รายการโหนกระแสวันนี้ เป็นการพูดคุยกรณีของ คุณนาเดีย อดีตนักร้องสาวค่ายดัง ที่มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือ หลังถูกน้องชายของอดีตนักร้องและดาราสาวชื่อดัง หลอกให้รักและหลอกยืมเงินจนหมดตัว ต้องแบกรับหนี้สินแทนเกือบล้านบาท โดยมี คุณปอย เพื่อนสนิทที่เป็นเจ้าหนี้ และ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมด้วย แม่ปุ๊กกี้ ที่ปรึกษามูลนิธิฯ มาร่วมรายการ
คุณนาเดีย เล่าว่า ตนเป็นอดีตนักร้องสังกัดค่ายบ็อกซิ่งซาวด์ ซึ่งในค่ายก็จะมีศิลปินรุ่นพี่คนหนึ่ง ซึ่งพี่สาวคนนี้เป็นทั้งนักร้องร่วมค่ายและเป็นดาราด้วย ทำให้มีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง เวลาไปเดินสายคอนเสิร์ตก็จะนอนห้องเดียวกัน กินอยู่ด้วยกัน จึงมีความไว้เนื้อเชื่อใจและผูกพันกันมาก โดยนาเดียยกย่องให้พี่สาวคนนี้เป็นเหมือนไอดอลของตน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ค่ายเพลงปิดตัวลง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำมาหากิน ห่างหายกันไปเกือบ 20 ปี จู่ๆ รุ่นพี่นักร้องสาวคนดังกล่าวที่เป็นพี่สาวของผู้ก่อเหตุ ก็ทักแชตเฟซบุ๊กมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ถามว่าสบายดีไหม ตอนนี้แต่งงานหรือยัง พอตนบอกว่ายังโสด พี่เขาก็ส่งรูปผู้ชายคนหนึ่งมาให้ดู บอกว่าเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขาเอง ตอนนี้มีคนแอบปลื้มเราอยู่นะ พอนาเดียเห็นรูปก็ยอมรับตรงๆ ว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดี หล่อมาก ตรงสเปก เพราะตนเป็นคนแพ้คนหล่อ
จากนั้นรุ่นพี่ที่เป็นพี่สาวของผู้ชาย ก็ขอเบอร์โทรศัพท์ของนาเดียไป เพื่อให้น้องชายติดต่อมา โดยบอกว่าเดี๋ยวน้องชายจะใช้เฟซบุ๊กทักมาหา หลังจากนั้นประมาณ 2 วัน ฝ่ายชายก็ทักแชตมาจริงๆ โดยเริ่มต้นการสนทนาด้วยความสุภาพ ทักมาขอบคุณที่รับแอดเป็นเพื่อน มีการพูดคุยแนะนำตัว ซึ่งในบทสนทนาฝ่ายชายทราบดีว่าปัจจุบันนาเดียประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนหนังสือ โดยมักจะส่งข้อความมาถามไถ่ตลอดว่า "ตอนนี้สอนอยู่หรือเปล่าครับ" หรือ "ขอโทษนะครับที่ทักมาตอนสอน" แสดงความเกรงใจและมารยาทดีในช่วงแรก
หลังจากคุยกันได้ประมาณ 2-3 เดือน ก็มีการนัดเจอกันครั้งแรกที่เขาใหญ่ โดยนาเดียไม่ได้ไปคนเดียว แต่ชวนเพื่อนที่ทำงานไปด้วยเพื่อความปลอดภัยและช่วยดูตัว ซึ่งก่อนจะถึงวันนัด ฝ่ายชายได้โทรศัพท์มาถามนาเดียในเชิงอวดฐานะว่า "จะให้พี่ขับรถเบนซ์ หรือรถฟอร์ดไปรับดี" ด้วยความที่นาเดียคิดว่าจะต้องเดินทางขึ้นเขาใหญ่ จึงบอกให้เอาฟอร์ดมา เพราะคิดว่าเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อน่าจะขับขี่ขึ้นเขาได้สะดวกและปลอดภัยกว่า
เมื่อถึงวันนัดเจอ ฝ่ายชายขับรถฟอร์ดมาตามที่บอก แต่งตัวดูดีมีฐานะ ใส่กำไลข้อมือยี่ห้อคาร์เทียร์ ถือกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง ดูน่าเชื่อถือมาก จนเพื่อนที่ไปด้วยถึงกับสะกิดบอกนาเดียว่าคนนี้ "ของจริง" สแกนแล้วว่าผ่าน ดูรวยจริง เพราะดูจากการแต่งตัวและข้าวของเครื่องใช้ที่เป็นแบรนด์เนมทั้งหมด โดยในการเจอกันครั้งนั้น ฝ่ายชายไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจหรือมีพิรุธใดๆ แม้ว่านาเดียจะพาเพื่อนไปด้วย กลับบอกว่าดีแล้วที่พาเพื่อนมา จะได้รู้จักกันไว้ และยังใจป้ำเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวตลอด
ในระหว่างที่ไปเที่ยวด้วยกัน ฝ่ายชายได้เปิดจองห้องพักไว้ 2 ห้อง เพื่อให้เกียรติฝ่ายหญิง และหลังจากเช้าวันรุ่งขึ้น ฝ่ายชายก็ทักไลน์มาสารภาพความในใจว่า "พี่ชอบน้องนะ" ขอคบหาเป็นแฟน ซึ่งนาเดียก็ตอบตกลงคบหาดูใจกัน โดยหลังจากแยกย้ายกันกลับกรุงเทพฯ ฝ่ายชายก็ยังคงวิดีโอคอลหาตลอด แสดงความจริงใจให้เห็นเสมอ
หลังจากตกลงคบหากันได้สักพัก ฝ่ายชายเริ่มเล่าปัญหาชีวิตให้ฟัง อ้างว่าตนเองทำธุรกิจ 3 อย่าง คือ ธุรกิจคาร์แคร์ ธุรกิจส่งน้ำ และรับจำนำของ หรือทำบ่อน แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด ทำให้ธุรกิจประสบปัญหาหมุนเงินไม่ทัน จึงเริ่มเอ่ยปากขอยืมเงินจากนาเดีย โดยอ้างว่าจะให้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 และบอกว่ามีคนรู้จักปล่อยกู้ แต่ต้องวางเงินมัดจำหรือหมุนเงินก่อน
ด้วยความที่นาเดียเชื่อใจและเห็นโปรไฟล์ของฝ่ายชายที่ดูรวย มีรถหรู มีของแบรนด์เนม และที่สำคัญคือเป็นน้องชายแท้ๆ ของรุ่นพี่นักร้องที่ตนเคารพรัก จึงหลงเชื่อสนิทใจ แต่ตอนนั้นนาเดียไม่มีเงินสด จึงหันไปยืม คุณปอย เพื่อนสนิท โดยบอกปอยว่า "พี่โจ้" (ชื่อสมมติของฝ่ายชาย) เดือดร้อนเรื่องเงินหมุนเวียนในธุรกิจคาร์แคร์ อยากจะขอยืมเงินหน่อย เดี๋ยวจะคืนให้พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งปอยก็ยอมให้ยืมเพราะเห็นว่าเป็นแฟนของเพื่อนและดูน่าเชื่อถือ
โดยจุดเริ่มต้นของการยืมเงิน ครั้งแรกฝ่ายชายขอยืมยอดเล็กน้อยก่อนประมาณ 5,000 บาท แล้วก็คืนให้เพื่อสร้างเครดิต จากนั้นก็เริ่มขอยืมก้อนใหญ่ขึ้น โดยอ้างว่าต้องนำเงินไปหมุนเวียนในธุรกิจ นาเดียจึงไปขอยืมเงินจากคุณปอยมาให้ฝ่ายชาย จำนวน 100,000 บาท โดยมีการโอนเงินให้เรียบร้อย
หลังจากได้เงินก้อนแรกไปแล้ว ฝ่ายชายก็ยังคงขอยืมเพิ่มอีก โดยอ้างเหตุผลสารพัด ครั้งต่อมาขอเพิ่มอีก 50,000 บาท แต่ฝ่ายชายใช้วิธีการพูดหว่านล้อมว่า "ถ้างั้นเดี๋ยวหักดอกเบี้ยของยอดเก่า 5,000 บาท ออกจากยอดใหม่เลยนะ น้องโอนมาให้พี่แค่ 45,000 บาทก็พอ" ซึ่งนาเดียก็ตกลงและโอนไปให้ ทำให้ยอดหนี้พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้เงินต้นคืนแม้แต่บาทเดียว
เมื่อทวงถามถึงเงินคืน ฝ่ายชายก็มักจะอ้างว่า "เงินแค่นี้มันไม่เยอะหรอกสำหรับพี่" และพยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการบอกว่าเขากำลังจะขายบ้านที่กรุงเทพฯ พร้อมส่งรายละเอียด พิกัดบ้าน และเนื้อที่บ้านมาให้นาเดียดู ทำให้นาเดียประเมินว่าถ้าเขาขายบ้านได้จริง เงินหลักแสนที่เป็นหนี้อยู่ เขาก็คงมีปัญญาใช้คืนแน่นอน จึงยอมให้ยืมต่อ และยอมไปกู้ยืมเงินจากคนรอบข้างมาให้เขา เพราะกลัวว่าถ้าเขาไม่มีเงินไปหมุน ธุรกิจเขาจะล้ม และจะไม่มีเงินมาคืนตน
ฝ่ายชายยังใช้วิธีการบีบคั้นทางอารมณ์ โดยอ้างว่าถ้าไม่มีเงินไปจ่ายค่าจ้างลูกน้องที่ร้านคาร์แคร์ ลูกน้องจะลาออก แล้วร้านจะเจ๊ง ถ้าธุรกิจเจ๊งเขาก็จะไม่มีเงินมาคืนนาเดีย ทำให้นาเดียต้องดิ้นรนไปหยิบยืมเงินจากเพื่อนร่วมงานและคนรู้จักมาให้เขาอีกเรื่อยๆ เพื่อพยุงธุรกิจของเขาไว้ โดยหวังว่าวันหนึ่งจะได้เงินคืน ทั้งหมดนี้ทำไปเพราะความรักและความหลงเชื่อในภาพลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้น
นาเดียยอมรับว่า ณ ตอนนั้นรักฝ่ายชายมาก รักแบบยอมพลีกายถวายชีวิต เขาให้ทำอะไรก็ทำหมด ยืมเงินใครก็ยอมไปยืมให้ แม้แต่ไปเซ็นสัญญาค้ำประกันกู้เงินก็ยอมทำ เพราะฝ่ายชายมักจะพูดกรอกหูอยู่เสมอว่า "ทุกอย่างที่พี่ทำ พี่ทำเพื่อเรา พี่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่ออนาคตของเรา" คำพูดเหล่านี้ทำให้นาเดียหลงเชื่อว่าเขากำลังสร้างครอบครัวร่วมกับตน และพร้อมจะฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้ เพราะในมุมมองของผู้หญิง การที่ผู้ชายมาพูดคุยด้วยความจริงใจและให้ความหวังเรื่องอนาคตแบบนี้ มันยากที่จะปฏิเสธ
นอกจากเรื่องเงินแล้ว นาเดียยังมารู้ความจริงทีหลังว่าฝ่ายชายไม่ได้มีแค่ตนคนเดียว ทั้งที่ฝ่ายชายบอกตลอดว่าโสด แต่เมื่อนาเดียเริ่มระแคะระคายและเข้าไปส่องดูเฟซบุ๊กของฝ่ายชาย ก็พบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมากดไลก์รูปบ่อยๆ เมื่อกดเข้าไปดูโปรไฟล์ของผู้หญิงคนนั้น ก็พบว่ามีการลงสตอรี่รูปคู่กับฝ่ายชาย มีการวิดีโอคอลหากัน และโพสต์ข้อความหวานซึ้งเหมือนคนเป็นแฟนกัน
เมื่อนาเดียรวบรวมความกล้าทักไปถามผู้หญิงคนดังกล่าว ก็ได้คำตอบว่าเขากบคบหากันอยู่ ทำให้นาเดียรู้ตัวว่าถูกหลอกซ้ำซ้อน ทั้งเรื่องเงินและเรื่องความรัก เมื่อนำเรื่องนี้ไปถามฝ่ายชาย เขาก็ยังแถไปเรื่อย อ้างว่าเป็นแค่น้องสาว หรือคนรู้จัก ไม่ได้มีอะไรเกินเลย แต่หลักฐานที่นาเดียเห็นมันชัดเจนอยู่แล้ว
ที่เจ็บปวดที่สุดคือ ฝ่ายชายเคยพูดให้ความหวังถึงขั้นว่า "แม่พี่อยากได้ลูกสะใภ้" เพื่อหลอกให้นาเดียตายใจและยอมทุ่มเทให้ทุกอย่าง จนสุดท้ายเมื่อรู้ความจริงว่าถูกหลอกทั้งเงินและใจ นาเดียถึงกับหมดอาลัยตายอยาก เครียดจัดจนโทรไปร้องไห้ฟูมฟายกับฝ่ายชาย และเคยคิดสั้นจะฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินที่ตนไม่ได้ก่อ แต่ต้องมารับผิดชอบแทนคนอื่น
เรื่องราวพีคขึ้นไปอีก เมื่อนาเดียเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่คบหากัน แม้จะมีการพูดคุย วิดีโอคอล และพบเจอกันบ้าง แต่นาเดียได้เจอกับฝ่ายชายจริงๆ เพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น คือ ครั้งแรกที่เขาใหญ่ ครั้งที่สองที่อุดรธานี และครั้งที่สามที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเจอกันแบบฉาบฉวย ไม่เคยได้ใช้ชีวิตร่วมกันจริงๆ จังๆ
แม้จะได้เจอกันน้อยครั้ง แต่นาเดียก็ยังคงหลงเชื่อและโอนเงินให้ฝ่ายชายอย่างต่อเนื่อง จนยอดเงินรวมสูงเกือบ 1 ล้านบาท โดยฝ่ายชายมักจะใช้ลูกไม้เดิมๆ คืออ้างความเดือดร้อน หมุนเงินไม่ทัน และเอาเรื่องความรักมาเป็นตัวประกัน ทำให้นาเดียต้องยอมใจอ่อนทุกครั้ง
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฝ่ายชายถึงขั้นโทรมาขอยืมเงินนาเดียแบบเร่งด่วนกลางดึก อ้างว่าธุรกิจมีปัญหา ถ้าไม่ได้เงินตอนนี้จะแย่แน่ๆ ขอแค่ 300 บาท 500 บาทก็เอา แม้กระทั่งเงิน 300 บาท เขาก็ยังกล้าขอยืม ซึ่งนาเดียก็ยอมให้ เพราะคิดว่าเขาเดือดร้อนจริงๆ และกลัวว่าถ้าไม่ช่วย เขาจะโกรธและทิ้งตนไป
หนักข้อไปกว่านั้น ฝ่ายชายยังเคยหลอกให้นาเดียโอนเงินให้ โดยอ้างว่าจะเอาเงินไปรักษาพ่อที่ป่วย เข้าโรงพยาบาลด่วน หรืออ้างว่าแม่ต้องการลูกสะใภ้ เพื่อให้นาเดียตายใจและรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญของครอบครัวเขา ทั้งที่ความจริงแล้วพ่อแม่ของฝ่ายชายอาจจะไม่ได้ป่วย หรือไม่ได้พูดแบบนั้นจริงๆ ก็ได้
นอกจากนี้ นาเดียยังเคยถูกฝ่ายชายหลอกให้ไปทำสัญญาเงินกู้แทน โดยมีคุณปอยเป็นพยาน ซึ่งฝ่ายชายอ้างว่าจะรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดเอง แต่สุดท้ายเมื่อได้เงินไปแล้ว เขาก็ไม่ยอมจ่ายหนี้ ภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่นาเดีย ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานใช้หนี้แทนเขา
ทางด้าน นายแม่ปุ๊กกี้ ที่ปรึกษามูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า พฤติกรรมของฝ่ายชายเข้าข่าย "Romance Scam" อย่างชัดเจน คือการหลอกให้รัก เพื่อหวังผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน โดยใช้ความน่าเชื่อถือทางสังคม ภาพลักษณ์ที่ดูดี และความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อ
นายแม่ปุ๊กกี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายอย่างในความสัมพันธ์นี้ เช่น การที่ฝ่ายชายอ้างว่ารวย มีธุรกิจหลายอย่าง แต่กลับไม่มีเงินสดติดตัวแม้แต่บาทเดียว ต้องคอยยืมเงินผู้หญิงตลอดเวลา หรือการที่คบกันมาตั้ง 3 ปี แต่เจอกันแค่ 3 ครั้ง มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติมากสำหรับคนเป็นแฟนกัน
นอกจากนี้ นายแม่ปุ๊กกี้ ยังเตือนสติผู้หญิงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ เพียงเพราะโปรไฟล์ดี หรือคำพูดหวานหู ควรจะตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายให้ดีก่อน โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง ไม่ควรให้ใครยืมง่ายๆ แม้จะเป็นคนที่เรารักก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือตัวเราเอง
ต่อมา นาเดียเล่าว่า เมื่อทวงถามเงินคืนจากฝ่ายชายไม่ได้ผล เธอจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาพี่สาวของฝ่ายชายที่เป็นดารานักร้อง หวังว่าจะให้ช่วยพูดคุยเจรจา หรือรับรู้พฤติกรรมของน้องชาย แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอรู้สึกผิดหวังและเสียใจอย่างมาก พี่สาวของฝ่ายชายปฏิเสธที่จะรับรู้เรื่องราว โดยอ้างว่าไม่ได้รับรู้เรื่องการยืมเงิน และบอกให้นาเดียไปเคลียร์กับน้องชายเอาเอง
นาเดียพยายามอธิบายว่าเธอเดือดร้อนหนักมาก เพราะไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมาให้น้องชายเขา แต่พี่สาวก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่เกี่ยว พร้อมทั้งพูดจาตัดรอนทำนองว่า "เรื่องของเธอกับน้องชาย ก็ไปเคลียร์กันเอง พี่ไม่เกี่ยว พี่ไม่รู้เรื่อง" ทั้งที่ตอนแรกเป็นคนแนะนำให้นาเดียรู้จักกับน้องชายแท้ๆ และเป็นคนการันตีความน่าเชื่อถือของน้องชาย
ยิ่งไปกว่านั้น นาเดียยังได้ข้อมูลมาว่า ฝ่ายชายไม่ได้หลอกแค่เธอคนเดียว แต่ยังมีผู้หญิงคนอื่นที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันอีกหลายราย ซึ่งบางรายก็โดนหลอกเงินไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้นาเดียยิ่งมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้ทำเป็นขบวนการ และอาจจะมีคนในครอบครัวรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่
นายแม่ปุ๊กกี้ เสริมว่า พฤติกรรมของครอบครัวนี้ดูมีพิรุธ เพราะถ้าคนปกติรู้ว่าน้องชายตัวเองไปทำเรื่องเสื่อมเสีย หรือไปหลอกเงินใครมา ก็ควรจะแสดงความรับผิดชอบ หรืออย่างน้อยก็ควรจะขอโทษและหาทางช่วยเหลือผู้เสียหาย ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบแบบนี้
ในรายการ ทีมงานได้พยายามติดต่อโฟนอินไปยังฝ่ายชายคู่กรณี เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้ หรือไม่รับสาย ซึ่งทนายรณณรงค์ มองว่าการที่ฝ่ายชายหลบหน้าไม่ยอมมาเคลียร์ ยิ่งทำให้สังคมสงสัยในพฤติกรรมมากขึ้น และอาจจะเป็นผลเสียต่อรูปคดีในอนาคต
ทนายรณณรงค์ แนะนำว่า กรณีนี้เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนได้ หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายชายมีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่ต้น และมีผู้เสียหายหลายราย ซึ่งโทษของคดีฉ้อโกงประชาชนนั้นหนักกว่าฉ้อโกงธรรมดามาก และยอมความไม่ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วย
ส่วนเรื่องที่พี่สาวของฝ่ายชายอ้างว่าไม่รู้เรื่อง ทนายรณณรงค์ มองว่า แม้ทางกฎหมายอาจจะเอาผิดพี่สาวได้ยาก หากไม่มีหลักฐานว่าเขาร่วมมือกันหลอกลวง แต่ในทางสังคม พี่สาวก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นคนแนะนำให้นาเดียรู้จักกับน้องชาย และเป็นคนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับน้องชายตั้งแต่แรก
ช่วงท้ายรายการ คุณหนุ่ม กรรชัย ถามนาเดียว่า "แล้วสรุปว่า 3 ปีที่ผ่านมา ได้อะไรจากผู้ชายคนนี้บ้างไหม นอกจากหนี้สิน" นาเดียตอบทั้งน้ำตาว่า "ไม่ได้อะไรเลยค่ะ ได้แต่ความเจ็บปวด ความเสียใจ และบทเรียนราคาแพง" พร้อมกับฝากเตือนสติผู้หญิงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ เพียงเพราะภาพลักษณ์ดูดี หรือคำพูดหวานหู เพราะคนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ
นายแม่ปุ๊กกี้ ปิดท้ายว่า มูลนิธิฯ จะให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับนาเดียอย่างเต็มที่ และจะติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ และนำเงินมาคืนผู้เสียหายให้ได้ พร้อมทั้งฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมของแก๊ง Romance Scam เหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ไปหลอกลวงใครได้อีก