รายการโหนกระแสวันนี้ (6 ต.ค. 2569) พูดคุยกันต่อถึงเรื่องราวของ 'คุณแม่ภัทร' ซึ่งได้ร้องเรียนอ้างว่า ถูกลูกชายแท้ ๆ คือ 'เบนซ์' ให้คนมาจับตัวไปส่งในสถานดูแลผู้สูงอายุที่มีลักษณะคล้ายกรงขังและมีตะแกรงเหล็กครอบไว้ คุณแม่ภัทรต้องอาศัยอยู่ในกรงขังลักษณะเหมือนกรงหมานานถึง 11 เดือน ก่อนจะออกมาอยู่บริเวณด้านนอก แต่ยังคงเป็นลูกกรงต่ออีกรวมเป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่ง ระหว่างนั้น 'บีม' ผู้เป็นลูกสาว พยายามติดตามหาตัวคุณแม่ จนกระทั่งมีผู้ป่วยในสถานที่ดังกล่าว ซึ่งคุณแม่ภัทรได้แอบบอกเบอร์น้องสาว ไปแจ้งน้องสาวของคุณแม่ภัทรเพื่อขอความช่วยเหลือ นอกจากนี้ คุณแม่ภัทรยังได้ทำตำหนิซ่อนไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในสถานที่เพื่อใช้เป็นหลักฐานพิสูจน์กับตำรวจ
ภายหลังจากน้องสาวและลูกสาวช่วยเหลือออกมา ก็พบว่าโรงงานของคุณแม่ภัทรที่เคยให้เบนซ์ดูแลถูกเปลี่ยนชื่อไปแล้ว ในบริษัทก็ถูกถอดชื่อคุณแม่ภัทรออกและเปลี่ยนเป็นชื่อของเบนซ์แทน นอกจากนี้คุณแม่ภัทรยังได้ไปแจ้งความเรื่องตู้เซฟที่เก็บเงินและทองคำมูลค่ารวมประมาณ 9 ล้านบาท ที่ถูกเบนซ์นำไป ซึ่งแม้เบนซ์จะอ้างว่านำตู้เซฟมาคืนแล้ว แต่คุณแม่ภัทรยืนยันว่าเป็นคนละใบกันจึงยังไม่กล้าเปิด
ผู้ร่วมรายการในวันนี้ ได้แก่ คุณแม่ภัทร, บีม (ลูกสาว), นุช (น้องสาว), เบนซ์ (ลูกชาย), กุ้งฝอย (ลูกสะใภ้), ก้อง น้องชายของกุ้งฝอย, เอกภพ เหลืองประเสริฐ จากเพจสายไหมต้องรอด และทนายแก้ว ดร. มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล
เมื่อถามถึงการพักผ่อน คุณแม่ภัทรยอมรับว่านอนไม่ค่อยหลับ เนื่องจากมีความเครียดเมื่อทราบว่าลูกชายจะมาร่วมรายการ เพราะมองว่าหากรู้สึกผิดก็ควรโทรศัพท์มาขอโทษหรือคุยกับคุณแม่ภัทรโดยตรง แต่กลับเลือกไปโทรหาคนอื่น ในขณะที่ฝั่งของเบนซ์ได้นั่งรออยู่อีกห้องด้านบน โดยเบนซ์ยังคงยืนยันว่า บีมผู้เป็นน้องสาวเป็นตัวตั้งตัวตีในการส่งคุณแม่ภัทรไปอยู่ที่นั่น
ทีมงานของรายการได้ลงพื้นที่ถ่ายภาพสถานที่จริง ณ ศูนย์ดูแลที่ อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี ซึ่งบริเวณด้านหน้ามีกรงและลวดหนามหีบเพลงติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการหนี คุณเอกภพให้ความเห็นว่า สถานที่แห่งนี้ดูเหมือนค่ายกักกัน หรือคุกสำหรับผู้บริสุทธิ์ที่มีลูกกรงกั้นไว้หลายชั้นเป็นแดน ๆ โดยมองว่าการที่ 'ป้าแมว' เจ้าของศูนย์ อ้างว่านำตะแกรงมาครอบเพื่อกันผู้สูงอายุเดินออกไปถูกรถชนนั้นฟังไม่ขึ้น เนื่องจากสถานที่อยู่ภายในรั้วรอบขอบชิดและมีประตูเหล็กล็อกแน่นหนาหลายชั้นอยู่แล้ว
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอดีตพนักงานว่า สภาพภายในมีความรุนแรงมาก และการกระทำของศูนย์เข้าข่ายผิดกฎหมายเต็ม ๆ เนื่องจากป้าแมวอ้างว่าเป็นสถานดูแลผู้สูงอายุ แต่กลับปฏิบัติต่อผู้ถูกขังเหมือนเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ทั้งที่สถานที่แห่งนี้ไม่มีแพทย์ประจำและไม่สามารถจ่ายยาได้ ทำได้เพียงการดูแลประคับประคอง แต่ผู้ถูกขังกลับได้รับยาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบเรื่องการจัดและจ่ายยา
เมื่อพิจารณาภาพห้องพักในศูนย์ คุณแม่ภัทรยืนยันว่า ไม่เคยถูกขังอยู่ในห้องสภาพดีที่มีแอร์ คุณแม่ภัทรจะได้ย้ายไปตอนที่ทราบว่าจะมีญาติมารับกลับเท่านั้น สถานที่กักขังถูกเรียกว่าแดน 3 ซึ่งทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วยใช้เรียกกัน หากทราบว่าญาติจะมาติดตาม เจ้าหน้าที่จะจับคุณแม่ภัทรไปขังในห้องล็อกด้านในสุดของแดน 3 จนกว่าคุณเบนซ์จะยืนยันว่าจะมารับและโอนเงิน ถึงจะยอมย้ายไปอีกห้องหนึ่ง
ภายในแดน 3 มีห้องประตูสีเขียวทึบด้านซ้ายมือและขวามือรวม 3 ห้อง ซึ่งเป็นห้องล็อกกุญแจสำหรับขังคน โดยห้องทึบไม่มีระบบระบายอากาศ และมีเพียงถังสำหรับขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระวางไว้ภายใน ประตูทุกบานถูกคล้องกุญแจล็อกไว้อย่างแน่นหนา นอกจากนี้ยังมีห้องที่มีเตียงเหล็กประมาณ 12 เตียง พร้อมฝาครอบตะแกรงเหล็กล็อกมิดชิด ซึ่งคุณแม่ภัทรสังเกตเห็นจากหน้าต่างของแดน 3 ว่าเจ้าหน้าที่จับผู้สูงอายุผูกมัดไว้กับเตียงแล้วนำตะแกรงมาครอบ และจะถอดตะแกรงออกพร้อมหมุนปรับเตียงให้ผู้สูงอยู่นั่งเฉพาะเวลาป้อนอาหารเท่านั้น โดยผู้สูงอายุบางคนไม่ได้มีอาการโวยวาย แต่เหม่อนิ่งคล้ายหุ่นขี้ผึ้ง ซึ่งทางศูนย์อ้างว่าต้องผูกมัดและเอาตะแกรงครอบไว้เพราะกลัวลุกเดินไปโดนรถชน
สำหรับห้องกรงเหล็กขนาดเล็กที่คุณแม่ภัทรเรียกว่ากรงหมา เป็นจุดที่คุณแม่ภัทรต้องอาศัยอยู่นานถึง 11 เดือน และได้ทำตำหนิซ่อนไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ภายในกรงหมาไม่มีห้องน้ำ ต้องขับถ่ายลงในถังผงซักฟอกที่วางอยู่ภายในกรง มีเพียงเตียงเหล็กที่เป็นสนิมและฟูกที่นอน และได้รับการแจกกระดาษทิชชู่เพียง 1 ม้วน สำหรับใช้ยาวนานประมาณ 3 วัน
ทางรายการได้เปิดคลิปสัมภาษณ์ป้าแมว เจ้าของศูนย์ ซึ่งชี้แจงเรื่องการนำตะแกรงมาครอบเตียงว่า ทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุลงจากเตียงแล้วประสบอุบัติเหตุหัวแตก และอธิบายเรื่องการผูกมัดผู้สูงอายุว่าทำเพื่อประคองอาการ ไม่ได้มัดทั้งปีทั้งชาติจนมือบวม แต่คุณแม่ภัทรได้ให้ข้อสังเกตจากภาพถ่ายศูนย์ดูแลว่า บริเวณแดน 3 ซึ่งเคยมีผู้ถูกกักขังอยู่ในห้องลูกกรงขนานกำแพงที่มีโต๊ะ เก้าอี้ และเหยือกน้ำสีชมพูห้องละหนึ่งใบนั้น แต่ตอนนี้กลับไม่มีคนอยู่ และคุณแม่ภัทรยังได้ยืนยันเรื่องการทำตำหนิเป็นหมึกสีน้ำเงินไว้บนผนัง เพื่อเป็นหลักฐานว่าตนเคยถูกขังจริง เนื่องจากคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าทางศูนย์จะต้องปฏิเสธ ซึ่งตรงกับที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ ก็พบรอยหมึกตรงตามที่คุณแม่ภัทรระบุไว้
คุณแม่ภัทรเล่าเพิ่มเติมถึงสภาพความเป็นอยู่ภายในกรงขังว่า มีผู้ถูกขังอีกฝั่งชื่อคุณบี (นามสมมติ) เกิดความสงสารจึงคอยเหวี่ยงบะหมี่สำเร็จรูปมาให้กินประทังชีวิต ในช่วงแรกไม่เคยทราบสาเหตุที่โดนทำร้าย โดนตี หรือโดนอดข้าวเลย จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือออกมาจึงได้รู้ว่า ทุกครั้งที่ลูกสาวหรือน้องสาวพยายามติดต่อทนายความหรือส่งคนมาตามหา เจ้าหน้าที่ภายในศูนย์จะเข้ามาลงโทษและให้อดข้าวทุกครั้ง
หลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมา คุณแม่ภัทรได้เดินทางไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามเมื่อวันที่ 20 ส.ค. โดยมีเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกักขังคนอื่น ๆ ที่ยังคงอยู่ภายในศูนย์ พร้อมทั้งเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ เพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นผู้ป่วยจิตเวช ต่อมาจึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเบนซ์ผู้เป็นลูกชายในข้อหาลักทรัพย์ตู้เซฟที่ สน. วังทองหลาง
ในประเด็นเรื่องธุรกิจและโรงงาน คุณแม่ภัทรชี้แจงว่า หลังจากให้อำนาจเบนซ์เข้ามาดูแลโรงงานเมื่อปี 2565 ได้เพียง 3 เดือน เบนซ์กลับไปเปลี่ยนชื่อและโครงสร้างการบริหาร แม้จะมีการโต้แย้งมาโดยตลอดแต่ก็ยอมให้โอกาสลูกชายทำงาน ต่อมาในปี 2566 เบนซ์มีปัญหาทะเลาะกับกุ้งฝอยอย่างหนัก และตกลงว่าจะคืนโรงงานให้คุณแม่ภัทรในเดือน เม.ย. 2567 โดยเบนซ์และกุ้งฝอยได้ถอนชื่อออกจากบริษัทเดิมแล้วไปเปิดบริษัทใหม่ของตนเอง แต่ยังคงใช้สถานที่โรงงานเดิม ซึ่งสัญญาเช่าที่ดินโรงงานยังคงเป็นชื่อของคุณแม่ภัทร ส่วนใบอนุญาตโรงงาน ทะเบียนบ้าน น้ำ และไฟ เป็นชื่อของบีมผู้เป็นลูกสาว
ด้านคุณเบนซ์ชี้แจงว่า ตนเป็นคนขับรถไปรับคุณแม่ภัทรออกมาเอง และในตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะให้นำคุณแม่ภัทรไปไว้นานถึง 2 ปีครึ่ง แต่ตั้งใจพาไปรักษาเพียง 1 ถึง 3 เดือน เนื่องจากคุณแม่ภัทรมีอารมณ์รุนแรง ทำร้ายร่างกายทั้งตนและบีมจนเลือดตกยางออก โดยเบนซ์ได้ส่งหลักฐานเป็นภาพถ่ายและแชตให้ทีมงาน ซึ่งปรากฏภาพรอยข่วนบนใบหน้าของคุณแม่ภัทร และรอยกัดรอยข่วนบนตัวของบีม อย่างไรก็ตาม บีมและคุณแม่ภัทรได้ชี้แจงว่า รอยข่วนบนใบหน้าเกิดจากการที่คุณแม่ภัทรจะเข้ามาตี แล้วบีมใช้มือปัดป้อง แต่เล็บยาว ส่วนภาพรอยกัดเกิดขึ้นจากการทะเลาะกันตามประสาแม่ลูก นอกจากนี้ คุณแม่ภัทรยังระบุว่า ส่งภาพเหล่านี้ไปหาเบนซ์เพื่อเรียกร้องความสนใจหรืออ้อนลูกชาย แต่เบนซ์กลับบอกว่าหากเรื่องมากก็ให้ไปตายซะ
เบนซ์แย้งต่อว่า การทะเลาะดังกล่าวมีความรุนแรงเกินกว่าปกติ โดยอ้างข้อความในแชตว่า บีมแสดงความกังวลว่าคุณแม่จะทำร้ายลูกของบีมซึ่งเป็นหลานหรือไม่ รวมถึงมีการไล่แม่บ้านออกจากบ้าน อย่างไรก็ตาม คุณแม่ภัทรได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าตนรักและดูแลหลานมาตั้งแต่เกิด ตั้งชื่อในเฟซบุ๊กว่าเป็นอาม่าของหลาน ส่วนกรณีแม่บ้านนั้น ตนเพียงแต่มองว่าสามารถดูแลหลานเองได้จึงบอกให้ไล่แม่บ้านไป
หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่า การนำเสนอเรื่องความรุนแรงในครอบครัวจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แต่ก็นำเสนอเพื่อความเป็นธรรมแก่ฝั่งลูกชายที่ต้องการอธิบายเหตุผลของตนเอง โดยเบนซ์ได้เดินทางมาร่วมรายการพร้อมกับกุ้งฝอยผู้เป็นภรรยา และก้องผู้เป็นน้องชายของกุ้งฝอย พยายามเปิดหลักฐานภาพถ่ายและแชตที่เคยพูดคุยกับบีมก่อนหน้านี้ เพื่อแสดงว่าคุณแม่ภัทรมีพฤติกรรมอาละวาดบ่อยครั้ง และทำร้ายร่างกายทั้งบีมและเบนซ์ ทั้งนี้ เบนซ์ยืนยันว่าตนเองไม่เคยทำร้ายร่างกายหรือตอบโต้คุณแม่เลยแม้แต่น้อย แต่ยืนยันว่าบีมมีการทำร้ายร่างกายคุณแม่
เบนซ์ได้ขอให้ทีมงานเปิดหลักฐานแชตระหว่างคุณแม่ภัทรกับบีม ซึ่งมีข้อความระบุว่า คุณแม่ภัทรต่อว่าบีมเรื่องทำร้ายร่างกายและทิ้งลูก ในขณะที่บีมพิมพ์โต้ตอบในแชตว่าคุณแม่ภัทรเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมาเอง เนื่องจากกวนใจเรื่องการจ้างพี่เลี้ยงและด่ารวมถึงโยนของใส่พี่เลี้ยง
ระหว่างนี้ หนุ่ม กรรชัย ได้ทักท้วงว่าข้อความแชตดังกล่าวเป็นเรื่องการทะเลาะกันระหว่างคุณแม่ภัทรกับบีม ไม่ได้เกี่ยวกับเบนซ์ และถามเจาะลึกถึงสาเหตุที่เบนซ์ตัดสินใจนำคุณแม่ภัทรไปส่งยังสถานดูแลแห่งนั้น เบนซ์จึงได้แสดงหลักฐานจดหมายที่บีมเป็นคนเขียนบันทึกเรื่องราวและพฤติกรรมของคุณแม่ภัทร เพื่อตั้งใจจะนำไปมอบให้แก่แพทย์สำหรับใช้ประกอบการรักษา
บีมได้โต้แย้งทันทีว่าตนไม่เคยมีความคิดที่จะนำคุณแม่ภัทรไปกักขัง แต่เข้าใจตามที่เบนซ์บอกมาตลอดว่าจะพาคุณแม่ภัทรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาที่โรงพยาบาลมนารมย์ โดยบีมมีหลักฐานแชตยืนยันว่าตนระบุเรื่องการพาคุณแม่ภัทรไปโรงพยาบาลอยู่เสมอ แต่เบนซ์ได้กล่าวอ้างว่าบีมรู้อยู่แล้วว่าจะไม่ได้เป็นการพาไปโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
หนุ่ม กรรชัย สรุปประเด็นว่า เจตนารมณ์ของบีมคือการส่งคุณแม่ภัทรไปรักษาพยาบาล แต่เบนซ์กลับนำตัวไปไว้ที่ศูนย์ ซึ่งเบนซ์ชี้แจงว่าทางศูนย์ดังกล่าวได้ยืนยันกับตนว่ามีแพทย์เข้ามาดูแลประจำทุกวัน และตนมีหลักฐานแชตที่ส่งให้ทีมงานเรียบร้อยแล้ว
หนุ่ม กรรชัย ชี้ว่า หากเบนซ์มีหลักฐานแชตยืนยันว่าทางศูนย์อ้างว่ามีแพทย์ ทางป้าแมวซึ่งเป็นเจ้าของศูนย์จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายอย่างแน่นอน เพราะป้าแมวได้ยืนยันไว้ก่อนหน้านี้ว่าเป็นนอร์สซิงโฮมที่ไม่มีแพทย์
ด้านทนายแก้ว ได้อธิบายข้อกฎหมายว่า สถานพยาบาลประเภทนี้ ตามมาตรา 16 และมาตรา 24 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องได้รับใบอนุญาตเพื่อการดูแลแบบประคับประคองเท่านั้น จึงต้องไม่มีแพทย์ประจำการและไม่มีการสั่งจ่ายยา ทำได้เพียงการดูแลบรรเทาผู้สูงอายุ หากมีการอ้างหรือทำการรักษา จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
หนุ่ม กรรชัย พูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวว่า สุดท้ายทุกคนเป็นสายเลือดเดียวกัน ลิ้นกับฟันย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา ประเด็นหลักในตอนนี้คือการหาสาเหตุว่า ทำไมเบนซ์ถึงนำคุณแม่ภัทรไปอยู่ในสถานที่แห่งนั้น แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงเรื่องตู้เซฟว่า วันที่คุณแม่ภัทรได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว สรุปว่าเบนซ์เป็นคนนำตู้เซฟไปจริงหรือไม่
เบนซ์ชี้แจงว่า บีมเป็นคนนำตู้เซฟมาฝากไว้ แต่บีมปฏิเสธทันทีว่าไม่เป็นความจริง ตนเองไม่ได้ฝากและไม่เคยบอกว่าจะฝากตู้เซฟไว้กับเบนซ์ เบนซ์ยืนยันว่ามีหลักฐานในแชต ระหว่างนั้น หนุ่ม กรรชัย สังเกตว่าเบนซ์มีอาการเครียดมากจนหน้าซีดคล้ายจะเป็นลม กุ้งฝอยจึงอธิบายว่า ปกติเบนซ์เป็นคนพูดน้อย ไม่ค่อยออกไปคุยกับใคร และวันนี้ก็กลัวว่าตนเองจะพูดไม่เป็น กุ้งฝอยจึงขออภัยคุณแม่ภัทรและขออนุญาตเป็นตัวแทนสามีในการชี้แจงเรื่องราวตามหลักฐานที่เบนซ์มี
หนุ่ม กรรชัย เปิดหลักฐานแชตไลน์ที่บีมส่งหาเบนซ์เรื่องเครื่องเพชรของคุณแม่ภัทร พร้อมข้อความระบุว่า ต้องนำไปขายเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าบ้านและค่ารถ เบนซ์อธิบายว่า บีมนำตู้เซฟมาฝากในเดือน ต.ค. แต่แชตนี้เกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. ซึ่งบีมเคยยืนยันว่าไม่มีรหัส มีเพียงกุญแจ แต่แชตดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบีมสามารถนำทรัพย์สินออกมาจากตู้เซฟได้ตั้งแต่ก่อนที่เบนซ์จะไปนำตู้เซฟมา เบนซ์ระบุว่าทรัพย์สินบางส่วนหายไปเพราะบีมนำไปขายแล้ว
คุณแม่ภัทรทักท้วงขึ้นมาว่า ทรัพย์สินที่คุณแม่ภัทรถืออยู่ตอนนี้ที่เบนซ์บอกว่าบีมนำไปขายนั้นไม่เป็นความจริง เพราะของยังอยู่กับคุณแม่ภัทร คุณแม่ภัทรระบุว่าเบนซ์เป็นคนนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาคืนให้คุณแม่ภัทรเอง ไม่ใช่บีมเป็นคนเก็บไว้ เบนซ์จึงอธิบายว่า บีมเอาทรัพย์สินบางส่วนออกไปขายจริง ส่วนทรัพย์สินที่เหลือนั้น เบนซ์เป็นคนนำมาคืนคุณแม่ภัทรหลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมา
คุณแม่ภัทรเล่าเพิ่มเติมว่า ตนเองจำเป็นต้องนำต่างหู 2 คู่ที่ได้รับคืนไปจำนำเนื่องจากไม่มีรายได้
กุ้งฝอยชี้แจงว่า แชตของบีมสื่อให้เห็นว่าบีมเปิดตู้เซฟได้แล้วนำทรัพย์สินออกมาโชว์เบนซ์ เพื่อถามว่าจะนำไปขายที่ไหนดีเพราะไม่มีเงินใช้ หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสงสัยว่า หากบีมเอาทรัพย์สินออกมาได้ เหตุใดเบนซ์จึงไม่สงสัยว่าบีมเปิดรหัสตู้เซฟได้อย่างไร เบนซ์ตอบว่า ตนเองเข้าใจว่าบีมรู้ทั้งรหัสและมีกุญแจอยู่แล้วเพราะบีมอาศัยอยู่กับคุณ จึงไม่ได้เอะใจ
คุณแม่ภัทรยืนยันว่า ภาพถ่ายตู้เซฟและทรัพย์สินที่คุณแม่ภัทรได้คืนนั้น เกิดขึ้นในวันที่เบนซ์นำมาคืนคุณแม่ภัทรและถ่ายรูปไว้ ทีมงานเปิดแชตกลุ่มเพิ่มเติม ปรากฏข้อความเรื่องการโอนเงินให้คุณตา บัญชีของบีม และข้อความของเบนซ์ที่ระบุว่า ตนเองไม่สบายใจเรื่องตู้เซฟและไม่อยากเก็บไว้ อยากให้บีมหาที่เก็บใหม่เพราะทำให้สุขภาพจิตเสีย กุ้งฝอยเสริมว่า บีมเป็นคนโทรมาขอร้องกุ้งฝอยและเบนซ์ว่าไม่มีที่เก็บตู้เซฟ เนื่องจากบีมต้องเดินทางไปต่างประเทศและบ้านถูกปล่อยเช่า กุ้งฝอยในฐานะพี่สะใภ้จึงยอมให้นำมาฝากไว้แม้จะไม่สบายใจก็ตาม
หนุ่ม กรรชัย ให้ย้ำกับคุณแม่ภัทรว่าต้องมองอย่างเป็นกลาง เพราะตอนนี้ปัญหามีสองประเด็น คือเรื่องตู้เซฟระหว่างพี่น้อง และเรื่องที่ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนส่งคุณแม่ภัทรไปกักขัง โดยฝ่ายเบนซ์ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้คิดจะส่งคุณแม่ภัทรไป แต่เป็นฝ่ายบีมที่เป็นคนต้องการส่ง คุณแม่ภัทรระบุว่า ตนเองเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกมาจนโตทั้งสองคน ย่อมรู้เจตนาของลูกดี สาเหตุที่ต้องพูดเพราะเบนซ์อ้างว่าบีมนำของในตู้เซฟไปขาย ทั้งที่เบนซ์เป็นคนนำทรัพย์สินมาคืนคุณแม่ภัทรเอง เบนซ์จึงย้ำว่า ตนเองนำทรัพย์สินที่เหลือมาคืนคุณแม่ภัทรจริง แต่บีมเปิดตู้เซฟเอาทรัพย์สินบางส่วนออกไปขายก่อนหน้านั้นแล้ว
ด้านบีมขอชี้แจงและถามกุ้งฝอยตรง ๆ ว่า กุ้งฝอยรู้ใช่หรือไม่ว่าเบนซ์นำตู้เซฟไปไว้ที่บ้าน กุ้งฝอยยอมรับว่าทราบเพราะบีมนำมาฝากไว้ แต่บีมแย้งว่าตนเองไม่ได้นำไปฝาก แต่กุ้งฝอยเป็นคนโทรแจ้งบีมว่าเบนซ์นำตู้เซฟไปเก็บไว้ที่บ้านแถวสายไหม หนุ่ม กรรชัย สรุปว่าเบนซ์ยอมรับตั้งแต่แรกแล้วว่าตู้เซฟอยู่กับตนเอง แต่ประเด็นคือตู้เซฟเคยถูกเปิดมาก่อนแล้วโดยฝ่ายบีม เบนซ์จึงขอให้เปิดภาพในกลุ่มไลน์เรื่องตู้เซฟตามลำดับไทม์ไลน์ เพื่อยืนยันว่าบีมเป็นคนขอฝากตู้เซฟที่บ้านพี่สาวของกุ้งฝอย ทีมงานเปิดภาพแชตสอบถามราคาขนย้ายตู้เซฟระยะทาง 21 กิโลเมตรจากบ้านลาดพร้าว เบนซ์ยืนยันว่าตู้เซฟเป็นใบเดียวกัน ไม่ใช่คนละใบอย่างที่คุณแม่ภัทรเข้าใจ หนุ่ม กรรชัย และทีมงานช่วยกันตรวจสอบภาพถ่ายตู้เซฟและสติ๊กเกอร์ตรงมุม จนยืนยันได้ว่าเป็นตู้เซฟใบเดียวกันจริง เพียงแต่แสงอาจทำให้สีเปลี่ยนไป
แชตไลน์ต่อมาแสดงข้อความที่บีมระบุว่า ต้องรีบขายเพชรเพราะไม่มีเงิน และถามเบนซ์ว่าหากมีคนมาเช่าบ้านจะเอาตู้เซฟไปไว้ที่ไหน หนุ่ม กรรชัย ถามบีมตรง ๆ ว่าได้นำทรัพย์สินไปขายจริงหรือไม่ บีมยอมรับว่านำไปขายบางส่วนจริงเพราะเบนซ์บอกให้เอาไปขาย บีมชี้แจงเหตุผลว่า ช่วงที่คุณแม่ภัทรถูกนำไปขัง บีมต้องรับผิดชอบค่าบ้านและค่ารถเดือนละประมาณ 100,000 บาท นานถึง 6 เดือน จนเงินหมด และตั้งคำถามว่าเหตุใดเบนซ์จึงหลอกบีมว่าจะพาคุณแม่ภัทรไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่กลับนำคุณแม่ภัทรไปขังไว้
ก้อง น้องชายของกุ้งฝอย ได้ขออธิบายว่า ตนเองเพิ่งทราบเรื่องเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากได้พบคุณแม่ภัทร บีม และเบนซ์ เพื่อคุยเรื่องบริษัท แล้วรู้สึกว่ามีความผิดปกติ จึงไปคุยกับกุ้งฝอยและเบนซ์จนได้รับรู้หลักฐานทั้งหมด ก้องระบุว่า เบนซ์พาคุณแม่ภัทรไปรักษาเนื่องจากบีมทะเลาะกับคุณแม่ภัทร และบีมเป็นคนเขียนจดหมายบันทึกพฤติกรรมของคุณแม่ภัทรเพื่อนำไปมอบให้แพทย์ ทีมงานเปิดภาพจดหมาย ซึ่งคุณแม่บอกว่าเคยเห็นหลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้วโดยเบนซ์เอาให้ดู คุณแม่ภัทรชี้ว่าลายมือในจดหมายคล้ายลายมือเบนซ์กับบีม แต่เบนซ์บอกว่าบีมเป็นคนเขียน ทีมงานจึงเปิดแชตไลน์ของบีมที่ส่งจดหมายฉบับนี้ให้เบนซ์ เพื่อให้นำไปมอบให้หมอประกอบการอธิบายอาการของคุณแม่ภัทร
คุณแม่ภัทรยืนยันว่าตนเองเป็นกลางสำหรับลูกทั้งสองคน แต่มองว่าตนเองเคยลำเอียงรักเบนซ์มาก และรู้สึกเจ็บปวดมาโดยตลอด กุ้งฝอยจึงขอให้โฟกัสประเด็นจดหมายเรื่องพฤติกรรมทำร้ายร่างกายระหว่างเบนซ์กับบีม เพื่อให้ตรงประเด็นที่คุณหนุ่มกำลังจะอ่าน หนุ่ม กรรชัย มองว่าจะเป็นการเถียงกันไม่จบสิ้น จึงได้ถามถึงความต้องการหลักของคุณแม่ภัทร ซึ่งคุณแม่ภัทรระบุว่า ต้องการได้กิจการและโรงงานคืน
กุ้งฝอยชี้แจงในฐานะผู้จัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาซึ่งดำเนินธุรกิจเข้าปีที่ 5 ว่า กุ้งฝอยมีการลงทุนทำธุรกิจจริงจัง และอยากให้แยกเรื่องในครอบครัวออกจากเรื่องธุรกิจ เพราะธุรกิจไม่ใช่ของเด็กเล่นที่จะมาขอคืนกันง่าย ๆ ทั้งนี้ บริษัทใหม่เป็นของกุ้งฝอยที่ไม่เกี่ยวกับบริษัทเดิม แต่โรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่เช่าเดิม
กุ้งฝอยอธิบายประวัติบริษัทว่า เดิมชื่อ PBB มีกรรมการเป็นฝั่งครอบครัวคุณแม่ภัทร ได้แก่ เบนซ์ บีม และอีกท่านหนึ่ง ต่อมาปี 2565 เบนซ์มาชวนกุ้งฝอยทำ และเบนซ์ตกลงกับคุณแม่ภัทรว่าจะช่วยบริหารโดยแบ่งกำไรคนละครึ่งจนครบ 1 ปีแล้วคุณแม่ภัทรจะยกโรงงานให้ เบนซ์เล่าว่า คุณแม่ภัทรเป็นคนมาชวนเบนซ์ไปช่วยบริหารเพราะทำไม่ไหวแล้ว โดยเบนซ์ขอค่าบริหารเดือนละแสน แต่คุณแม่ภัทรเสนอให้แบ่งกำไรคนละครึ่งแทน
กุ้งฝอยระบุว่า ตนเองจ่ายค่าเซ้งโรงงานให้คุณแม่ภัทรเดือนละ 100,000 บาท โดยปัจจุบันชื่อผู้ประกอบการผลิตของโรงงานเป็นชื่อบริษัทของกุ้งฝอย ซึ่งกุ้งฝอยเข้ามาทำก่อนที่คุณแม่ภัทรจะไม่อยู่เป็นปี คุณแม่ภัทรโต้แย้งว่า ในปี 2565 กุ้งฝอยบอกว่าเบนซ์ไม่ได้ทำงาน จึงชวนเบนซ์มาช่วยทำโรงงานเพื่อจะได้มีงานทำ เมื่อกุ้งฝอยเข้ามาเห็นโรงงานก็ขอเข้ามาช่วยด้วย และต่อมาขอจ่ายเป็นค่าเช่าโรงงานเดือนละ 100,000 บาทแทนการแบ่งกำไร เพื่อให้คุณแม่ภัทรอยู่เฉย ๆ คุณแม่ภัทรย้ำว่าเป็นการเช่า ไม่ใช่การเซ้ง เพราะโรงงานเป็นของคุณแม่ภัทรมาตั้งแต่ต้น
ทนายแก้วช่วยสรุปจากหลักฐานเอกสารว่า คุณแม่ภัทรสร้างโรงงานขึ้นมาปี 2561-2562 จริง และมอบใบอนุญาตให้เป็นชื่อบีม ต่อมาปี 2565-2566 ฝั่งกุ้งฝอยอ้างว่าเป็นการเซ้งกิจการโดยมีสลิปโอนเงินเดือนละ 100,000 บาท รวมเกือบ 12 ครั้ง และกุ้งฝอยได้เปิดบริษัทใหม่ชื่อ แกลม รวมถึงขอใบอนุญาตประกอบการใหม่ในนามบริษัทใหม่ ทนายแก้วตั้งข้อสังเกตเชิงกฎหมายว่า ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีสัญญาข้อตกลงที่ชัดเจน โดยฝั่งคุณแม่ภัทรมองว่าเงินโอน 100,000 บาทคือค่าเช่าโรงงาน ในขณะที่ฝั่งกุ้งฝอยมองว่าเป็นการโอนค่าเซ้ง ซึ่งอ้างว่ามีสลิปประมาณ 70 ใบ
คุณเอกภาพมองว่า ในทางกฎหมาย ต่อให้มีสลิปโอนเงิน 50-60 ใบ หากเป็นการเช่า ต่อให้เช่า 20 ปีก็ยังคงเป็นการเช่า ไม่สามารถเปลี่ยนสภาพเป็นการเซ้งหรือโอนกรรมสิทธิ์ได้ เว้นแต่จะมีสัญญาซื้อขายหรือสัญญาเซ้งกิจการระบุไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อไม่มีสัญญา ลำพังเพียงสลิปโอนเงินจึงไม่สามารถพิสูจน์การเปลี่ยนสิทธิ์ในโรงงานได้
คุณแม่ภัทรระบุถึงรายได้จากการประกอบกิจการโรงงานก่อนที่จะหยุดไป ซึ่งคุณแม่ภัทรระบุว่า เคยมีรายได้เดือนละหลายล้านบาท หากจะให้เซ้งกิจการ มูลค่าก็ต้องไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท นกอจากนี้ คุณแม่ภัทรยังกล่าวอ้างถึงคลิปเสียงของกุ้งฝอยที่เคยติดต่อขอจ่ายค่าเช่าต่อ และเคยเอ่ยปากว่าเรื่องที่เบนซ์ส่งคุณแม่ภัทรไปนั้นตนเองไม่ได้มีส่วนรับรู้ด้วย
ด้านกุ้งฝอยชี้แจงว่า ในช่วงของคุณแม่ภัทรที่ไปรักษานั้น ตนเพิ่งมารู้ภายหลังว่าเบนซ์พาคุณแม่ภัทรไปไว้ที่สถานที่เช่นนั้น เนื่องจากเบนซ์ไม่เคยบอกเล่าเรื่องภายในครอบครัว และตนไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะมีภาระงานของตนเอง จนกระทั่งเมื่อมีนัดหมายคุยเรื่องค่าเช่าที่ดิน กุ้งฝอยได้ส่งน้องชายเข้าไปร่วมประชุม แล้วน้องชายกลับมาเล่าให้ฟังว่าเบนซ์มีพฤติกรรมแปลก ๆ และไปทะเลาะกับเจ้าของที่ดินตัวจริง
กุ้งฝอยอธิบายต่อว่า เจ้าของที่ดินคิดค่าเช่าเพียงเดือนละ 20,000 บาท ส่วนเงินจำนวน 100,000 บาทที่ตนจ่ายให้เบนซ์มาโดยตลอดนั้น ตนเข้าใจว่าเป็นค่าเช่าบวกกับค่าเซ้งโรงงาน ซึ่งเบนซ์และคุณแม่ภัทรเคยตกลงกันไว้ว่าจะผ่อนจ่าย 3 ปีแล้วยกกิจการให้เบนซ์ ขณะที่เบนซ์เสริมว่า เคยมีการเขียนข้อตกลงใส่กระดาษกับคุณแม่ และตนเคยมอบเงินให้คุณแม่ภัทรไปแล้ว 1 ล้านบาทในตอนแรกที่จะแบ่งผลประโยชน์กัน
หนุ่ม กรรชัย ได้หารือถึงทางออกเรื่องการคืนโรงงานให้แก่คุณแม่ภัทร เนื่องจากปัจจุบันคุณแม่ภัทรออกจากศูนย์มาโดยไม่มีเงินติดตัว กุ้งฝอยปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าธุรกิจนี้มีมูลค่าเป็นพันล้านบาท โดยยืนยันว่ามูลค่าจริงยังไม่ถึงหลักสิบล้านบาท ตนซึ่งเป็นหมอฟันได้เข้ามาช่วยสามีบริหารงานมานานกว่า 5 ปี มีการลงทุนปรับปรุงรีโนเวทโรงงานไปราว 2 ล้านบาท หากจะให้ย้ายออกไปทันทีคงทำได้ยากเพราะมีภาระลงทุนและฐานลูกค้า
ก้อง ได้ชี้แจงเสริมว่า บริษัทใหม่นี้คุณแม่ภัทรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย พวกตนเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง ตั้งแต่การรับสมัครพนักงานจนปัจจุบันมีพนักงาน 20 คน หากต้องย้ายออกทันทีใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าชดเชย
คุณเอกภพมองว่า การกล่าวอ้างเรื่องการเซ้งโดยไม่มีสัญญาหรือหลักฐานเอกสารมายืนยัน ในทางกฎหมายย่อมถือว่าโรงงานและสถานที่ยังคงเป็นของคุณแม่ภัทร การที่ผู้เช่าเข้าไปรีโนเวทสถานที่เพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของตนเอง แล้วจะมาเรียกร้องเงินค่ารีโนเวทคืนจากเจ้าของโรงงานนั้น ไม่สามารถทำได้ เหมือนกับการให้เช่าบ้าน แล้วผู้เช่าไปต่อเติมนั่นนี่ สุดท้ายพอจะออกกลับมาเรียกเงินจากเจ้าของบ้าน แบบนี้ม่ได้
ในประเด็นเรื่องสภาพโรงงานเดิม คุณแม่ภัทรยืนยันว่า ก่อนที่คุณแม่ภัทรจะส่งมอบให้เบนซ์เข้ามาดูแล โรงงานยังคงดำเนินกิจการอยู่ แล้วฝั่งเบนซ์กับกุ้งฝอยเข้ามาสวมสิทธิ์ทำต่อ แต่กุ้งฝอยแย้งว่า ในวันที่ตนเข้าไปพูดคุยไม่เห็นมีพนักงานหรือเครื่องจักรทำงานอยู่เลย คุณเอกภพจึงแย้งว่า ต่อให้การดำเนินงานของบริษัเดิมจะหยุดไป แต่ตัวอาคารโรงงานก็ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณแม่ภัทร
สำหรับสัญญาเช่าที่ดินโรงงานนั้น ก้องได้นำสัญญาเช่าฉบับใหม่ที่ทำขึ้นเมื่อเดือน ส.ค. 2569 มาแสดง ทำให้ทนายแก้วตั้งข้อสังเหตว่า หากาัญญาเช่าที่ดินเพิ่งเริ่ม แสดงว่าก่อนหน้านี้ช่วงที่ต่อเติมไป ยังเป็นสิทธิ์ของคุณแม่ภัทรอยู่
ด้านคุณแม่ภัทร ระบุว่า สัญญานี้เกิดขึ้นเพราะเบนซ์ไปหลอกเจ้าของที่ดินว่าสัญญาเดิมไม่ถูกต้อง และอ้างว่าคุณแม่ภัทรไปอยู่ประเทศญี่ปุ่นกับบีม แต่เบนซ์ปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวง แต่ไปทำสัญญาในฐานะผู้จ่ายค่าเช่าและผู้ดำเนินกิจการจริง คุณแม่ภัทรก็ยืนยันว่าเจ้าของที่ดินทราบความจริงแล้วและจะยกเลิกสัญญาเช่าที่ทำกับเบนซ์
หนุ่ม กรรชัย ได้ติดต่อหา ‘คุณตา’ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโรงงาน คุณตายืนยันว่า ตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมา คุณแม่ภัทรเป็นผู้จ่ายค่าเช่าที่ดินมาโดยตลอด สาเหตุที่ตนยอมเซ็นสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้แก่เบนซ์ เป็นเพราะเบนซ์เดินทางมาพบ และแจ้งว่าคุณแม่ภัทรไม่ได้ทำโรงงานแล้ว เนื่องจากเดินทางไปอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับบีม ตนหลงเชื่อคำอ้างดังกล่าวจึงยอมทำสัญญาให้ แต่เมื่อตนทราบความจริงทั้งหมดจากคุณแม่ภัทร จึงยืนยันว่าจะยกเลิกสัญญาเช่าที่ทำกับเบนซ์ เพราะถือเป็นนิติกรรมที่เกิดจากการหลอกลวง และจะทำสัญญาเช่ากับคุณแม่ภัทรเพียงคนเดียวเท่านั้น เนื่องจากติดต่อค้าขายกันมาเกือบ 10 ปี ขณะที่กุ้งฝอยพยายามโต้แย้งว่า ตนเองจ่ายค่าเช่าให้แก่คุณตามาตลอด 4 ปี และทำทุกอย่างถูกต้อง ตนเองไม่ได้รับรู้เรื่องส่วนตัวในครอบครัวของสามีเลย และอยากให้แยกเรื่องธุรกิจออกจากเรื่องส่วนตัว
เมื่อหนุ่ม กรรชัย ซักถามเบนซ์ถึงสาเหตุที่ไปบอกคนอื่นและเจ้าของที่ดินว่าคุณแม่ภัทรเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น เบนซ์ยอมรับว่าตนพูดเช่นนั้นจริง เพราะไม่ต้องการให้คุณแม่ภัทรต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงในสังคม เนื่องจากหากบอกว่าพาคุณแม่ภัทรไปรักษาอาการป่วยก็เกรงว่าจะเกิดเสียงซุบซินินทา คุณเอกภพและ หนุ่ม กรรชัย จึงตั้งคำถามกลับไปว่า หากมีเจตนาพาคุณแม่ภัทรไปรักษาอาการจริง เหตุใดจึงไม่เลือกพาไปโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานในกรุงเทพฯ แต่กลับส่งตัวคุณแม่ภัทรไปไว้ที่ศูนย์ดูแลใน จ. กาญจนบุรี นานถึง 2 ปีครึ่ง โดยไม่เคยเดินทางไปเยี่ยม เบนซ์อธิบายว่า ตนดูจากภาพถ่ายและสื่อโปรโมตที่ทางศูนย์ส่งมาให้ ซึ่งดูเป็นสถานที่เรียบร้อย และมีการระบุว่าเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้สูงอายุ ก่อนจะเปิดหลักฐานแชตระหว่างเบนซ์กับทางศูนย์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ของศูนย์ได้พิมพ์แจ้งว่า มีแพทย์คอยตรวจอาการและมีการนัดหมายแพทย์ผ่านระบบซูม อีกทั้งในเดือนแรก ทางศูนย์ได้ส่งภาพห้องพักสภาพดีมาให้ดู เบนซ์จึงเข้าใจว่าสถานที่ดังกล่าวมีมาตรฐานและเลือกห้องพักนั้นให้คุณแม่ภัทรอาศัยในเดือนแรก
หนุ่ม กรรชัย สอบถามถึงกรณีป้าแมว เจ้าของศูนย์ ที่ยอมรับว่าทางศูนย์ไม่มีแพทย์ประจำการ แต่หากเป็นไปตามที่คุณเบนซ์กล่าวอ้าง ทางศูนย์อ้างว่ามีหมอ ซึ่งถือว่ามีความผิดทางกฎหมายเต็ม ๆ
เบนซ์ชี้แจงต่อว่า ภาพสถานที่ที่ทางศูนย์ส่งมาให้ดูทางไลน์ในตอนแรกไม่เคยมีสภาพเหมือนกรงขังตามที่ปรากฏในข่าว แต่ดูเหมือนโรงพยาบาลหรือศูนย์ดูแลผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป เมื่อถูกถามถึงสาเหตุที่ตัดสินใจพาคุณแม่ภัทรไปที่ศูนย์แห่งนี้ เบนซ์อ้างว่าทำตามที่บีมขอให้ช่วย โดยตนไม่อยากพาคุณแม่ภัทรไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชโดยตรง เพราะเกรงว่าจะหนักเกินไปสำหรับคุณแม่ ในวันเกิดเหตุ เบนซ์ได้ติดต่อรถนำส่งเอกชน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ชายสองคนมารับตัวคุณแม่ภัทร โดยตนไม่ได้นั่งไปในรถนำส่งแต่ขับรถตามไป แต่เกิดหลงกันระหว่างทาง รถนำส่งเปิดไซเรนขับไปก่อน เบนซ์จึงเดินทางไปเจอที่ศูนย์เลย
เกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนควบคุมตัว หนุ่ม กรรชัย และคุณแม่ภัทร ได้ตั้งคำถามถึงการปล่อยให้คุณแม่ภัทรไปกับชายแปลกหน้าและการทำร้ายร่างกาย เบนซ์อ้างว่าตนและบีมยืนอยู่บริเวณหน้าบ้านขณะพาคุณแม่ภัทรขึ้นรถ และไม่เห็นว่ามีการทำร้ายเกิดขึ้น แต่คุณแม่ภัทรยืนยันว่า ชายสองคนได้ใช้มือปิดปากคุณแม่ภัทรไว้เพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ แล้วหิ้วไปทางท้ายรถตู้ เมื่อวางลงและเอามือออกจากปาก คุณแม่ภัทรได้ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ชายดังกล่าวจึงผลักขึ้นรถ ต่อยท้องคุณแม่ภัทร สั่งให้เงียบ แล้วล็อกกุญแจมือ นอกจากนี้ ระหว่างทางที่คุณแม่ภัทรถามว่ามีสิทธิ์อะไรมาจับตัว ชายคนดังกล่าวยังได้ต่อยคุณแม่ภัทรอีกครั้งเพื่อให้หยุดพูด
เมื่อเดินทางไปถึงศูนย์ เบนซ์ซึ่งขับรถไปถึงก่อนได้เข้าไปพูดคุยเรื่องการเงินกับเจ้าหน้าที่ เมื่อรถนำส่งมาถึง คุณแม่ภัทรเห็นเบนซ์นั่งอยู่ในห้องกระจกและพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่คิดว่าเบนซ์เป็นคนจ้างคนมาจับคงไม่ช่วย จึงถูกเจ้าหน้าที่สามคนจับตัวเข้าห้องไป โดยระหว่างทางที่คุณแม่ภัทรถูกพาตัวมา มีการโทรศัพท์และแวะเปลี่ยนรถที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งคุณแม่ภัทรได้ถามเจ้าหน้าที่ว่าลูกชายจ้างมาฆ่าตนหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ตอบกลับว่าไม่ถึงตาย
สำหรับประเด็นการปิดบังสถานที่กักขัง หนุ่ม กรรชัย ได้ถามเบนซ์ว่าเหตุใดจึงไม่เคยบอกบีมว่าคุณแม่ภัทรอยู่ที่ไหน ซึ่งเบนซ์อ้างว่าในช่วงแรกบีมมีอาการหวาดกลัวมากจนเคาะประตูก็สะดุ้ง ด้านบีมโต้แย้งว่า สาเหตุที่ปัญหาระหว่างพี่น้องแตกหัก ไม่ใช่เพราะเงินหมดอย่างที่ถูกตั้งข้อสงสัย แต่เกิดจากการที่คุณแม่ภัทรถูกพาไปขังแทนที่จะไปโรงพยาบาล ทำให้บีมต้องแบกรับภาระค่าบ้านและค่ารถเดือนละประมาณ 100,000 บาท
คุณเอกภพ และ หนุ่ม กรรชัย กล่าวว่า มองอย่างเป็นกลางจริง ๆ ทั้งเบนซ์และบีมต่างมีส่วนพอ ๆ กัน เนื่องจากจดหมายลายมือของบีมแสดงให้เห็นว่าบีมยินยอมให้คุณแม่ภัทรไปรับการบำบัดเช่นกัน และบีมเริ่มออกตามหาคุณแม่ภัทรหลังจากเงินหมด
ในเรื่องตู้เซฟและทรัพย์สิน บีมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเปิดตู้เซฟนำทรัพย์สินไปขาย โดยอธิบายว่าตนเปิดตู้เซฟไม่เป็น แต่ทรัพย์สินบางส่วนที่คุณแม่ภัทรเตรียมไว้ขาย ถูกเก็บไว้ในรถยนต์ เมื่อคุณแม่ภัทรถูกจับตัวไป บีมจึงเก็บทรัพย์สินนั้นไว้ แล้วเบนซ์เป็นคนโทรศัพท์มาบอกให้ถ่ายรูปทรัพย์สินส่งให้ดู บีมจึงเพียงแต่ถ่ายรูปส่งให้ตามคำขอ
ก้องได้ขอร้องสื่อมวลชนและสังคมให้เห็นใจกุ้งฝอย เนื่องจากกุ้งฝอยไม่เคยรับรู้เรื่องการกักขังคุณแม่ภัทรมาก่อน โดยเบนซ์บอกกุ้งฝอยว่าคุณแม่ภัทรเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น กุ้งฝอยเสริมว่าเมื่อติดต่อคุณแม่ภัทรไม่ได้ ได้พยายามสอบถามทั้งเบนซ์และบีม แต่ทั้งสองคนต่างบอกว่าอย่ารับรู้เลย เบนซ์อธิบายเหตุผลที่ไม่บอกกุ้งฝอยว่า ครอบครัวของกุ้งฝอยเป็นครอบครัวที่อบอุ่น ส่วนครอบครัวของตนเป็นครอบครัวแตกแยก จึงไม่อยากให้กุ้งฝอยต้องมารับรู้เรื่องภายในบ้าน ซึ่งคุณแม่ภัทรได้ตัดพ้อว่าตนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ดูแลลูกเองมาโดยตลอด และขอโทษหากทำให้ลูกรู้สึกแบบนั้น บีมจึงขอร้องให้เบนซ์และกุ้งฝอยคืนโรงงานให้คุณแม่ภัทร เพราะเป็นสิ่งที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง เบนซ์ก็ทราบดี ปัจจุบันนี้คุณแม่ภัทรต้องไปปอกทุเรียนขายจนมือพอง
หนุ่ม กรรชัย ได้เสนอทางออกให้เบนซ์และกุ้งฝอยคืนโรงงานให้คุณแม่ภัทร แล้วค่อยขอเช่าพื้นที่ในส่วนที่ต่อเติมหากต้องการทำธุรกิจต่อ กุ้งฝอยและก้องยืนยันยินดีคืนโรงงานให้คุณแม่ภัทรตามกระบวนการทางกฎหมายโดยไม่คิดจะต่อสู้
ส่วนเรื่องค่าปรับปรุงรีโนเวทโรงงานที่กุ้งฝอยลงทุนไป คุณเอกภพมองว่าไม่สมควรคิดค่าปรับปรุงจากคุณแม่ภัทร เนื่องจากคุณแม่ภัทรต้องถูกกักขังทรมานถึง 2 ปีครึ่ง ขณะที่คุณแม่ภัทรก็ย้ำว่า กุ้งฝอยได้ใช้ประโยชน์จากโรงงานโดยไม่ได้จ่ายค่าเช่าให้คุณแม่ภัทรเดือนละ 100,000 บาท ในช่วงเวลากว่า 30 เดือนที่ถูกกักขัง รวมเป็นเงินประมาณ 3,000,000 บาท กุ้งฝอยยืนยันว่าได้เบิกจ่ายในนามบริษัทผ่านคุณเบนซ์ทุกเดือน คุณเบนซ์ยืนยันว่าได้รับ แต่อ้างว่านำเงินไปจ่ายค่าดูแลคุณแม่ภัทรที่ศูนย์
กุ้งฝอยกับก้องจึงยอมตัดบทว่า ยินดีคืนโรงงานแก่คุณแม่ภัทร โดยขอเวลาไกล่เกลี่ยเรื่องระยะเวลาขนย้าย รวมถึงส่วนที่ตกแต่งไป พร้อมจ่ายค่าเช่าให้คุณแม่ภัทรในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับเรื่องตู้เซฟ เบนซ์ยืนยันว่าได้ส่งคืนคุณแม่ภัทรแล้ว และทรัพย์สินภายในตู้เซฟรวมถึงกล่องรูปหัวใจและทองคำได้นำส่งคืนคุณแม่ภัทรทั้งหมด
ทนายแก้ว ได้ให้ความรู้ทางข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานพยาบาลตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16 และมาตรา 24 ซึ่งระบุว่าสถานพยาบาลประเภทนี้ห้ามมีแพทย์และห้ามรับรักษาผู้ป่วยจิตเวช หากฝ่าฝืนถือว่าผิดเงื่อนไขใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ในส่วนของเบนซ์ หากมีส่วนร่วมในการกักขังหน่วงเหนี่ยวคุณแม่ภัทร อาจเข้าข่ายเป็นตัวการร่วมในความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และ 310 มีโทษจำคุก 3 ปี นอกจากนี้ หากตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินในตู้เซฟสูญหาย เบนซ์อาจมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 71 มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ขับรถตู้ที่ต่อยท้องคุณแม่ภัทร รวมถึงเจ้าหน้าที่ในศูนย์ที่ทำร้ายร่างกาย ย่อมต้องถูกดำเนินคดีอาญาเป็นรายบุคคล
คุณแม่ภัทรได้เปิดเผยคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ภายในศูนย์ว่า ให้รักษาตัวให้ดี เพราะเบนซ์ได้สั่งเจ้าหน้าที่ไว้ว่า หากเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ห้ามนำส่งโรงพยาบาล และให้ปล่อยให้เสียชีวิตอยู่ในศูนย์ ซึ่งคุณแม่ภัทรจำเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้
หนุ่ม กรรชัย ระบุว่า เจ้าหน้าที่จะมีการขยายผลคดีต่อในวันถัดไป โและทางรายการจะนำผู้เสียหายรายอื่น ๆ ที่เคยถูกกักขังอยู่ในศูนย์มาร่วมเปิดเผยเรื่องราว ขณะที่เบนซ์ยังยืนยันว่า ตนเข้าใจมาโดยตลอดว่าศูนย์แห่งนี้มีแพทย์ประจำ และมีการจ่ายยาตามที่เจ้าหน้าที่เคยโทรแจ้ง แต่หนุ่ม กรรชัย และคุณเอกภพ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าตลอดระยะเวลา 2 ปี เบนซ์กลับไม่เคยเดินทางไปเยี่ยมคุณแม่ภัทรเลยแม้แต่ครั้งเดียว
รายการได้เปิดคลิปของป้าแมว ซึ่งอ้างเรื่องการใช้ตะแกรงครอบเตียงและการผูกมัดผู้ป่วยว่า ทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยตกเตียงจนหัวแตกหรือแขนหัก และมีการนวดมือทุก 2 ชั่วโมงเพื่อลดอาการบวม ทั้งยังอ้างว่าตนลงทุนบินไปหาซื้ออุปกรณ์การแพทย์ถึงเมืองกวางโจว ประเทศจีน ทว่า หนุ่ม กรรชัย ชี้ว่า ป้าแมวตอบได้ทุกคำถาม ยกเว้นคำถามสำคัญคือ “มีสิทธิ์อะไรนำคนปกติไปกักขังไว้?”
เมื่อรายการเปิดภาพถ่ายสถานที่จริงในแดน 3 ให้เบนซ์ดู ซึ่งแสดงให้เห็นกรงเหล็ก ตะแกรงกั้น และห้องพักขนาดเล็กที่คุณแม่ภัทรต้องอาศัยอยู่โดยไม่มีเครื่องปรับอากาศ คุณแม่ภัทรยืนยันว่าเป็นห้องที่ตนเคยถูกขังจริง โดยมีหลักฐานสำคัญคือรอยหมึกสัญลักษณ์ที่ตนทำตำหนิซ่อนไว้บนผนัง เมื่อเบนซ์ได้เห็นสภาพสถานที่จริงถึงกับตกใจว่า ตนจ่ายเงินค่าดูแลเดือนละ 20,000 กว่าบาท เพื่อให้คุณแม่ภัทรได้อยู่ในห้องเดี่ยวที่มีเครื่องปรับอากาศ ตามภาพสภาพดีที่ทางศูนย์เคยส่งให้ดูทางไลน์ แต่ตนไม่เคยเห็นสภาพห้องกรงเหล็กและตะแกรงมาก่อนเลย
เมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่ของคุณแม่ภัทร เบนซ์ได้ก้มลงกราบขอโทษคุณแม่ภัทรทั้งน้ำตา โดยกล่าวขอโทษและบอกว่าตนไม่เคยคิดว่าสภาพความเป็นอยู่ของคุณแม่ภัทรจะเป็นเช่นนี้ คุณแม่ภัทรรีบบอกให้ลูกชายลุกขึ้น พร้อมกับเข้าปลอบลูกชาย