มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

ผู้เสียหายโอด... ประมูลรถ แต่ได้ลม! คาดมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท


ข่าวโซเชียล
25 มิถุนายน 2569518
ผู้เสียหายโอด... ประมูลรถ แต่ได้ลม! คาดมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

โหนกระแสวันนี้ (25 มิ.ย. 2569) เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่เพจ ซ้อเปา - เรื่องนี้ต้องใส่ใจ ได้นำเสนอเกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเต็นท์รถลุงเจ้ย ภูเก็ต ซึ่งมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าไปประมูลรถยนต์แต่กลับไม่ได้รับรถและเล่มทะเบียนตามที่ตกลงไว้

 

แต่เรื่องนี้มีความซับซ้อนในแง่ของข้อกฎหมายและกระบวนการประมูล ซึ่งมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการประเมินคร่าว ๆ มีตั้งแต่หลักหลายสิบล้าน ไปจนถึงแตะ 100 ล้านบาทเลยทีเดียว

 

ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ได้ตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นว่า ความซับซ้อนของเรื่องนี้อยู่ที่การโอนเงินของผู้เสียหาย ซึ่งไม่ได้โอนเข้าบัญชีชื่อลุงเจ้ยโดยตรง แต่เป็นการโอนเข้าบัญชีบริษัทแห่งหนึ่ง ประกอบกับการที่ลุงเจ้ยเสียชีวิตไปแล้ว

 

คุณกุ๊ก อดีตผู้จัดการเต็นท์รถลุงเจ้ย ได้ให้รายละเอียดว่า เธอทำงานกับลุงเจ้ยมานาน 5-6 ปี ตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด โดยเพิ่งกลับเข้ามาดูแลที่สาขาภูเก็ตได้ประมาณ 7 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการทำคลิปวิดีโอขายรถที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย

 

คุณกุ๊กอธิบายถึงรูปแบบการทำธุรกิจของลุงเจ้ยว่า เป็นการขายรถตามสภาพ ซื้อมาขายไปโดยไม่มีการเก็บงานหรือซ่อมแซมใด ๆ ซึ่งสาเหตุที่ราคาถูกกว่าท้องตลาดมากเป็นเพราะขายตามสภาพที่ซื้อมาจากลูกค้าเลย บางคันที่เป็นรถน้ำท่วมก็นำมาถ่ายคลิปเพื่อขายเป็นอะไหล่แยกชิ้นส่วน ส่วนการประมูลนั้นตนไม่ทราบ เป็นแอดมินเพจที่ดูแล และเพิ่งจะมาเริ่มทำรูปแบบนี้ในช่วงหลัง

 

การประมูลผ่านทางออนไลน์ ทางเพจจะโพสต์รูปรถ วิดีโอ และรายละเอียด พร้อมตั้งราคาเริ่มต้นและเวลาปิดประมูลตอน 16.00 น. ใครที่สนใจจะเข้าไปพิมพ์ราคาใต้ภาพ ซึ่งทุกคนจะเห็นราคาของกันและกัน ใครให้ราคาสูงสุดก่อนปิดประมูลจะเป็นผู้ชนะ

 

คุณกิ๊ก ผู้เสียหาย ได้ประมูลรถ Ora Good Cat สีฟ้า ปี 2021 ซึ่งราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 900,000 บาท ถึงหนึ่งล้านบาท แต่เขาประมูลได้ในราคา 340,000 บาท

 

หลังจากจบการประมูลตอน 16.00 น. แอดมินจะโทรมาแจ้งผู้ชนะและขอเอกสารบัตรประชาชน เพื่อทำสัญญาพร้อมกับให้ชำระเงินทันที คุณอ๊อฟซื้อเงินสดและโอนเงินทั้งหมด 340,000 บาทในวันนั้น โดยแบ่งโอน 2 รอบเข้าบัญชีชื่อบริษัท ซึ่งภายหลังตรวจสอบพบว่าไม่มีชื่อลุงเจ้ยเป็นกรรมการบริษัท

 

หลังจากโอนเงินเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 ทางแอดมินนัดหมายว่าจะส่งรถให้ภายใน 1 อาทิตย์ จะนำขึ้นรถสไลด์มาส่ง แต่เมื่อถึงกำหนดก็ยังไม่มีการส่งรถ พอทวงถาม แอดมินอ้างว่าต้องรอปิดเล่มทะเบียนก่อน (รถติดไฟแนนซ์) และจะส่งรถให้ภายหลัง แต่ก็ยังบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีรถสไลด์มาส่ง คุณกิ๊กจึงเสนอจะจ้างรถสไลด์ไปรับเอง แต่แอดมินยังคงอ้างว่าลุงเจ้ยอยู่โรงพยาบาล จนกระทั่งช่วงบ่ายวันที่ 15 พ.ค. แอดมินโทรมาแจ้งว่าลุงเจ้ยเสียชีวิตแล้ว และยังเอารถออกมาไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่าลุงเจ้ยเป็นคนตัดสินใจได้เพียงคนเดียว และขอให้รอผ่านงานศพไปก่อน เพื่อให้ภรรยาหรือทีมงานมาจัดการเคลียร์เรื่องทั้งหมด

 

ต่อมา ผู้เสียหายหลายคนเริ่มรู้ว่าเจอปัญหาเดียวกัน บางคนได้รถแต่ไม่ได้เล่มทะเบียน คุณกิ๊กจึงไปแจ้งความ ซึ่งตำรวจได้ออกหมายเรียกกรรมการบริษัทชื่อ ‘ปรารถนา’ แต่ยังไม่มีการตอบกลับจนถึงปัจจุบัน

 

ทางด้านคุณพอร์ช เล่าว่า เขาประมูลรถ Civic Coupe ปี 2543 ซึ่งเป็นรถที่กลุ่มวัยรุ่นนิยม เขามั่นใจในการประมูลเพราะเต็นท์ลุงเจ้ยมีชื่อเสียง พ่อของเขาเป็นคนเห็นโพสต์การประมูลและนำมาให้เขาดู ซึ่งขณะนั้นเหลือเวลาเพียงประมาณ 5 นาทีจะปิดประมูล ในช่วงเวลานั้นราคาประมูลอยู่ที่ 137,000 บาท เขาจึงตัดสินใจเสนอราคาไปที่ 138,000 บาท เพื่อเป็นการปาดหน้าผู้ประมูลรายอื่นในนาทีสุดท้าย โดยรถรุ่นนี้ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทขึ้นไป

 

หลังจากที่ปิดการประมูลเรียบร้อยแล้ว ทางแอดมินของเพจได้ทักข้อความมาหาเพื่อแจ้งผลการชนะประมูล พร้อมทั้งขอไอดีไลน์เพื่อส่งรูปภาพรถและเอกสารต่าง ๆ ให้ดู ทางแอดมินระบุว่า ต้องโอนเงินยอดเต็มจำนวนภายในวันนั้น แต่คุณพอร์ชได้ขอต่อรองโอนมัดจำก่อน 10,000 บาท และจะโอนส่วนที่เหลือในวันถัดไป ซึ่งทางแอดมินแจ้งว่าขอไปสอบถามลุงเจ้ยก่อน และได้รับคำตอบว่าตกลง ในวันต่อมาคุณพอร์ชได้โอนเงินส่วนที่เหลืออีก 137,000 บาท ซึ่งพนักงานบวกลบเลขผิด ทำให้เขาโอนเงินเกินไป 9,000 บาท รวมเป็นยอดทั้งหมด 147,000 บาท เนื่องจากความรีบเร่งและความตื่นเต้นที่อยากได้รถ โดยมีการนัดหมายรับรถที่ จ. กระบี่ ในสัปดาห์ถัดไป

 

เมื่อถึงกำหนดนัดรับรถ คุณพอร์ชได้เดินทางไปและพยายามติดต่อขอที่อยู่ที่ชัดเจนเพื่อไปรับรถ โดยเขาทราบว่าทางเต็นท์มีโรงแรมตั้งอยู่ในพื้นที่เต็นท์ด้วย จึงตั้งใจจะไปพักที่นั่น แต่ได้รับคำแจ้งจากทางเต็นท์ว่าห้องพักเต็ม เขาจึงต้องไปหาที่พักอื่นแทน

 

พอรุ่งเช้าของวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันนัดรับรถ คุณพอร์ชเดินทางเข้าไปที่เต็นท์ แต่กลับพบว่าไม่มีรถจอดอยู่ พนักงานในเต็นท์แจ้งสาเหตุว่ารถกำลังซ่อมหม้อน้ำอยู่ เมื่อถามว่าซ่อมที่ไหนเพื่อจะตามไปดูรถด้วยความอยากเห็นรถที่ประมูลได้ พนักงานกลับไม่ยอมบอกสถานที่และให้ข้อมูลวนไปมา อ้างว่ารถจอดอยู่อีกที่หนึ่งที่ไม่มีกุญแจเข้าไป

 

คุณพอร์ชตัดสินใจไม่กลับและรออยู่ที่เต็นท์เพื่อดูความชัดเจน เนื่องจากรู้สึกถึงความผิดปกติในการสื่อสารของพนักงาน เขาพยายามขอเล่มทะเบียนรถมาเก็บไว้ก่อนเพราะจ่ายเงินครบถ้วนแล้ว แต่ทางเต็นท์ก็ไม่มีเล่มทะเบียนให้ สรุปคือไม่มีทั้งรถและเล่มทะเบียนในวันนั้น

 

คุณพอร์ชทราบข่าวจากเพื่อนของพ่อที่เป็นเจ้าของเต็นท์รถเหมือนกัน ว่าลุงเจ้ยเริ่มมีอาการป่วย ในวันที่ 13 พ.ค. ที่คุณพอร์ชเข้าไปตามรถที่เต็นท์ เขาได้พบกับชายคนหนึ่งที่แสดงตัวว่าเป็นนายทุนเดินเข้ามาในเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อมีการพูดคุยกัน นายทุนคนดังกล่าวบอกกับคุณพอร์ชว่า รถคันที่คุณพอร์ชประมูลได้นั้น ความจริงแล้วจอดอยู่ที่บ้านของนายทุนคนนี้ รวมถึงเล่มทะเบียนรถก็อยู่กับนายทุนด้วย นายทุนยังให้ข้อเสนอว่า หากคุณพอร์ชต้องการรถ ให้ไปเอาเงินคืนจากทางเต็นท์แล้วนำเงินมาจ่ายให้เขาแทน หรือให้ทางบริษัทโอนเงินมาให้เขา แล้วเขาจึงจะมอบรถและเล่มให้

 

คุณพอร์ชพยายามจะทวงเงินคืนจากทางเต็นท์ แต่ในขณะนั้นลุงเจ้ยป่วยหนักและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทำให้พนักงานทุกคนอ้างว่าทุกการตัดสินใจต้องขึ้นอยู่กับลุงเจ้ยเพียงคนเดียว เมื่อลุงเสียชีวิตไปแล้วจึงไม่มีใครรับผิดชอบ

 

ทั้งนี้พบว่า ชื่อกรรมการบริษัทไม่ใช่ชื่อของลุงเจ้ย แต่เป็นนอมินีที่ชื่อ ปรารถนา ซึ่งปัจจุบันถูกออกหมายเรียกแต่ยังไม่สามารถติดต่อได้

 

คุณพอร์ชและพ่อได้เดินทางไปที่งานศพของลุงเจ้ย เพื่อทวงถามความรับผิดชอบจากญาติ ในงานศพมีการเจรจาระหว่างพ่อของคุณพอร์ชกับพ่อของลุงเจ้ย โดยมีปรารถนาร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ทางครอบครัวและทีมงานของลุงเจ้ยบอกกับคุณพอร์ชว่า ขอให้เสร็จสิ้นงานศพก่อนแ ล้วจะจัดการเคลียร์เรื่องทั้งหมดให้ แต่จนถึงปัจจุบันซึ่งผ่านมาเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้า

 

คุณพอร์ชระบุว่า ตอนนี้ไม่สามารถติดต่อใครได้เลย ทั้งเซลที่เคยคุยผ่านไลน์และตัวนอมินีเอง เมื่อเขาทวงถามไปยังเซลเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา เซลกลับส่งข้อความตอบกลับมาว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว และลาออกจากงานแล้ว ให้ไปตามกับคุณปรารถนาเพียงคนเดียว

 

คุณอ๊อฟ ผู้เสียหายอีกราย เล่าว่า เขาประมูลรถ Mini Cooper ไฟฟ้า มาในราคา 570,000 บาท โดยเขารู้จักเพจของลุงเจ้ยผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นเพจที่ดัง มีผู้ติดตามหลายแสนคน และมีแฟนคลับทั่วประเทศ แม้ตัวเขาจะอยู่กรุงเทพฯ แต่ก็ตัดสินใจประมูลและตกลงให้ส่งรถผ่านรถเทรลเลอร์ โดยเขายอมจ่ายค่าขนส่งเพิ่มอีก 4,500 บาท

 

ลำดับเหตุการณ์คือเขาชนะประมูลในวันที่ 6 พ.ค. เวลา 16.00 น. และในวันถัดมาแอดมินเพจได้ติดต่อส่งรูปมาให้ดู เขาจึงโอนเงินเต็มจำนวนทันที ทางเพจนัดว่าจะส่งรถให้ในวันถัดไปคือวันที่ 8 พ.ค. แต่พอถึงกำหนดแอดมินเริ่มบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าไม่มีรถเทรลเลอร์จากภาคใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ

 

รายละเอียดการพูดคุยกับแอดมินระบุชัดเจนว่า เป็นการประมูล Mini ไฟฟ้า ราคา 570,000 บาท รวมค่าส่ง กทม. 4,500 บาท โดยทางเต็นท์ระบุเงื่อนไขว่า จะมีการประกันแบตเตอรี่ให้ 6 เดือน และจะส่งเล่มทะเบียนพร้อมชุดโอนให้ภายใน 30 วัน ซึ่งหลังจากลูกค้าได้รับเล่มแล้วต้องไปดำเนินการโอนเองไม่เกิน 30 วัน

 

แต่เมื่อครบกำหนด 7 วัน เขาก็ยังไม่ได้รถ เมื่อเขาพยายามโทรศัพท์และส่งข้อความไปทวงถาม ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ลุงเจ้ยล้มป่วยและเสียชีวิตพอดี พนักงานก็อ้างว่าต้องรอให้จบงานศพก่อนแล้วจะเคลียร์ให้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เขาจึงตัดสินใจแจ้งความผ่านระบบออนไลน์

 

คุณกุ๊ก อดีตผู้จัดการ ให้ข้อมูลว่าเธอทำงานกับลุงเจ้ยมานานถึง 6 ปี แม้จะมีช่วงที่ออกไปแต่ก็ยังช่วยงานหลังบ้านอยู่ และได้กลับมาดูแลอีกครั้งในช่วงที่เต็นท์ที่ภูเก็ตกำลังโด่งดัง เธอเล่าว่าหลังจากลุงเจ้ยเสียชีวิต เธอมีปัญหาขัดแย้งกับคนภายในเต็นท์ เนื่องจากเธอตัดสินใจคืนรถให้กับนายทุน ซึ่งทำให้คนในเต็นท์โกรธเพราะมองว่ารถเหล่านั้นเป็นของเขา แต่คุณกุ๊กมองว่าต้องคืนให้เจ้าของที่แท้จริง

 

นอกจากนี้เธอยังให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลอดเวลา 6 ปีที่ร่วมงานมา ลุงเจ้ยไม่เคยขายรถด้วยวิธีการประมูลมาก่อนเลย วิธีการประมูลผ่านเพจเพิ่งจะเริ่มทำเมื่อประมาณ 3-4 เดือนก่อนที่ลุงเจ้ยจะเสียชีวิตเท่านั้น โดยเธอเองก็ไม่ทราบว่าลุงเจ้ยไปได้แนวคิดหรือวิธีการนี้มาจากไหน

 

เธอรู้จักกับปรารถนา ซึ่งเป็นนอมินีของบริษัท รู้จักว่าใครคือนายทุน และรู้ที่อยู่ของรถบางคันด้วย

 

บริษัทนี้ลุงเจ้ยเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเพียงคนเดียว ไม่มีหุ้นส่วนคนอื่นแต่อย่างใด โดยลุงเจ้ยไม่ได้เริ่มจากการเปิดเต็นท์รถตั้งแต่แรก แต่เริ่มจากการเป็นพ่อค้าคนกลางที่คอย “ตัดรถ” หรือรับซื้อรถจากลูกค้าแล้วส่งต่อให้เต็นท์รถอื่น ๆ อีกที จนกระทั่งมีรายได้และเงินทุนมากพอจึงเริ่มสร้างเต็นท์รถแห่งแรกที่กระบี่ หลังจากนั้นจึงขยายสาขาไปที่ภูเก็ตและเริ่มทำคลิปจนกลายเป็นที่รู้จักและมีผู้ติดตามจำนวนมาก

 

ในแง่ของเงินทุน คุณกุ๊กอธิบายว่าลุงเจ้ยมีนายทุนมาตั้งแต่สมัยทำแรก ๆ โดยนายทุนเหล่านี้เป็นเจ้าของเต็นท์รถที่มีเงินทุนพร้อมซื้อรถ ลุงเจ้ยจะชักชวนนายทุนว่า ตลาดรถที่ภูเก็ตกำลังบูมและขายดีมาก จึงให้นายทุนโอนเงินมาซื้อรถเพื่อวางขายที่เต็นท์ของลุงเจ้ย โดยมีข้อตกลงสำคัญคือ นายทุนจะเป็นคนเก็บเล่มทะเบียนรถไว้ ส่วนกำไรจะนำมาแบ่งกันตามที่ตกลง

 

มีนายทุนในลักษณะนี้ประมาณ 4-5 ราย การซื้อขายจะเป็นการ “โอนลอย” ไว้ คือยังไม่มีการลงชื่อลุงเจ้ยหรือนายทุนในเล่มทะเบียน แต่จะรอใส่ชื่อลูกค้าคนต่อไปที่จะมาซื้อรถ โดยรถจะจอดโชว์อยู่ที่เต็นท์ของลุงเจ้ย แต่เล่มทะเบียนและชุดโอนลอยจะอยู่ที่นายทุนเพื่อเป็นหลักประกัน

 

หนุ่ม กรรชัย และทนายตุ๋ย ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการแยกตัวรถ ออกจากเล่มทะเบียน ซึ่งหากลุงเจ้ยขายรถได้ แต่ไม่นำเงินไปคืนนายทุน นายทุนก็จะไม่ยอมมอบเล่มทะเบียนให้ลูกค้า ทำให้เกิดปัญหารถมีอยู่จริงแต่โอนไม่ได้

 

ทนายตุ๋ยตั้งข้อสังเกตว่า ถ้ารถบางคันติดไฟแนนซ์อยู่จะยิ่งยุ่งยากมากขึ้น เพราะบางครั้งไฟแนนซ์กำลังตามหารถ แต่รถกลับถูกนำมาประกาศขาย

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สรุปภาพรวมว่า เมื่อลุงเจ้ยเสียชีวิต เล่มทะเบียนและใบโอนลอยยังคงอยู่ที่นายทุน นายทุนจึงมีสิทธิ์ไปตามยึดรถกลับคืนมาเป็นของตนเอง เพราะเขาเป็นคนจ่ายเงินซื้อรถมาแต่แรก ขณะที่ลูกค้าโอนเงินเข้าบริษัทของลุงเจ้ยไปแล้ว แต่ไม่ได้ทั้งรถและเล่มทะเบียน

 

ในส่วนของโครงสร้างบริษัท พบว่าลุงเจ้ยไม่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทแต่ใช้ชื่อปรารถนา หรือนุ้ย เป็นกรรมการผู้จัดการทั้งสาขากระบี่และภูเก็ต คุณกุ๊กให้ข้อมูลสำคัญว่า ลุงเจ้ยไม่มีบัญชีธนาคารเป็นของตัวเอง เนื่องจากเป็นบุคคลล้มละลาย เมื่อลูกค้าโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท เงินก็จะถูกโอนออกไปเข้าบัญชีส่วนตัวของปรารถนาทันที ทำให้ไม่มีเงินค้างอยู่ในบัญชีบริษัทเลย นอกจากนี้ลุงเจ้ยยังเคยใช้บัญชีส่วนตัวของคุณกุ๊กในการใช้จ่ายประจำวันเมื่อ 5-6 ปีก่อนด้วย

 

หลังการเสียชีวิตของลุงเจ้ย เกิดความขัดแย้งขึ้นเมื่อคุณกุ๊กตัดสินใจคืนรถ 6-7 คัน ให้กับนายทุนที่นำเล่มทะเบียนและหลักฐานการโอนเงินมายืนยัน การกระทำนี้ทำให้ภรรยาของลุงเจ้ย (ที่ไม่ได้จดทะเบียน) โกรธมาก และสั่งห้ามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกจากโชว์รูม พร้อมขู่จะดำเนินคดีและกล่าวหาว่าคุณกุ๊กขโมยรถไปแอบ

 

นอกจากนี้ ยังมีแชตที่ภรรยาของลุงเจ้ยส่งข้อความกำชับคุณกุ๊กว่า “อย่าพูดทุกเรื่อง ไม่รู้เอาไว้ก่อน” และให้โยนเรื่องทั้งหมดไปให้นุ้ย ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะพังหมด ซึ่งคุณกุ๊กเชื่อว่าคำว่าพังหมดหมายถึงความลับเรื่องที่ลุงเจ้ยแอบขายรถคันเดียวให้กับนายทุนหลายคนจะถูกเปิดเผย โดยนายทุนบางคนถือเล่มทะเบียนไว้แต่ไม่รู้ว่ารถถูกขายไปแล้ว

 

จากนั้น ‘ใหญ่ V10’ ได้ติดต่อมาให้คำแนะนำ ว่าผู้เสียหายควรไปแจ้งความและขอให้ตำรวจอายัดรถไว้ก่อน ตนไม่รู้ว่ารถอยู่กับนายทุนคนไหน แต่เชื่อว่าเมื่ออายัดแล้วเจ้าของเล่มทะเบียนปรากฏตัวออกมาเจรจา และมองว่าคนที่จ่ายเงินให้บริษัทหรือมีสัญญาซื้อขาย ควรมีสิทธิ์ในรถมากกว่านายทุนที่อาจเป็นการกู้ยืมเงินกันภายใน

 

นอกจากนี้ ใหญ่ยังพูดถึงเรื่องราวของตนเองว่า จะวางมือจากการซ่อมรถ แล้วนำความรู้ที่มีไปช่วยเหลือคน ส่วนส่วนดรามาในอดีต ตนได้ชี้แจงทั้งหมดในเพจแล้ว

 

คุณโย รัชดา ผู้ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในนายทุน ได้โทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่า เขาไม่ใช่นายทุน แต่เขาเป็นเจ้าของเต็นท์รถที่จ่ายเงินซื้อรถจากลุงเจ้ยเพื่อนำมาขายต่อ

 

คุณโยเล่าว่า พฤติกรรมของลุงเจ้ยเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 3 เดือนก่อนเสียชีวิต เนื่องจากตามตัวรถและเล่มทะเบียนได้ยากมาก เมื่อไปงานศพลุงเจ้ยจึงได้พบความจริงว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก และได้นัดทุกคนมานั่งคุยกัน รวมถึงคุณปรารถนาด้วย

 

มีการขายรถคันเดียววนให้นายทุนหลายคน เช่น รถ Alphard ราคา 2.4 ล้านบาท ที่ลุงเจ้ยนำไปขายให้นายทุนถึง 3 คนในเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้ลุงเจ้ยได้เงินไปถึง 7 ล้านบาทจากรถคันเดียว โดยนายทุนทั้ง 3 คนต่างก็โอนเงินเข้าบัญชีของปรารถนา

 

รถ 1 คัน ถูกขายให้คน 3 คน และคนที่ซื้อรถคันเดียวกันนั้น บางคนอาจจะได้เล่มทะเบียนไปถือไว้แต่ไม่มีตัวรถ ในขณะที่อีกคนอาจจะชิงไปเอารถมาได้แต่ไม่มีเล่มทะเบียน หรือบางคนไม่ได้ทั้งรถและเล่ม

 

คุณโยได้เสนอทางออกให้ผู้เสียหายกลุ่มนี้ว่า ควรนำทรัพย์สินมาขายแล้วหารเฉลี่ยเงินกันตามส่วน ตนไม่คาดหวังว่าจะได้เงินคืน 100% ได้กลับมา 20-30% ก็รับได้ เพราะทุกคนต่างก็ถูกหลอกเหมือนกัน

 

ทนายตุ๋ยได้ให้มุมมองด้านข้อกฎหมายว่า กรณีนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน ความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุกสูง และเส้นทางเงินที่ชัดเจนจะทำให้ผู้ที่ได้รับเงินไปต้องมาชี้แจง หากชี้แจงไม่ได้ก็จะถูกดำเนินคดีด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า สาขากระบี่ไม่มีใบอนุญาตค้าของเก่า และไม่ได้ขออนุญาตขายทอดตลาดตามกฎหมาย มองว่าคดีนี้อาจต้องอยู่ในความรับผิดชอบของกองปราบด้วยซ้ำ เพราะผู้เสียหายหลายราย มูลค่าความเสียหายสูงมาก แนะนำให้รวมตัวกัน

 

ในส่วนของการดำเนินการต่อไป หนุ่ม กรรชัย จะพาผู้เสียหายทั้งหมดเดินทางไปร้องเรียนที่กองปราบปราม ส่วนคุณกุ๊กในฐานะที่เป็นผู้จัดการมานาน 6 ปี และมีเงินเดือนหรือเงินโอนผ่านบัญชี ตำรวจจะต้องเรียกไปสอบสวนอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนการกระทำผิดหรือไม่ คุณกุ๊กก็ต้องชี้แจงให้ได้


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ประมูลรถ#รถมือสอง#เต็นท์รถ