศัพท์กลาง ๆ เช่น เฝ้าระวัง หรือฟ้าหลัว จนประชาชนเกิดความชินชาและไม่ทันเตรียมตัว แต่เมื่อจะใช้คำเตือนที่ชัดเจน ภาครัฐก็มักเกรงว่าประชาชนจะตื่นตระหนก คุณไพฑูรย์ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของส่วนราชการที่ต้องเร่งแก้ไข โดยได้ยกตัวอย่างโมเดลการทำงานของ 4 จังหวัดลุ่มน้ำแม่กลอง (ราชบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี และสมุทรสาคร) ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมาร่วมประชุมวางแผนฉากทัศน์และสั่งการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นรูปแบบที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลควรนำมาปรับใช้
คุณบุ๋ม ได้เผยความอัดอั้นจากการทำงานร่วมกับภาครัฐมาโดยตลอด ตั้งแต่เหตุการณ์ภัยพิบัติเชียงราย ดินโคลนถล่มแม่สาย น่าน จนถึงหาดใหญ่ ว่าในทุกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์ ภาครัฐมักจะจัดประชุมร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยใช้คำว่า “ถอดบทเรียน” ตนเองร่วมถอดบทเรียนมาโดยตลอดจนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว แต่กลับไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงหรือการจัดระบบบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม ขั้นตอน 1 2 3 4 ที่ชัดเจนเกิดขึ้นจริงเลย และเรียกร้องให้ภาครัฐหยุดใช้คำว่าถอดบทเรียนแล้วลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กรุงเทพมหานครยังดีกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คือระบบสัญญาณโทรศัพท์ในกรุงเทพฯ ยังสามารถใช้งานได้ ทำให้ผู้ประสบภัยยังคงติดต่อขอความช่วยเหลือหรือแจ้งเคสฉุกเฉินได้ ต่างจากหาดใหญ่ที่สัญญาณดับและมืดจนไม่สามารถติดต่อช่วยเหลือผู้ป่วยวิกฤติได้เลย
กระแสข่าวน้ำเหนือ คุณบุ๋มระบุว่าต้องการทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวและวางแผนรับมือต่อไป ขณะที่อาจารย์เบียร์ก็ต้องการทราบข้อมูลเพื่อจัดเตรียมสรรพกำลังและเสบียงอาหารเข้าไปสนับสนุนพื้นที่ได้ทันท่วงที
ในรายการได้แสดงภาพแผนที่ผังน้ำเพื่อให้เห็นภาพรวม ซึ่งแสดงให้เห็นมวลน้ำที่ไหลมาจากทิศเหนือผ่านแม่น้ำสายหลัก ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน โดยมีแม่น้ำป่าสักอยู่ทางฝั่งขวา มวลน้ำทั้งหมดจากภาคเหนือจะไหลมารวมกันที่บริเวณท้ายบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของวิกฤตน้ำท่วม โดยปริมาณน้ำ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 2,326 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ว่าภายในวันที่ 4 ถึง 5 ปริมาณน้ำจะยกตัวสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่กำแพงเพชร คลองขลุง นครสวรรค์ และบรรพตพิสัย ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,645 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
มวลน้ำจากนครสวรรค์จะไหลผ่านสถานี C13 ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ซึ่งขณะนั้นกำลังปล่อยน้ำอยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอยู่ระหว่างขอเพิ่มการระบาย
คุณไพฑูรได้เปรียบเทียบสถิติการระบายน้ำในอดีตว่า ในปี 2564 เคยระบายสูงสุดที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปี 2554 ระบายที่ 3,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และปี 2549 ซึ่งหนักที่สุดเคยระบายสูงเกิน 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สำหรับสถานการณ์ปีนี้คาดการณ์ว่าการระบายน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 2,700 ถึง 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเข้าใกล้เคียงกับฉากทัศน์ปี 2564 ในส่วนของแม่น้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังสามารถหน่วงน้ำไว้ได้และค่อย ๆ ระบายลงสู่เขื่อนพระราม 6 อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะไหลมาบรรจบกับมวลน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาที่อำเภอบางไทร ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ มวลน้ำมหาศาล ณ บางไทรจะดันย้อนกลับเข้าไปในแม่น้ำน้อย ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่จุดต่ำ เช่น บางบาล หัวเวียง เสนา และผักไห่
จากแอ่งบางไทร มวลน้ำจะเคลื่อนตัวลงสู่ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยผู้ที่อยู่อาศัยริมตลิ่งและนอกคันกั้นน้ำจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นประมาณ 15 ถึง 20 เซนติเมตร ต่ออัตราการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม คันกั้นน้ำในเขตนนนทบุรีและกรุงเทพมหานคร สามารถรองรับปริมาณน้ำได้สูงสุดถึง 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระดับน้ำในแม่น้ำยังต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำอยู่ประมาณ 80 เซนติเมตร ดังนั้นหากไม่มีฝนตกหนักเกิน 100 มิลลิเมตรในพื้นที่ พื้นที่ภายในแนวคันกั้นน้ำจะยังคงปลอดภัยและระบายน้ำออกได้ทัน
นอกจากนี้ยังมีการแบ่งระบายน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีน ผ่านประตูพลเทพ ประมาณ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ตัวเมืองสุพรรณบุรีมีปริมาณน้ำผ่านประมาณ 300 ถึง 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ในระหว่างการพูดคุย ฝนได้เริ่มตกลงมา คุณบุ๋มได้ระบายความในใจว่า ในทุก ๆ วันต้องติดตามแผนที่ ระดับน้ำในเขื่อน เส้นทางน้ำ และการบริหารจัดการครัวจิตอาสาจนเก็บไปฝันเป็นแผนที่ประเทศไทย ไม่ได้มีเวลาดูซีรีส์หรือพักผ่อนเลย เพราะต้องวางแผนอพยพคนและกระจายอาหารให้ทันเวลา
คุณไพฑูรเตือนว่า ในช่วงวันที่ 4 ถึง 7 ตุลาคม จะเกิดปรากฏการณ์ความกดอากาศสูงจากจีนปะทะกับความชื้นจากมหาสมุทรอินเดีย ประกอบกับเป็นปีเอลนีโญที่มีความชื้นในอากาศสูง ทำให้มีโอกาสเกิดฝนตกหนักเป็นจุด ๆ และระดับน้ำอาจยกตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
อาจารย์เบียร์ได้ตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์การสื่อสารของภาครัฐ โดยมองว่าแม้ภาครัฐจะมีการประชุมและแถลงข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มการระบายน้ำ แต่เป็นการประกาศตัวเลขทางเทคนิคและการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ มากกว่าที่จะบอกคำแนะนำที่ชัดเจนว่าประชาชนต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องเตรียมตัว กักตุนสิ่งของ หรือรับมืออย่างไร ซึ่งคุณไพฑูรในฐานะตัวแทนภาครัฐยอมรับว่า แต่ละจังหวัดมีประกาศท้องถิ่นอยู่อยู่แล้ว แต่อาจยังขาดการสื่อสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงง่าย และรับปากว่าจะนำประเด็นนี้ไปปรับปรุงแก้ไข
คุณบุ๋มได้กล่าวเตือนจากประสบการณ์ตรงในฐานะคนทำหน้าที่อพยพว่า การอพยพผู้ประสบภัยในช่วงที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นแล้วเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงตัดสินใจอพยพออกมาก่อนเพื่อความปลอดภัย
มีผู้ประสบภัยบางจุดไม่ยอมอพยพออกจากบ้านตั้งแต่ช่วงที่ระดับน้ำยังสูงเพียงแค่ระดับหัวเข่า แต่กลับคาดหวังให้ทีมกู้ภัยนำอาหารเข้าไปส่งให้ถึงบ้านทุกวัน ซึ่งในทางปฏิบัติทำไม่ได้ เพราะทีมงานต้องกระจายกำลังไปช่วยเหลือในพื้นที่อื่นด้วยเช่นกัน ทีมกู้ภัยจึงจำเป็นต้องประเมินและให้ความสำคัญกับการอพยพกลุ่มเปราะบางอย่างผู้ป่วยติดเตียงออกมาก่อน
ในพื้นที่จริงมีผู้ประสบภัยต้องยอมลอยคอเอาข้าวเทิร์นไว้บนหัวตอนตีสองเพื่อหาอาหารเข้าบ้าน หรือมีพ่อที่ต้องทิ้งลูกเล็กไว้ในบ้านแล้วลอยคอออกมาหาอาหาร นอกจากนี้ยังเกิดเหตุการณ์ประชาชนไม่ยอมรอช่วงน้ำนิ่ง แต่ตัดสินใจลอยคอออกมาตอนกระแสน้ำเชี่ยวจนเรือร่มและต้องเกาะกิ่งไม้ไว้ ซึ่งทีมกู้ภัยสามารถช่วยเหลือไว้ได้
สำหรับสถานที่รองรับผู้ประสบภัย ทางศูนย์อพยพในกรุงเทพฯ มีความพร้อม โดยพื้นที่รังสิตได้ใช้มูลนิธิองค์กรทำดีเป็นศูนย์อพยพ ทั้งนี้ คุณบุ๋มชี้ว่าการย้ายผู้ประสบภัยในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนกว่าต่างจังหวัดอย่างมาก เนื่องจากผู้ประสบภัยมักไม่ยอมไปศูนย์อพยพ แต่มุ่งหวังให้ไปส่งที่บ้านญาติข้ามเขต เช่น จากแฮปปี้แลนด์ไปส่งที่พระราม 5 ทำให้การช่วยเหลือในแต่ละเคสต้องเสียเวลาไปถึงครึ่งวัน เพราะต้องเผชิญทั้งเส้นทางน้ำท่วมและการสัญจรที่ติดขัดจากรถยนต์จอดเสียขวางทาง
ระหว่างออกอากาศ มีผู้ส่งข้อความเข้ามาแจ้งว่า สถานการณ์ที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ถือว่าวิกฤติหนัก เนื่องจากระดับน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร คุณไพฑูรย์อธิบายเสริมว่า ลุ่มน้ำบางปะกงเป็นคนละส่วนกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยรองรับน้ำจากสระแก้ว จันทบุรี นครนายก และแม่น้ำปราจีนบุรี ไหลมารวมกันที่บริเวณบ้านสร้าง บางน้ำเปรี้ยว โยธะกา และปากน้ำโจ้โล้ ปัจจุบันบริบทของพื้นที่เปลี่ยนจากการทำนามาเป็นการสร้างบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้น้ำท่วมขังในเขตนครนายก องครักษ์ ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา แช่นานเป็นเดือน
คุณบุ๋ม คาดการณ์ว่าในพื้นที่องครักษ์จะต้องรายล้อมด้วยน้ำนาน 15 ถึง 20 วัน แต่การที่ผู้ประสบภัยบางคนยังลังเลไม่อยากอพยพออก ทำให้กู้ภัยต้องเสียเวลาสแตนด์บายรอ ทั้งที่ควรเคลียร์พื้นที่แล้วขยับไปช่วยเหลือจุดอื่น คุณบุ๋มและคุณไพฑูรย์จึงเสนอแนะแนวทางทางกฎหมายว่า หากภาครัฐมีคำสั่งอพยพแล้วผู้ประสบภัยไม่ยอมปฏิบัติตาม อาจพิจารณาตัดสิทธิ์การรับเงินชดเชย เช่นเดียวกับมาตรการในออสเตรเลีย เพื่อบังคับให้เกิดความตระหนักและไม่สร้างภาระกับทีมกู้ภัย
ในส่วนของจังหวัดอุทัยธานี กำลังประสบปัญหาน้ำยกตัวสูงขึ้นเนื่องจากระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาสูงเกินไป จนไปยันดันมวลน้ำจากแม่น้ำสแกกรังไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ คุณบุ๋มย้อนเล่าเหตุการณ์ปีที่แล้วที่อุทัยธานีว่า มีบ้านเรือนพังเสียหายจมหายไปกับน้ำกว่า 100 หลังคาเรือน และเกือบเกิดความสูญเสียใหญ่ที่ศูนย์เด็กเล็ก นอกจากนี้ คุณไพฑูรย์ยังระบุถึงพื้นที่สุพรรณบุรีและจังหวัดระยองที่ได้รับผลกระทบหนัก โดยระยองเผชิญปัญหาน้ำล้นฝายบ้านค่าย เนื่องจากอ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และคลองใหญ่ มีปริมาณน้ำเต็ม 100%
อาจารย์เบียร์ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐและนักการเมืองในพื้นที่ว่า ควรเข้ามาบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แทนที่จะปล่อยให้ภาคประชาชนและจิตอาสามาแบกรับภาระช่วยเหลือกันเอง พร้อมทั้งเผยพฤติกรรมของนักการเมือง พรรคการเมือง และบางหน่วยงาน ที่เข้ามาถ่ายรูปคู่กับกล่องข้าวและเต็นท์โรงครัวของอาจารย์เบียร์ รวมถึงการนำป้ายชื่อหน่วยงานมาถือ แอบอ้างผลงานว่าเป็นของตนเอง ทั้งที่ไม่ได้ร่วมลงแรงทำด้วยใจ
นอกจากนี้ยังเกิดเหตุการณ์น้ำดื่มคิตตี้จำนวน 30,000 ขวด ที่อาจารย์เบียร์นำไปตั้งจุดแจกจ่ายไว้ที่คลองจั่น ได้หายไปหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว จากการตรวจสอบคลิปพบว่ามีบุคคลนำรถเข็นผักมาลำเลียงขนน้ำออกไปอย่างต่อเนื่อง และมีกระแสข่าวว่าน้ำดื่มดังกล่าวถูกนำไปวางขายต่อในร้านขายของชำ อย่างไรก็ตาม คุณบุ๋มและอาจารย์เบียร์ได้กล่าวแสดงความขอบคุณไปยังเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้เข้ามาร่วมประสานงาน สนับสนุนยานพาหนะ และยอมเสียสละลอยคอในน้ำเพื่อช่วยลำเลียงผู้ประสบภัยและสิ่งของบริจาคเข้าสู่พื้นที่อย่างเต็มกำลัง
อาจารย์เบียร์ได้เล่าวความประทับใจและชื่นชมกลุ่มเด็กวัยรุ่นจิตอาสาในพื้นที่ ซึ่งนำห่วงยาง แพ และเรือยาว มาต่อขาช่วยกันลากลำเลียงอาหารและข้าวกล่องเข้าไปแจกจ่ายตามซอกซอยแคบ ๆ ที่เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ก็อยากให้ระวังเรื่องความปลอดภัยหน้างาน เนื่องจากพบปัญหากระแสไฟฟ้ารั่วในน้ำขังหลายจุด ซึ่งก่อนหน้าเคยเกิดเหตุการณ์ที่อาสาสมัครโดนไฟดูดและต้องทำ CPR ช่วยชีวิต นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคเรื่องขยะ สายไฟที่จุ่มลงในน้ำ และหลังคาบ้านที่ยื่นออกมาทิ่มศีรษะ รวมถึงสัตว์มีพิษที่ออกมาช่วงน้ำท่วม จึงแนะนำให้ลงพื้นที่ช่วงกลางวันจะปลอดภัยกว่า
อาจารย์เบียร์ยังได้เล่าถึง ดร. มัลลิกาซึ่งได้ลงพื้นที่คลองจั่นและช่วยลุย ทั้งไปลากรถทหารมาเตรียมพร้อม และคอยกำกับดูแลจนทหารและทุกคนจัดเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้อย่างเรียบร้อย
หนุ่ม กรรชัย ได้แสดงความกังวลถึงปริมาณฝน ซึ่งคุณไพฑูรย์ได้อธิบายว่า สภาพอากาศในปัจจุบันมีลักษณะนิ่งและแช่ตัว เกิดจากมรสุมและปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาปะทะกัน แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะคาดการณ์ฝนไว้ที่ประมาณ 100 มิลลิเมตร แต่ก็ต้องมีการจำลองฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อเตรียมรับมือกรณีฝนตกเกินคาดการณ์ โดยมีการประชุมร่วมกับ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแบ่งน้ำออกฝั่งซ้ายและฝั่งขวา รวมถึงการสื่อสารให้ประชาชนริมน้ำ พื้นที่นอกคันกั้นน้ำ และจุดฟันหลอได้รับทราบข้อมูลเพื่อเตรียมตัวรับมืออย่างถูกต้อง
คุณบุ๋ม ได้วิพากษ์วิจารณ์ระบบราชการไทยว่า เมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหัวหน้า ปภ. ก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งจัดประชุมกันใหม่ทุกครั้ง ซึ่งคุณไพฑูรย์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นจุดอ่อนที่ภาครัฐต้องยอมรับและเร่งแก้ไข เนื่องจากการบริหารจัดการภัยพิบัติมีหน่วยงานเกี่ยวข้องซ้ำซ้อนและขาดศูนย์บัญชาการเดี่ยว หรือ Single Command ที่มีอำนาจสั่งการอย่างเด็ดขาดและเตรียมแผนล่วงหน้า
เมื่อถามถึงความมั่นคงของเขื่อนต่าง ๆ ว่าจะสามารถรองรับน้ำได้หรือไม่ คุณไพฑูรย์ยืนยันว่า โครงสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง เช่น เขื่อนป่าสัก เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ มีอาคารระบายน้ำล้น (Spillway) ทั้งแบบปกติและฉุกเฉิน ตัวโครงสร้างเขื่อนมีความมั่นคงปลอดภัยแน่นอนและไม่เคยพัง แต่ปัญหาคือเมื่อน้ำล้น Spillway ออกไป จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน เนื่องจากลำน้ำในปัจจุบันมีความแคบลงมากจากการก่อสร้างกำแพงกั้นดินและสิ่งปลูกสร้างริมน้ำ เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่โดนไขมันอุดตัน เมื่อมีมวลน้ำมหาศาลไหลมากดทับ คันกั้นน้ำจึงแตกและทะลักเข้าท่วมเมืองอย่างรวดเร็ว เช่น เหตุการณ์ที่ทับมา ระยอง และสิงห์บุรี
นอกจากนี้ คุณไพฑูรย์ยังได้แจ้งเตือนพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เช่น ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี กทม. ในจุดฟันหลอ รวมถึงพื้นที่แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลองฝั่งขวา (กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม) และเพชรบุรี ให้ระวังระดับน้ำที่จะยกตัวสูงขึ้น พร้อมชี้ว่าความพิเศษของวิกฤติน้ำท่วมในปีนี้คือ การเกิดเหตุการณ์พร้อมกันทั่วทุกภูมิภาคเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญและความชื้นแช่ตัว ทำให้ไม่สามารถย้ายผู้ประสบภัยออกไปฝั่งตะวันออกเหมือนเช่นปี 2554 ได้ กรุงเทพมหานครอาจจำเป็นต้องปรับระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะในเขตรอบนอกฝั่งตะวันออกที่เป็นพื้นที่ต่ำ
คุณบุ๋ม ได้ระบุถึงภารกิจที่จะเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อที่จังหวัดอุทัยธานี ระยอง และอีกหลายพื้นที่ โดยมีทีมงานจิตอาสาจากต่างจังหวัดมาร่วมลงพื้นที่ ซึ่งมูลนิธิองค์กรทำดีของคุณบุ๋มช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายและค่าน้ำมัน คุณบุ๋มเปิดใจว่าในการทำงานช่วงแรก จำเป็นต้องใช้เงินส่วนตัวออกสำรองไปก่อนเสมอ เพราะหากมัวรอขั้นตอนการขออนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณจากคณะกรรมการ การช่วยเหลือคงไม่ทันกาล
อาจารย์เบียร์ได้ฝากถึงหน่วยงานภาครัฐอย่างตรงไปตรงมาว่า วันแรกที่ตนเข้าไป ประชาชนตามตึกและแฟลตต่าง ๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่เห็นหน่วยงานรัฐเข้ามาดูแล จึงขอให้ภาครัฐขยับตัวให้รวดเร็วเหมือนภาคเอกชนหรือกู้ภัย-จิตอาสา อาจารย์เบียร์ตั้งข้อสังเกตว่า ภาครัฐมีข้อมูลครบถ้วนแต่กลับขยับตัวเชื่องช้า บางหน่วยงานยังติดวันหยุดราชการ อีกทั้งเกิดปัญหาไม่คุยกัน ขัดขา มีอีโก้ข้ามหน่วยงาน ส่งผลให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับ “เดอะแบก” ซึ่งก็คืออาสาสมัครกู้ภัยที่ต้องยกเรือ ลากเรือข้ามสะพาน และแบกสิ่งของบริจาค หลายได้นอนแค่วันละ 2 ชั่วโมง และแทบไม่เห็นเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่มีผู้ป่วยหนักต้องอพยพ
คุณบุ๋ม ได้ส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคน และกล่าวขอโทษที่ทีมงานไม่สามารถเดินทางไปช่วยเหลือได้ครบทุกจุด เนื่องจากพื้นที่กว้างใหญ่และขาดอำนาจสั่งการเชิงบริหาร พร้อมขอความเห็นใจอย่าเพิ่งต่อว่าทีมงานจิตอาสาที่เดินทางมาจากหลากหลายจังหวัดด้วยหัวใจ
ด้านคุณไพฑูรย์ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ได้กล่าวขอโทษประชาชนผ่านทางรายการ ยอมรับว่าระบบราชการมีจุดอ่อนและต้องปรับปรุงแก้ไขครั้งใหญ่ ซึ่งจะนำข้อสังเกตทั้งหมดเข้าหารือในที่ประชุมระดับผู้บริหารเพื่อปรับตัวรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวนต่อไป
ในช่วงท้ายรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ไม่ลงพื้นที่เอง เนื่องจากไม่อยากไปสร้างภาระเพิ่มให้แก่ทีมกู้ภัยหน้างาน แต่ขอทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงช่วยประสานงานเคสฉุกเฉินอยู่เบื้องหลัง
สุดท้าย ทุกคนเห็นตรงกันว่า วิกฤติน้ำท่วมในขั้นตอน “การฟื้นฟู” ถือเป็นงานที่หนักหนาและยาวนานกว่าช่วงน้ำท่วมหลายเท่า เนื่องจากโรงเรียน อุปกรณ์ประกอบอาชีพ บ้านเรือน และเงินลงทุนของประชาชนถูกน้ำท่วมพังเสียหายทั้งหมด บางเคสสูญเสียเงินลงทุนไปหลายล้านบาทจนเกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือและร่วมมือฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วนต่อไป