สภ.เมืองอุดรธานี ได้รับแจ้งจากเจ้าอาวาสวัดสามพร้าว ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี ว่ามีแม่อุ้มลูกแรกเกิดแต่เสียชีวิต มาขอให้วัดทำพิธีฌาปนกิจศพลูก หลังรับแจ้งจึงนำกำลังสายตรวจ รุดออกไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุ พบหญิง อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 4 อุ้มทารกเพศชายแรกเกิด นั่งอยู่หน้ากุฏิจ้าอาวาส ส่วนพ่อเด็กคือชาย อายุ 21 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ซึ่งได้เลิกกันตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน ตำรวจจึงขอเบอร์และโทรเรียกมาพบที่วัด ก่อนจะนำทั้งหมดไปสอบสวนเบื้องต้น
หญิงรายดังกล่าว เล่าว่า ตนเป็นคนต่างจังหวัด พ่อแม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับยาย ตนมาเรียนต่อที่ จ.อุดรธานี อยู่หอพักใกล้กับวัด ทำงานพาร์ทไทม์ เพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียน คบหาเป็นแฟนกับฝ่ายชาย ต่อมาตนตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน จึงได้บอกแฟนหนุ่ม ซึ่งแฟนบอกให้ตนไปทำแท้งเอาลูกออก แต่ตนทำไม่ได้ เพราะตนรักและอยากเลี้ยงลูก จึงปล่อยให้ท้องและไปเรียนหนังสือตามปกติ แต่ได้แยกทางกับแฟนหนุ่มตั้งแต่นั้นมา
กระทั่งคืนวันที่ 12 ก.ย.อายุครรภ์ได้ 7 เดือน ตนรู้สึกปวดท้อง คลอดลูกออกมาเองภายในหอพัก จากนั้นได้เข้าไปล้างตัวในห้องน้ำ ออกมาก็พบว่าลูกเสียชีวิตไปแล้ว แต่ตอนแรกลูกยังร้องไห้อยู่ ตนทำอะไรไม่ถูก นั่งเฝ้าร่างลูกทั้งคืนทั้งวัน จนตอนเย็นจึงโทรบอกแฟนหนุ่มและอุ้มลูกไปที่วัด
ส่วนแฟนหนุ่มซึ่งอุ้มร่างลูกไว้ เล่าว่า ตนคบหากับฝ่ายหญิงแล้วก็เลิกกันไป แยกกันอยู่คนละหอพัก หลังจากเลิกกันได้ 1 เดือน แฟนก็บอกว่าท้อง ในใจก็คิดว่าเป็นลูกของตัวเอง บ่ายวันนี้แฟนโทรมาบอกว่าลูกคลอดแล้วแต่เสียชีวิต อยากให้ตนมาเผาศพลูกด้วยกัน แต่ตนยังมาไม่ถึงวัดก็มีตำรวจโทรหาก่อน อยากบอกดวงวิญญาณลูกว่า ขอโทษ ไม่รู้ว่ามีเขาจนคลอด
เบื้องต้น ฝ่ายหญิงมีอาการตัวเย็น อ่อนเพลีย เนื่องจากเสียเลือด และปวดแผลคลอด เจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลศูนย์มารับไปรักษาที่โรงพยาบาล โดยมีแฟนหนุ่มขึ้นรถไปด้วย ส่วนร่างทารก อาสากู้ภัยมูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรมสถาน ได้นำส่งแผนกนิติเวช เพื่อให้แพทย์และตำรวจทำการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตต่อไป
หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดสามพร้าว เพื่อสอบถามข้อเท็จจากพระในวัด โดยเล่าว่า เวลา 16.00 น.ขณะที่พระกำลังทำวัตรเย็น ได้มีหญิงอุ้มทารกมานั่งที่หน้ากุฏิ นึกว่าจะมาให้เป่าหัว ผูกแขนทารกแรกเกิด แต่หญิงกลับบอกว่า คลอดลูกออกมาแล้วเสียชีวิต จึงอยากให้พระทำพิธีฌาปนกิจให้ แต่พระทำไม่ได้ จึงแจ้งผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นก็แจ้งตำรวจดังกล่าว