มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

สี่เส้า! ยิ่งคุยเรื่องยิ่งโผล่ สามีชาวจีนร้องทนายตั้ม อดีตเมียไทยหลอกให้เซ็นหย่า ชายมือที่สามโต้ ผมไม่ได้คบซ้อน แต่กลับถูกเมียเก่าโฟนอินแฉ


ข่าวด่วน
12 กันยายน 256712,026
สี่เส้า! ยิ่งคุยเรื่องยิ่งโผล่ สามีชาวจีนร้องทนายตั้ม อดีตเมียไทยหลอกให้เซ็นหย่า ชายมือที่สามโต้ ผมไม่ได้คบซ้อน แต่กลับถูกเมียเก่าโฟนอินแฉ

รายการโหนกระแสวันนี้ คุยกับชายหนุ่มชาวจีน ที่ไปร้องเรียนกับ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ว่าถูกภรรยาสาวไทย หลอกให้เซ็นหย่า ก่อนฮุบสมบัติเอาไปปรนเปรอชายชู้ 

โดยนายเคน สามีที่มาร้อง เล่าให้ฟังว่า รู้จักกับ เอวา อดีตภรรยาคนนี้ เป็นคนไทยเชื้อสายจีน ตอนนั้นรู้จักกันทราบว่าเขาทำงานช่วยทำวีซ่าให้ชาวจีน ชอบพอคบหากันจนได้ตกลงแต่งงานกัน ตอนที่ตกลงแต่งงาน ทางครอบครัวที่จีนดูแลอย่างดี สั่งตัดชุด เครื่องประดับทองต่างๆ สั่งทำโดยเฉพาะเพื่อคุณเอวาโดยเฉพาะ มูลค่าเป็นล้าน

 

โดยระหว่างที่อยู่ในไทย สร้างครอบครัวกัน ได้เปิดบริษัทร่วมกัน ทำธุรกิจเกี่ยวกับไฟ LED ถนน โดยมารู้ทีหลังว่าสัดส่วนหุ้นในบริษัท คุณเอวาถือหุ้น 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตัวเองได้ถือหุ้นแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่ตนทำงานในตำแหน่ง CEO ส่วนเอวามีหน้าที่รับเงิน ดูแลเงิน

 

เรื่องราวมาเกิดขึ้น เมื่อเดือน มิถุนายน 2567 ตนกลับไปที่ประเทศจีน เอวาเริ่มทยอยขนทรัพย์สมบัติที่หามาด้วยกันออกจากบ้านที่ประเทศไทย พอตนบินกลับมาที่ไทย ก็มีการทะเลาะกัน มีปากเสียงกัน เรื่องที่ภรรยาขนของออกจากบ้าน ภรรยาเริ่มไม่กลับมานอนที่บ้าน  ซึ่งตนเองจำเป็นต้องบินกลับประเทศจีนบ่อย ทุกครั้งที่กลับมาไทย ก็จะมีทรัพย์สมบัติหายไปจำได้ว่าเงินสดตนเก็บไว้ในตู้เซฟ มี 13 ล้านบาท ทุกครั้งที่บินกลับมาประเทศไทยเมื่อไหร่ เงินจะหายไปเรื่อยๆ 

 

ต่อมาเดือน กรกฎาคม 2567 เอวาได้ขอให้ตนเซ็นใบหย่าให้ โดยให้เหตุผลว่าจะไปสมัครเป็นนักการเมือง หากมีสถานะแต่งงานกับชาวจีน จะไม่สามารถลงสมัครเป็นนักการเมืองได้  แต่ยังคงสถานะสามีภรรยา  ตนจึงยอมตกลงไปเซ็นใบหย่าที่สำนักงานเขต 

 

หลังจากนั้น ภรรยาตนก็เริ่มขนทรัพย์สินออกจากบ้านอีก ทำให้ตนเริ่มสงสัย แต่ก็ยังไม่กล้าถาม และเวลาที่ทะเลาะกันทุกครั้ง ภรรยาตนจะขู่ว่า จะไล่ตนกลับประเทศจีน ซึ่งทั้งๆที่ตนมีบัตรประชาชนประเทศไทย 

 

ที่ผ่านมาตนซื้อทรัพย์สินร่วมกัน ภายใต้ชื่อภรรยา ทำให้แม่ของตนเกิดความเครียดกลัวว่าภรรยาจะเอาทุกอย่างไป และไล่ตนกับแม่กลับประเทศ 

 

แม่ของตนมีธุรกิจครอบครัว(กงสี) เปิดโรงพยาบาลที่ประเทศจีน แม่ของตนไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ทำให้เขาตกใจมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับเพราะเป็นคนต่างชาติ มาอาศัยในประเทศไทย 

 

เหตุการณ์เริ่มแย่ลง เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 ภรรยาขนทรัพย์สินแทบจะทุกอย่างออกจากบ้าน แม้กระทั่งเหล้า โดยมีรถคันหนึ่งขับเข้ามาที่บริเวณหน้าบ้าน โดยมีผู้ชายคนหนึ่งมารับ ขนของที่เอวาเอาออกจากบ้าน ขึ้นรถไปด้วย ตนตกใจเป็นอย่างมากเลยถามเขากลับว่าเขาคือใคร แต่เขาไม่สามารถ พูดภาษาอังกฤษได้ และก็รีบขึ้นรถ คนละคันกับภรรยาตน จากนั้น พยายามขับรถหนีตนพยายามเดินไปขวางรถ แต่ชายคนนั้นขับรถกระแทกที่ขาของตน แล้วถอยกลับขับหนีออกไป 

 

ทำให้ตนเริ่มสงสัยว่าชายคนนั้นคือใคร จึงสืบหาตัว จึงทราบภายหลังว่า เป็นชายชาวไทย ทำอาชีพเปิดโรงเรียนการบินสอนขับระยะสั้น เจ้าหน้าที่ รปภ. บอกว่า ที่ให้เข้ามาเพราะเขาแจ้งว่า เป็นเจ้าของบ้านของตน และยังรู้อีกว่าชายคนดังกล่าวเป็นชู้กับเอวา มีการคบหากันไปพักอาศัยด้วยกันที่คอนโดแห่งหนึ่ง ย่านทองหล่อด้วย

 

สิ่งที่ทำให้เคนโกรธแค้น คือกว่าจะได้แต่งงานกับเอวา ตนใช้เวลาคบหาดูใจกันนานหลายปี แต่ชายคนนี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือน ก็จะแต่งงานกันแล้ว มีการเรียกกันว่าพ่อกับแม่ จนทำให้ตนรู้สึกว่า คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำ และอยากได้ทรัพย์สินต่างๆ คืน

 

ขณะที่ เอวา ฝ่ายภรรยาชาวไทย เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเป็นคนหาเงินมาโดยตลอด ต้องแบกรับภาระทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะจ่ายค่าบ้าน 2 หลัง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสังคมของสามีกินหรู อยู่สบาย ค่าออกรอบตีกอล์ฟ จ่ายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2 แสนบาท และเป็นหนี้สินอยู่ 20 ล้านบาท ตนต้องเป็นคนแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด มันทำให้เหนื่อยมากจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ 

 

ตนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ สักวันหนึ่งก็ต้องหมดแรง ซึ่งตนเป็นล่าม เป็นนักดีลธุรกิจ ดีลโปรเจกต์ต่างๆ รวมถึงเป็นตัวแทน อาชีพไหนที่หาเงินได้ตนทำทั้งหมด และยังมีการเปิดบริษัทที่ตนทำร่วมกันกับสามี ซึ่งผลประกอบการก็ดีมาโดยตลอด หาเงินคนเดียวมาโดยตลอด ตนทำงานจนหูพัง จนต้องใช้เครื่องช่วยฟังอยู่ กลายเป็นหูพิการ

 

ที่เขาบอกว่ามีเงินโอนมาช่วยเหลือครอบครัวตนขอบอกว่าไม่เป็นความจริง หากมีหลักฐานให้เอาออกมาโชว์

 

ตนก็เป็นผู้หญิงคนนึง ที่ไม่เคยแต่งงานมาก่อน อยากมีครอบครัวที่ดี มีลูกกับสามีแล้วด้วย ไม่มีผู้หญิงคนไหน อยากออกมาจากครอบครัวที่ดีๆ ครอบครัวที่ฐานะร่ำรวย เพอร์เฟกต์ ไม่ทีผู้หญิงคนไหนอยากจะทิ้งผู้ชายดีๆ  แต่เป็นเพราะว่ามันไม่มีความสุขจริงๆ

 

อยากให้สื่อมวลชนช่วยตรวจสอบว่า ที่อดีตสามีอ้างว่า พ่อของเขา เป็นนักการเมือง (สส.) แม่ของเขามีธุรกิจเปิดโรงพยาบาลเป็นของตัวเอง ว่าเรื่องดังกล่าวจริงหรือไม่ ให้เอาเอกสารหลักฐานมากางให้ดู

 

สุดท้ายนี้ตนไม่มีอะไรจะพูดกับอดีตสามี ทุกอย่างเจอกันที่ศาลที่เชื่อว่าศาลให้ความยุติธรรมได้แน่นอน อะไรที่เป็นความยุติธรรม ตนยอมรับได้ทุกอย่าง ว่ากันด้วยเรื่องเอกสาร จะไม่ขอพูดด้วยปากเปล่า อย่าให้พี่ๆ สื่อมวลชนให้ความยุติธรรมกับตนด้วย

 

ส่วนบุคคลที่ 3 ไม่จริง หลังจากที่หย่าร้างกับอดีตสามีแล้ว ที่สามีบอกว่าตนอ้างว่าจะไปเป็นนักการเมือง (สส.) ไม่เป็นความจริง อยากขอชี้แจงว่า เพราะเหตุผลที่ว่าไม่รักกันแล้ว

 

หลังจากหย่ากันแล้ว ก็ได้มาเจอกับผู้ชายคนใหม่ ได้เปิดใจคุยกัน อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ คบหาดูใจกันจริง ปัจจุบันนี้ตัดสินใจคบหากันแล้ว เนื่องจากฟันฝ่าอุปสรรค์มาด้วยกัน เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีๆให้กัน สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าตนอยู่ในสถานะ โสด มีสิทธิ์จะตัดสินใจว่าจะอยู่กับใคร

 

สุดท้าย ตนขอรวบรวมหลักฐานทุกอย่างแล้วจะไปพิสูจน์กันที่ศาล เพราะเอกสารทุกอย่างมีอยู่ที่ตน ถ้าสามีเคยมีการโอนเงินมา 100 ล้าน ก็ให้เอาเอกสารมากาง เชื่อว่าถ้าโอนจริงต้องมีหลักฐาน ถ้าคุณมีเงินไม่ทีผู้หญิงคนไหนอยากจะออกจากชีวิตคุณ

 

โดยฝ่ายหญิงยังฝากคำถาม ขอให้ หนุ่ม กรรชัย ช่วยตั้งคำถามในรายการ โหนกระแส ถามอดีตสามีดังนี้

 

1.พ่อของอดีตสามีเป็น นักการเมือง(สส.)ที่ไหน

2.แม่ของเขาเป็นเจ้าของโรงพยาบาลอะไร

3.ทุกอย่างมีเอกสารยืนยันหรือไม่ ถ้ามีการโอนเงินจากเมืองจีน หรือทำธุรกิจ ที่ได้เงินมาช่วยเหลือตน และครอบครัว ตรงไหนบ้าง

4.เงินในตู้เซฟ 13 ล้าน เป็นเงินของเขาจริงหรือไม่ มีที่มาที่ไปยังไง และเป็นเงินของเขาจริงหรือไม่

5.คอนโดที่อยู่ที่ทองหล่อ มีโฉนดให้ดูหรือไม่

 

ขณะที่เคน ยืนยันว่า ที่เอวาอ้างว่าเป็นคนจ่ายเงินทุกอย่างในบ้าน นั่นก็เพราะว่าไม่ว่าเคนได้เงินมาเท่าไหร่ ก็จะให้เอวาเก็บทั้งหมด เคนไม่ได้มีเงินเก็บไว้กับตัวสักบาท เพราะฉะนั้นเขาต้องเป็นคนจ่ายอยู่แล้ว

 

ส่วนที่เขาอ้างว่าเขาทำงานจนหูพัง ก็เป็นเรื่องโกหก เพราะเอวามีปัญหาเรื่องหูมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเป็นเพราะทำงาน

 

ขณะที่ นายมาก ชายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่สาม เล่าในมุมของตัวเองว่า เพิ่งมารู้จักกับคุณเอวาได้ประมาณ 1 เดือน อย่าเพิ่งใช้คำว่าคบหา วันที่เกิดเรื่องคือไปหาคุณเอวา แล้วเห็นว่าเขากำลังมีปัญหายื้อแย่งของกับคุณเคนที่หน้าบ้าน กลัวว่าเขาจะลงไม้ลงมือ หรือกลัวว่าจะถูกทำร้าย ก็เลยลงไปช่วยเหลือเขา เอาของมาขึ้นหลังรถ ต้องการเข้าไปช่วยเหลือก็เท่านั้น

 

ยืนยันว่าทุกวันนี้ ไม่ได้เป็นชู้ของใคร ยอมรับว่าเป็นคนที่สนิทสนมกัน แต่คุณเอวาเขาไม่ได้เป็นภรรยาของใคร ที่กล่าวหาว่าผู้หญิงเอาเงินของสามีเก่ามาปรนเปรอ มาซื้อรถให้ตน ก็ไม่ใช่เรื่องจริง 

 

ขณะที่นายมากเตือนทนายตั้มว่า ขอให้เช็กฝ่ายคุณเคนดีๆ เพราะเขาเอาเงินมาจากไหนเยอะแยะเป็น 10 ล้าน ในเมื่องบบัญชีบริษัทของคุณเคนขาดทุนตลอด ถ้ามีอะไรที่เป็นเบื้องลึกเบื้องหลัง เรื่องนี้อยากให้ทนายตั้มลองตรวจสอบแล้วจะเข้าใจเอง

 

ขณะที่เอวา บอกว่า ถ้าเขาอ้างว่าให้เอวามาทั้งหมด อยากให้ไปเช็กเส้นทางการเงินอะไรต่างๆ ถ้าให้จริงมันต้องมีหลักฐานมาถึงเอวาอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมา มันไม่เคยมี เงินที่เขาโอนมามันไม่ได้เพียงพอจะเลี้ยงครอบครัวได้อยู่แล้ว

 

ขณะที่นายเคน ถามเอวาว่า หลอกให้ตนเซ็นหย่าทำไม เอวาบอกว่า ตนไม่ได้รักเคนแล้ว การที่เคนยอมเซ็น ก็แปลว่าเขาก็ไม่รักเอวาเหมือนกัน ที่ผ่านมาตนทำงานหนักหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนเขาไม่เคยดูแล ไม่เคยช่วยเหลือ เล่นแต่เกม ไม่เคยใส่ใจถามไถ่ห่วงใยกันเลย ยืนยันว่าที่ผ่านมา ไม่เคยนอกใจเขาในระหว่างที่เป็นสามีภรรยากัน เพิ่งมาเปิดใจในตอนที่หย่าร้างและเป็นอิสระแล้ว

 

ขณะที่อีกสายที่โฟนอินเข้ามา คือ คุณขวัญ อดีตภรรยาของนายมาก บอกว่า ไปเซ็นหย่ากันมาเมื่อเดือน มกราคมที่ผ่านมา แต่ยังใช้ชีวิตเป็นสามีภรรยากันเหมือนเดิม อยู่บ้านเดียวกัน มีลูกด้วยกันอายุ 2 ขวบเศษ แต่จับได้ตลอดว่าเขามีผู้หญิงอื่นเยอะมาก จับได้ว่าเขามีผู้หญิงอื่น 5 คน พร้อมกัน ทุกครั้งที่จับได้ก็จะพูดว่า เดี๋ยวค่อยคุยกัน สัญญาว่าจะเป็นพ่อที่ดี จะปรับปรุงตัว

 

ขณะที่มากบอกว่า ตนไม่ได้รักขวัญแล้ว ไปเช็กได้ว่าตนไม่ได้มีสัมพันธ์ทางกายกันมาเป็นปีๆ แล้ว และที่ผ่านมาก็ตั้งใจทำหน้าที่พ่ออย่างดี แต่เรื่องในครอบครัวตนไม่อยากพูด เพราะยอมรับว่ามันมีปัญหาเยอะมาก

 

สุดท้ายมันกลายเป็นหลายเรื่องราวที่ทับซ้อนกัน ทนายตั้มบอกว่าหลังจากจบรายการ อยากให้แต่ละฝ่ายเข้ามาคุย มาเจรจาแล้วหาทางออกกัน ดูแล้วมีหลากหลายเรื่องที่ทับซ้อนกันอยู่