จากกรณีที่คุณพ่อของนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ. สันป่าตอง จ. เชียงใหม่ ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ระบุว่า
“โพสต์นี้ฝากถึงครูที่โรงเรียนลูก ที่คิดจะทำร้ายหรือทำร้ายลูกของผมไปแล้ว ดูหน้าพ่อมันไว้ด้วย เนื่องจากเมื่อวันก่อน ลูกสาวบอกว่าโดนครูคนหนึ่งทำร้ายด้วยการเตะหลัง และได้มีการเอาพริกยัดปาก ทีแรกก็ไม่ได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ได้มีการถามเพื่อนของน้องแล้วบอกว่า คุณครูได้เตะที่หลังของลูกสาวจริง
หลังจากนั้นได้ไปส่งลูกที่โรงเรียนจึงถามคุณครูคนที่ลูกสาวบอกว่าโดนทำร้าย คุณครูยืนยันว่าไม่ได้ทำและจะไปถามให้ (ถามใคร คนทำต้องรู้อยู่แก่ใจ)
คุณคิดว่าเด็ก 3-4 ขวบ ไม่รู้เรื่องอะไรหรือไม่บอกอะไรเหรอ เกี่ยวกับเรื่องที่โรงเรียน เขารู้มากกว่าที่คุณคิดอีก และเขาบอกได้ว่าโดนกระทำ อะไรบ้าง เขาเล่าให้ฟังหมด อย่าให้มีครั้งที่สองนะ
เตือนครั้งที่หนึ่ง ให้รู้ไว้เลยว่าผมไม่ยอม ใครเป็นเพื่อนกับครูที่ทำร้ายหรือรู้จัก ใครอยากรู้อะไร หรือผู้ปกครองคนไหนที่ลูกเคยโดนเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน ทักมาบอกได้ คุณควรมีวิธีการลงโทษเด็กที่ไม่ใช่การตีหรือทำร้ายร่างกายเด็ก
ต่อมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ความเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้ทางโรงเรียนได้เรียกเข้าไปคุยแล้วนะครับ และได้มีการข่มขู่ผมว่าจะดำเนินการในเรื่องของกฎหมาย และผมก็จะมีสิทธิ์ปกป้องลูกของผมเหมือนกัน ถ้าโดนกระทำจริง ผมจะไม่มีสิทธิ์ปกป้องลูกของผมเลยเหรอครับ จริงไม่จริงยังไงเดี๋ยวมาอัปเดตให้นะครับ”
ล่าสุด (12 ส.ค. 2569) ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์พ่อของเด็กหญิงคนดังกล่าวทางโทรศัพท์ ทราบว่า ก่อนหน้านี้ตนไปรับลูกสาวที่โรงเรียนและจะถามลูกสาวตลอดว่าวันนี้เรียนเป็นยังไง ลูกสาวมักจะตอบว่าถูกครูทำร้ายหลายครั้ง แต่ตนยังไม่เชื่อ จนเมื่อครั้งที่ได้จัดงานวันเกิดให้กับลูกสาว มีเพื่อนลูกมาร่วมงาน ตนจึงได้ถามกลุ่มเพื่อนของลูกสาว เด็ก ๆ ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ลูกสาวตนถูกครูทำร้าย
ซึ่งหลังจากเกิดเหตุตนได้โพสต์ข้อความ และพยายามสอบถามไปที่โรงเรียน แต่กลับถูกโรงเรียนแจ้งความหมิ่นประมาท
ส่วนตนได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. สันป่าตอง ขณะนี้กำลังรอหลักฐานคลิปกล้องวงจรปิดจากโรงเรียน เพื่อตรวจสอบในช่วงที่เกิดเหตุก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่ามีการทำร้ายลูกสาวตนจริง จะดำเนินคดีถึงที่สุด พร้อมกันนี้ ตรได้นำตัวลูกสาวไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลไว้แล้ว
หลังจากเกิดเหตุการณ์ ตนและครอบครัวได้ปรึกษากันว่า จะหาที่เรียนใหม่ให้ลูกสาว เนื่องจากน้องมีความหวาดกลัว ไม่อยากไปโรงเรียนนี้อีกแล้ว