รายการโหนกระแสวันนี้ (23 ก.ย. 2569) พูดคุยกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 วันก่อน ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งขับรถตู้พุ่งชนรถพ่วงข้างขายหมึกย่างของสองสามีภรรยา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ภรรยาซึ่งเป็นฝ่ายภรรยาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ส่วนสามีได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
ผู้ร่วมรายการ ได้แก่ คุณแบงค์ ผู้บาดเจ็บ ซึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้เพียง 2 วัน แม้ในวันดังกล่าวจะเป็นวันฌาปนกิจศพของภรรยา แต่เขายังคงมาร้องเรียนเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ร่วมกับคุณแม่ส้มแป้น แม่ของคุณใหม่ผู้เสียชีวิต, คุณกอล์ฟ เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิต, คุณนุ่น (นามสมมติ) พลเมืองดีผู้เห็นเหตุการณ์และติดตามคู่กรณีที่พยายามเดินหนี และทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์
ในระหว่างรายการ คุณแบงค์ต้องลุกขึ้นยืนยืดตัวเป็นระยะ ๆ เนื่องจากมีอาการปวดหลังอย่างหนัก ร่วมกับอาการเบลอและเวียนหัว การลุกขึ้นยืนช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
เวลาเกิดเหตุเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อคืนวันที่ 18 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 19 ก.ย. เวลาประมาณ 01.00 น. คุณแบงค์ระบุว่าตนนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 2 วัน แพทย์วินิจฉัยว่ากระดูกหลังหัก และกะโหลกร้าว สมองกระทบกระเทือน รวมถึงมีอาการปวดระบมไปทั่วร่างกาย
สมาชิกในบ้านอาศัยอยู่ร่วมกัน 6 คน ประกอบด้วย คุณแม่ส้มแป้น, คุณแบงค์, คุณใหม่ และลูก ๆ อีก 3 คน โดยยึดอาชีพขายหมึกย่าง-หมาล่า
คุณแบงค์เล่าว่า เดิมทีมีหน้าร้านขายอยู่ที่แถววัดบางพระ โดยมีคุณใหม่เป็นคนขาย แต่ช่วงหลังประสบปัญหาเศรษฐกิจประกอบกับฝนตกบ่อย ยอดขายไม่ดี จึงได้หยุดไป ส่วนคุณแบงค์จะใช้ จยย. พ่วงข้าง ตระเวนขายช่วงดึกตามแหล่งสถานบันเทิง ปกติคุณแบงค์จะออกตระเวนขายคนเดียวตั้งแต่ช่วงดึกจนถึงเช้า ส่วนคุณใหม่จะขายหน้าร้านตั้งแต่ช่วงเย็นถึง 21.00 น. แต่ในคืนเกิดเหตุ คุณใหม่ได้นั่งรถพ่วงข้างออกมาช่วยขายด้วยเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากคุณแบงค์ทำไม่ทัน
ลำดับเหตุการณ์ในคืนวันที่ 18 ก.ย. เริ่มจากคุณแบงค์และคุณใหม่ขับรถออกจากบ้านขณะที่ฝนยังไม่ตก โดยไปจอดขายจุดแรกบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน คุณแบงค์ชวนภรรยาย้ายจุดขายไปยังบริเวณสุดทางซอยลาดปลาดุก ฝั่งตรงข้ามปั๊ม PT ทั้งคู่เดินทางไปถึงและจอดขายก่อนเวลา 01.00 น. เล็กน้อย โดยจอดอยู่ได้ประมาณ 15-20 นาที ก็เกิดเหตุ
ลักษณะรถเป็น จยย. พ่วงข้าง ขายหมึกย่างเสียบไม้ โดยคุณแบงค์เป็นคนขับขี่ และคุณใหม่นั่งซ้อน เมื่อมาถึงจุดดังกล่าวก็จอดรถขายของตามเลนปกติอ ตัวพ่วงพ่วงข้างจะอยู่ด้านซ้ายฝั่งฟุตบาท เพื่อให้ลูกค้าเดินมาซื้อได้สะดวก ขณะกำลังขายของ ได้มีฝนตกหนักขึ้น คุณใหม่จึงดึงผ้าใบลงมาปิดกันฝนสาดใส่ตัว คุณแบงค์ได้ทักท้วงเรื่องการปิดผ้าใบมิดชิด ซึ่งคุณใหม่ได้บอกว่าหนาว ขอปิดผ้าใบไว้ชั่วคราว แล้วจะเปิดออกเมื่อฝนหยุด
ก่อนเกิดอุบัติเหตุ คุณแบงค์ยืนอยู่ด้านหลังสุดของรถตรงบริเวณเตาย่าง ส่วนคุณใหม่นั่งบน จยย. หันหน้ามาทางพ่วงข้าง เพื่อรับลูกค้าและหยิบจับเตรียมหั่นหมึกให้ลูกค้า เพียงไม่นาน รถตู้คู่กรณีได้พุ่งข้ามเส้นทึบแบ่งเลนเข้ามา พุ่งชนรถพ่วงข้างอย่างจั โดยภาพสุดท้ายที่คุณแบงค์จำได้ก่อนหมดสติ คือการพูดคุยทักท้วงกับภรรยาเรื่องผ้าใบและคำพูดของภรรยาที่บอกว่าหนาว
คุณนุ่น พลเมืองดี ซึ่งทำงานอยู่ที่ร้านคาราโอเกะบริเวณจุดเกิดเหตุ เล่าว่า ในคืนเกิดเหตุ สองสามีภรรยาได้จอดรถพ่วงข้างขายหมึกย่างหมาล่าให้แก่พวกเธอ โดยลูกค้ารายแรกคือเจ้าของร้าน ส่วนลูกค้ารายต่อมาคือคุณนุ่นและน้องพนักงานอีกคน หลังจากย่างของคุณนุ่นเสร็จ คุณใหม่กำลังย่างส่วนที่เหลือให้เจ้าของร้าน แต่ยังย่างไม่เสร็จก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาหลังเที่ยงคืน ซึ่งร้านปิดประตูแล้วตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน แต่พนักงานยังคงนั่งกินอาหารอยู่ภายในร้าน
ขณะนั่งอยู่ในร้าน ทุกคนได้ยินเสียงดังสนั่นขึ้น ซึ่งในตอนแรกฝนตกหนักมากจนคุณนุ่นคิดว่าเป็นเสียงหม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด แต่เมื่อเห็นผู้จัดการร้านวิ่งออกไป จึงรู้ว่าไม่ใช่หม้อแปลงระเบิด แต่เป็นอุบัติเหตุรถชน เมื่อคุณนุ่นวิ่งตามผู้จัดการออกไป สิ่งแรกที่พบคือรถพ่วงข้างถูกชนหายไปจากจุดเดิม พบคุณแบงค์กระเด็นลอยไปตกอยู่หน้ารถยนต์สีขาวของชาวบ้าน ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อมองหาคุณใหม่ พบว่าร่างกระเด็นเลยออกไป นอนอยู่บนพื้นถนน โดยศีรษะของคุณใหม่ชนติดอยู่กับฟุตบาท
คุณนุ่นจำได้ว่าเคยซื้อหมึกย่างจากคุณแบงค์เป็นประจำ แต่เคยพบคุณใหม่เพียงไม่กี่ครั้งก่อนเกิดเหตุ และทางผู้จัดการร้านได้ชวนให้คุณแบงค์นำรถขึ้นมาจอดขายใต้ชายคาร้านเพราะฝนตก แต่คุณแบงค์เป็นคนขี้เกรงใจจึงบอกว่าไม่เป็นไร
ก่อนเกิดเหตุ คุณนุ่นได้ยินเสียงสองสามีภรรยาพูดคุยทักท้วงกันเรื่งผ้าใบ โดยคุณแบงค์ถามคุณใหม่ว่าทำไมไม่กางผ้าใบออกไปข้างนอก ซึ่งคุณใหม่ได้ตอบกลับว่า “ก็แล้วเราหนาวอ่ะเธอ” ทันทีที่สิ้นประโยคดังกล่าว รถตู้คู่กรณีก็พุ่งชนเข้าอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นทันที
หลังเกิดเหตุ คุณนุ่นพยายามมองหาคนขับ โดยได้ยินเสียงพยายามสตาร์ตเครื่องยนต์ถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ติด คุณนุ่นจึงวิ่งเข้าไปหาคุณแบงค์เพื่อเรียกสติไม่ให้หลับ ในขณะนั้น คุณแบงค์ตกอยู่ในภาวะมึนงงและสับสน นึกว่าตัวเองกำลังฝันไป เอ่ยถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ หลายครั้งว่าตนเองอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น มากับใคร และถามหาภรรยาว่า “แฟนผมอยู่ไหน แฟนผมเป็นยังไงบ้าง แฟนผมล่ะ””ก่อนจะวูบไปอีกครั้ง
เมื่อคุณแบงค์ได้สติกลับมาอีกครั้ง ได้ถามหาโทรศัพท์มือถือ และแชตหาภรรยาขณะนอนบาดเจ็บหนักอยู่ที่จุดเกิดเหตุ โดยพิมพ์ข้อความสั้นๆ ว่า “ใหม่อยู่ไหน จำอะไรไม่ได้” ซึ่งตอนนั้นคุณแบงค์ยังจำไม่ได้ว่ามาด้วยกัน และยังไม่เห็นว่าภรรยานอนเจ็บหนักอยู่ไม่ไกลกัน
ในระหว่างนั้น คุณนุ่นได้เดินไปตรวจสอบที่รถตู้คู่กรณี พบว่าประตูฝั่งคนขับเปิดทิ้งไว้แต่ไม่มีใครอยู่ข้างใน เมื่อเดินสำรวจต่อจึงพบเจ้าหน้าที่ รปภ. กางร่มอยู่ และ รปภ. ได้ชี้บอกว่าคนขับเดินแยกออกไปแล้ว คุณนุ่นสังเกตเห็นคนขับรถตู้เดินออกไป พร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นมาพูดคุย เนื่องจากโทรศัพท์ของคุณนุ่นกำลังสายค้างไว้อยู่กับการโทรแจ้งสายด่วน 1669 คุณนุ่นจึงขอยืมโทรศัพท์มือถือจากพลเมืองดีชายอีกคนที่ขี่ จยย. ผ่านมาร่วมถ่ายคลิปวิดีโอไว้เพื่อความปลอดภัยของตนเองและใช้เป็นหลักฐาน
หนุ่ม กรรชัย ถามถึงเรื่องกลิ่นแอลกอฮอล์ คุณนุ่นซึ่งทำงานร้านคาราโอเกะและดื่มแอลกอฮอล์อยู่แล้ว มองว่าคนขับมีอาการเหมือนคนดื่มแอลกอฮอล์มาเช่นกัน ทั้งลักษณะท่าทาง กิริยาอาการ
รายการได้เปิดคลิปวิดีโอขณะคุณนุ่นเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่บ้านคู่กรณี คุณนุ่นได้ทักท้วงว่าเหตุใดชนแล้วจึงไม่ลงไปดูผู้บาดเจ็บ ตอนแรกผู้ใหญ่บ้านอ้างว่าตนเองได้ไปคุยกับภรรยาเขาแล้ว คุณนุ่นก็แย้งว่าจะคุยได้อย่างไร ภรรยาเขาหมดสติ ผู้ใหญ่บ้านจึงพูดว่าเขาเสียชีวิตแล้ว คุณนุ่นจึงตอบโต้ด้วยความโมโหว่าเขาหมดสติ และได้เรียกรถพยาบาลแล้ว พร้อมตั้งคำถามว่า “พี่ชนคน นั่นคน ไม่ใช่หมา” ผู้ใหญ่บ้านได้อ้างเหตุผลเพิ่มเติมว่ามีรถสิบล้อตัดหน้า จึงต้องหักหลบมาทางขวา พร้อมกล่าวว่าตนเองสงสารและทนดูสภาพของผู้บาดเจ็บไม่ได้ คุณนุ่นจึงตอบกลับว่าหากมีความรับผิดชอบจริงควรจะอยู่ดูแลตรงจุดเกิดเหตุตั้งแต่แรก ไม่ใช่เดินหนีออกมาไกล
รายการได้คลิปจากกล้องวงจรปิด เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ใหญ่บ้านคู่กรณี ซึ่งอ้างว่าการพุ่งชนเกิดจากมีรถเลี้ยวตัดหน้าจนต้องหักหลบ เมื่อดูคลิป ผู้ร่วมรายการได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ใหญ่บ้านขับรถมาด้วยความเร็วสูงมาก และเหมือนไม่ได้ชะลอหรือเบรกเลยเมื่อเห็นว่ามีรถเลี้ยงอยู่ด้านหน้า
หลังเกิดอุบัติเหตุ ฝั่งผู้ใหญ่บ้านอ้างว่าตนเองไม่ได้หนีและไม่ได้เมาสุรา ขณะที่คุณนุ่น พลเมืองดี ได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า หลังจากถ่ายคลิปวิดีโอเสร็จแล้ว ได้เดินวนกลับมาพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านอีกครั้งจนเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้บันทึกคลิปต่อ โดยเจ้าของร้านคาราโอเกะเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายจึงให้เธอเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์ภายในร้าน ในช่วงเวลานั้นมีผู้คนและรถมาจอดดูเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งคุณนุ่นได้รับการบอกเล่าจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า มีรถเก๋งสีแดงมารับตัวผู้ใหญ่บ้านขึ้นรถเดินทางออกไปจากจุดเกิดเหตุ ในช่วงเวลาก่อน 02.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งปั๊มหัวใจกู้ชีพคุณใหม่อยู่
หลังเกิดเหตุ ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้เดินทางไปสถานีตำรวจในทันที แต่ได้เดินทางมาที่ สภ. ไทรน้อย ในเวลาประมาณ 11.00 น. (หลังเกิดเหตุ 10 ชั่วโมง) เพื่อเข้ามอบตัวและเข้ารับการเป่าตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งผลการตรวจเป่าแอลกอฮอล์ปรากฏว่าไม่พบปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย คุณกอล์ฟและพยานอีกคนยืนยันตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นำตัวผู้ใหญ่บ้านส่งไปเจาะเลือดตรวจหาแอลกอฮอล์ที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด โดยมีเพียงเอกสารหลักฐานการเป่าแอลกอฮอล์ที่สถานีตำรวจเท่านั้น
พยานอีกคนได้เล่าถึงการสอบถามข้อมูลกับตำรวจในคืนเกิดเหตุว่า ตนได้โทรศัพท์ไปที่ สภ. ไทรน้อย เพื่อสอบถามชื่อ ทะเบียนรถ และการดำเนินคดีกับคู่กรณี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับสายแจ้งว่าคนขับหลบหนีไปแล้ว และบอกว่ามีคนขี่ จยย. มารับตัวไป ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของพยานแวดล้อมในพื้นที่ที่ระบุว่ารถที่มารับเป็นรถเก๋งสีแดง เมื่อคุณกอล์ฟตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงปล่อยให้คู่กรณีหลบหนีไปได้ทั้งที่กำลังปั๊มหัวใจผู้บาดเจ็บ และเหตุใดตำรวจจึงไม่ล็อกตัวไว้ ตำรวจตอบว่าจะดำเนินเรื่องออกหมายจับ พร้อมอ้างว่าในยามวิกาลไม่สามารถเข้าไปจับกุมได้เพราะอาจเข้าข่ายบุกรุก ซึ่งคุณกอล์ฟเห็นว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีพิรุธมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากทราบดีว่าขั้นตอนการออกหมายจับต้องขออนุมัติจากศาลก่อน ไม่สามารถออกได้ทันทีในคืนเกิดเหตุ
นอกจากนี้ พยานได้สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่นำร่างผู้เสียชีวิตมาส่งโรงพยาบาล ซึ่งกู้ภัยยืนยันว่าคุณใหม่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที พยานจึงสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีแพทย์นิติเวชมาในที่เกิดเหตุ และจากคำบอกเล่าของกู้ภัยยังระบุว่า ได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวคนขับ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เพราะเป็นข้อมูลส่วนตัว จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.00-11.00 น. ตำรวจได้โทรแจ้งญาติว่าผู้ใหญ่เข้ามอบตัวแล้ว เนื่องจากทนแรงกดดันไม่ไหว เมื่อถามถึงการตรวจวัดแอลกอฮอล์ ตำรวจแจ้งว่าได้เป่าตรวจแล้วแต่ไม่พบแอลกอฮอล์ และเมื่อขอให้ส่งตัวไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาล ตำรวจอ้างว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหาที่ไม่ยินยอมให้ตรวจ จึงไม่มีการส่งตัวไปตรวจเลือด
ทางรายการได้ติดต่อหา ‘หมอหมู’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช ได้ให้ข้อมูลว่า ร่างกายคนเราจะขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายในอัตราประมาณ 15-20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง หากผู้ดื่มมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด สมมติว่าประมาณ 50-60 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แต่ทิ้งระยะเวลานานถึง 10 ชั่วโมง ปริมาณแอลกอฮอล์จะถูกขับออกจากร่างกายจนหมด ทำให้การเป่าตรวจลมหายใจหรือการเจาะเลือดตรวจในเวลาต่อมาจะไม่พบแอลกอฮอล์เลย
หมอหมูเน้นย้ำว่า ตามมาตรฐานแล้ว พนักงานสอบสวนต้องนำตัวผู้ขับขี่ส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจแอลกอฮอล์ทันทีหลังเกิดเหตุ แต่หากผู้ขับขี่หลบหนี เจ้าพนักงานสอบสวนสามารถประเมินพฤติการณ์มึนเมา ณ จุดเกิดเหตุและสั่งฟ้องข้อหามึนเมาได้ เนื่องจากผู้หลบหนีไม่มีหลักฐานมาพิสูจน์โต้แย้ง
ในทางกฎหมาย ทนายตุ๋ย ได้ชี้แจงเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 78 ซึ่งระบุว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ต้องหยุดรถ ให้การช่วยเหลือ และแสดงตัวต่อเจ้าพนักงาน หากหลบหนีหรือไม่แสดงตัว กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิด ส่วนกรณีการอ้างสิทธิ์ไม่ยินยอมตรวจเลือด เมื่อผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนีตั้งแต่แรก ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานความผิดตามกฎหมาย นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ นายอำเภอมีอำนาจสั่งพักหน้าที่หรือลงโทษทางวินัยได้ สำหรับข้ออ้างเรื่องโดนรถบรรทุกเลี้ยวตัดหน้านั้น เมื่อพิจารณาจากกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้ใหญ่บ้านขับรถมาด้วยความเร็วสูงมากขณะฝนตก ตามกฎหมายจราจรเมื่อเห็นรถกำลังเลี้ยวเข้าช่องทาง ผู้ขับขี่ต้องชะลอรถและให้ทาง ไม่ใช่หักหลบโดยไม่เบรกหรือชะลอ การขับรถเร็วและไม่แตะเบรกทำให้ควบคุมรถไม่ได้จนพุ่งชน ข้ออ้างเรื่องการตัดหน้าจึงฟังไม่ขึ้น
จากนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้นำภาพถ่ายจากพลเมืองดีมาแสดง ซึ่งเป็นภาพของผู้ใหญ่บ้านสวมเสื้อสัญลักษณ์คล้ายกระทรวงมหาดไทย นั่งโต๊ะร่วมกับอีกหลายคน โดยมีแก้วเครื่องดื่มตั้งอยู่ด้านหน้า หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามถึงไทม์ไลน์ว่า ก่อนเกิดอุบัติเหตุในช่วงดึก ผู้ใหญ่บ้านได้เดินทางไปสถานที่ใดมา และฝากคำถามไปยังกระทรวงมหาดไทยถึงความเหมาะสมในการสวมใส่เสื้อสัญลักษณ์ทางราชการไปนั่งในลักษณะดังกล่าว ซึ่งทนายตุ๋ยให้ความเห็นว่า แม้จะเป็นนอกเวลาราชการ แต่การสวมเสื้อที่มีสัญลักษณ์หน่วยงานรัฐ ย่อมต้องคำนึงถึงจริยธรรม ศีลธรรมอันดี และความเหมาะสมในฐานะข้าราชการ
เมื่อถามถึงฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวผู้เสียชีวิต คุณกอล์ฟและแม่ของคุณใหม่ แสดงความกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากครอบครัวยากจน คุณกอล์ฟเล่าว่าปกติทั้งคู่หาเช้ากินค่ำ ขายของได้วันละไม่ถึง 1,000 บาท หรือบางวันขายได้ 1,000 กว่าบาทก็ต้องนำไปหักลบต้นทุน ด้านคุณแบงค์ระบุว่า ยอดขายสูงสุดช่วงดึกอยู่ที่ประมาณ 2,300 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าวัตถุดิบออกแล้ว จะเหลือกำไรจริงเพียงวันละ 700 ถึง 800 บาทเท่านั้น รายได้จำนวน 700 บาทนี้ ต้องนำมาใช้เลี้ยงดูสมาชิกในบ้านถึง 6 คน และรายได้ดังกล่าวยังไม่แน่นอน หากวันไหนฝนตกยอดขายก็จะเงียบมาก
หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงการติดต่อจากผู้ใหญ่บ้านคู่กรณีตลอด 4 วันที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ซึ่งมีกำหนดฌาปนกิจศพ ซึ่งครอบครัวยืนยันว่า ผู้ใหญ่บ้านไม่เคยเดินทางมาร่วมงานศพ ไม่เคยส่งพวงหรีด ไม่เคยช่วยเหลือค่าทำศพ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเสียโอกาสในการทำงาน และไม่เคยแม้แต่จะโทรศัพท์มาแสดงความเสียใจ หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย จึงได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงจิตสำนึก ศีลธรรมและจริยธรรมของความเป็นผู้นำท้องถิ่น ที่ไม่เหลียวแลครอบครัวผู้สูญเสีย นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บ้านยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และอ้างว่าตนเองไม่ได้ประมาท ส่งผลให้การเบิกจ่ายเงิน พ.ร.บ. ในระดับเต็มวงเงินไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที
ต่อมา รายการได้โฟนอินพูดคุยกับ ร.ต.อ. วุฒิกิจ บัวนวล รองสารวัตร (สอบสวน) สภ. ไทรน้อย เพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงว่า ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำบางส่วนแล้ว รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ในประเด็นเรื่องการหลบหนี ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าหลังเกิดเหตุได้เดินทางไปหาหมอ และนำใบรับรองแพทย์ลงวันที่ 19 ก.ย. มาแสดงต่อตำรวจ
ทนายตุ๋ยได้ตั้งคำถามถึงการแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก มาตรา 78 เรื่องการหลบหนีไม่แสดงตนทันทีหลังเกิดเหตุ เนื่องจากทิ้งระยะเวลานานถึง 10 ชั่วโมง จึงมาพบตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าได้แจ้งข้อหาหลบหนีไปแล้ว แต่ผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ส่วนเรื่องการไม่ออกหมายจับในคืนเกิดเหตุ ตำรวจอธิบายว่าผู้ต้องหาเดินทางมาแสดงตนที่สถานีตำรวจเอง จึงไม่มีขั้นตอนการออกหมายจับ
ในส่วนของสาเหตุอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเห็นเบื้องต้นว่า ผู้ใหญ่บ้านมีความประมาท จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่บ้านได้อ้างว่ามีรถบรรทุกขับเลี้ยวตัดหน้า บริเวณที่มีเส้นเหลืองทึบห้ามกลับรถ ทำให้ต้องหักหลบ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องติดตามรถบรรทุกมาสอบปากคำเพื่อพิจารณาการกระทำผิดร่วมต่อไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันชัดเจนว่า ในส่วนของผู้ใหญ่บ้าน ได้แจ้งข้อกล่าวหาไปทั้งหมดแล้ว หากเขาจะปฏิเสธก็เป็นเรื่องของเขา แต่พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องคดีอย่างแน่นอน นอกจากเรื่องคดี ทนายตุ๋ยได้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยประสานเรื่อง พ.ร.บ. ให้กับผู้เสียหายด้วย เนื่องจากมองว่าผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด เพราะจอดอยู่เฉย ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่รับปากว่าจะช่วยประสานดำเนินการให้
สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ คุณแบงค์ระบุว่า เพื่อน ๆ ได้ช่วยกันระดมเงินจัดงาน ขณะที่ทางรายการได้ประสานความช่วยเหลือเบื้องต้นจาก M-150 มอบเงิน 20,000 บาท และผลิตภัณฑ์ดัชชี่โยเกิร์ตมอบ 20,000 บาท
ทนายตุ๋ยได้แนะนำให้คุณแบงค์ยื่นเอกสารบันทึกประจำวันกับโรงพยาบาล เพื่อใช้สิทธิ์ค่ารักษาพยาบาลตาม พ.ร.บ. โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินตนเอง
หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดภาพถ่ายเบาะแสที่มีพลเมืองดีส่งมาอีกครั้ง พร้อมตั้งคำถามถึงไทม์ไลน์ว่า เป็นภาพที่ถ่ายในคืนวันเกิดเหตุก่อนจะขับรถมาพุ่งชนหรือไม่ หรือเป็นวันอื่นที่ใส่เสื้อเหมือนกัน สองสามีภรรยาคู่นี้อยู่กินกันมาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่ปี 2551 แต่ต้องมาสูญเสีย
คุณนุ่น เปิดเผยว่า เธอตัดสินใจลาออกจากงานที่ร้านคาราโอเกะเดิมเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเอง และเกรงว่าร้านคาราโอเกะเดิมจะได้รับผลกระทบหรือความเดือดร้อนไปด้วย แม้จะทำให้เธอต้องกลายเป็นคนตกงานและขาดรายได้ แต่คุณนุ่นยืนยันว่าไม่เป็นไร สามารถหางานใหม่และหาเงินใหม่ได้ แต่เธออยากออกมาช่วยเป็นพยานและช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหายมากกว่า ซึ่งหนุ่ม กรรชัย ได้กล่าวชื่นชมหัวใจและความเสียสละของคุณนุ่นอย่างมาก ที่ออกมาสู้เพื่อความถูกต้อง ทั้งที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต
หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ได้โฟนอินสอบถาม คุณอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ คปภ. ถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงิน พ.ร.บ. กรณีผู้ขับขี่ปฏิเสธข้อกล่าวหา คุณอดิสรชี้แจงว่า กฎหมาย พ.ร.บ. กำหนดให้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด (กรณีเสียชีวิตได้ขั้นต้น 35,000 บาท) แต่การจ่ายเงินเต็มสิทธิ์ 500,000 บาท จำเป็นต้องรอผลคดีที่เด็ดขาดหรือการยินยอมรับผิดของผู้ขับขี่ หากผู้ขับขี่ปฏิเสธ จะยังไม่สามารถจ่ายเต็มจำนวนได้
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายแพ่ง ผู้ขับขี่รถที่พุ่งชนบุคคลอื่น ถือเป็นผู้ควบคุมยานพาหนะที่มีข้อสันนิษฐานความรับผิดชอบไว้ก่อน (Strict Liability) การอ้างว่าผู้อื่นตัดหน้าแล้วตนเองไม่ผิดเลยจึงเป็นเรื่องที่โต้แย้งได้ยาก ทนายตุ๋ยกล่าวเสริมว่า หากผลสอบสวนพบว่าเป็นการประมาทร่วมระหว่างผู้ใหญ่บ้านและรถบรรทุก ผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่จอดอยู่เฉย ๆ จะได้รับเงิน พ.ร.บ. จากทั้งสองฝั่ง ฝั่งละ 500,000 บาท รวมเป็น 1 ล้านบาท
หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามถึงสามัญสำนึกของผู้ใหญ่บ้าน ที่ควรเข้ามาดูแลช่วยเหลือและเยียวยาชาวบ้านก่อน ซึ่งคุณอดิศรได้แสดงความเสียใจและยืนยันว่า หากมีคำตัดสินหรือข้อเท็จจริงยุติ คปภ. พร้อมประสานงานให้เกิดการจ่ายเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด
หนุ่ม กรรชัย ย้ำถึงความสำคัญของตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาชน โดยได้เปรียบเทียบพฤติกรรมกับคุณนุ่น พลเมืองดีซึ่งเป็นพนักงานร้านคาราโอเกะที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน กลับเป็นคนที่พึ่งพาได้มากกว่าผู้ใหญ่บ้านบางคนเสียอีก
คุณแบงค์ เผยว่า ตอนนี้ไม่มีเงินเลย ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ และไม่รู้ว่าต้องรักษาอีกนานเท่าไหร่ กายภาพแล้วกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ วันนี้ต้องฝืนสังขารและร่างกายที่บาดเจ็บออกมา เพื่อทวงความเป็นธรรมให้แก่ภรรยา
สุดท้าย ทนายตุ๋ย ได้ฝากข้อความถึงผู้ใหญ่บ้านคู่กรณี โดยขอให้เดินทางไปรับสารภาพกับพนักงานสอบสวน เนื่องจากพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าเป็นการประมาทร่วมระหว่างผู้ใหญ่บ้านและรถบรรทุก โดยไม่ได้กล่าวถึงฝั่งของคุณแบงค์ว่ามีความผิดเลย ซึ่งการรับสารภาพจะช่วยให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตได้รับเงินเยียวยาบรรเทาความเสียหายตาม พ.ร.บ. ได้ทันที นอกจากนี้ ทนายตุ๋ยยังได้ย้ำตำแหน่งผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเป็นหมวกอีกใบที่สวมอยู่ ว่าควรมีความรับผิดชอบ ความใส่ใจ และมีจริยธรรม-ศีลธรรมอันดี
หนุ่ม กรรชัย ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า รายการได้พยายามติดต่อผู้ใหญ่บ้านเพื่อให้โอกาสชี้แจงแล้ว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ และยืนยันว่าตามขั้นตอนกฎหมายที่ศาลยังไม่มีคำตัดสิน ผู้ใหญ่บ้านยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่จากพฤติการณ์ ทั้งการไม่เคยมาเยี่ยม ไม่เคยช่วยเหลือ ทำให้ตนไม่สามารถทำใจให้คิดเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากความรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมทั้งฝากถึงผู้ใหญ่บ้านถึงการเป็นตัวแทนประชาชน และหวังว่าจะคิดได้จากสิ่งที่ฝากไว้