รายการโหนกระแสวันนี้ (23 ก.ค. 2569) พูดคุยเรื่องที่เป็นกระแสอย่างมาก เกี่ยวกับอินฟลูฯ สาวคนหนึ่งคือ ‘คุณแอลลี่ หรือ คุณหนูแอลลี่’ ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียทุกแพล็ตฟอร์ม หลายคนวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมุมมองความคิดของเธอ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมาตรฐานการเลือกคู่ครองที่เธอระบุว่า ฝ่ายชายต้องมีรายได้เกิน 500,000 บาทขึ้นไป เนื่องจากแต่ละเดือนเธอเองหาเงินได้มากกว่านั้นหลายเท่า และไม่อยากเสียเวลามาเริ่มต้นฝึกสอนใคร โดยในวันนี้คุณแอลลี่มาพร้อมกับทนายส่วนตัว ‘ทนายปุ๊บปั๊บ’ และมีทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ มาร่วมพูดคุยด้วย
ประเด็นเรื่องรายได้ 500,000 บาท แอลลี่ได้ชี้แจงที่มาของคลิปดังกล่าวว่า เป็นการถ่ายทำคอนเทนต์ตามลิสต์ที่เอเจนซีจัดเตรียมมาให้ โดยปกติเธอไม่ค่อยทำเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก แต่มักเน้นเรื่องทัศนคติและการทำธุรกิจ ภาพจำของเธอตั้งแต่สมัยเรียนทันตแพทย์คือผู้หญิงที่หาเงินส่งตัวเองเรียนและสร้างชีวิตด้วยตัวเอง จึงมีคนสงสัยว่าผู้หญิงเก่งแบบนี้มีมุมมองความรักอย่างไร และผู้ชายจะกล้าเข้าหาไหม
หนุ่ม กรรชัย ถามถึงรายได้ว่าเกิน 500,000 บาทจริงหรือไม่ แอลลี่ตอบว่าถ้าต่อปีนั้นเกินแน่นอน แต่ หนุ่ม กรรชัย ได้โต้แย้งโดยการเปิดคลิปหลักฐานที่แอลลี่เคยพูดไว้ชัดเจนว่า “หาได้ต่อเดือนมากกว่า 500,000 หลายเท่า” ซึ่งทำให้แอลลี่ยอมรับว่าเธอไม่ได้ทำงานประจำ รายได้ในฐานะฟรีแลนซ์จึงมีความไม่แน่นอน บางเดือนได้เกินบางเดือนไม่ถึง ขึ้นอยู่กับกระแสและปัจจัยต่าง ๆ แต่หากถัวเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ในช่วงประมาณนั้นหรือมากกว่า
การตั้งมาตรฐานคู่ครอง แอลลี่ตอบว่าเธอเป็นคนทะเยอทะยาน และอยากประสบความสำเร็จในทุกด้าน เธอจึงมองหาคนที่มีศักยภาพสูง ที่สามารถสอนให้เธอเติบโตได้ในทุกมิติ
นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญจากชาวเน็ตเกี่ยวกับวุฒิการศึกษา ซึ่งแอลลี่อธิบายว่า เธอเรียนในคณะทันตแพทย์ ม. ธรรมศาสตร์ จริง ๆ แต่ได้ลาออกตอนปี 5 เนื่องจากเธอมีอาการแพ้วัสดุคืออะครีลิกอย่างหนัก และงานทันตกรรมมีการฟุ้งกระจาย ในการเรียนเธอจึงต้องใส่ชุด PPE และใส่หน้ากาก N95 ตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ เธอเคยแพ้หนักจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน ประกอบกับช่วงนั้นธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้ากำลังไปได้ดี สุดท้ายเธอตัดสินใจออก
เธอไม่ได้วุฒิทันตะฯ เพราะออกตอนปี 5 แต่สำหรับคนที่จบผ่าน 4 ปี จะได้วุฒิวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไม่ได้อะไรเลยเหมือนจบออกตอนปี 1, 2, 3 แต่การจะอธิบายว่าหลักสูตรบางหลักสูตร คนได้ยินชื่อแล้วอาจจะเข้าใจว่าอยู่ในคณะหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ การที่เธอระบุคณะจึงทำให้เข้าใจง่ายกว่า
และย้ำว่าเธอไม่เคยเรียกตัวเองว่าหมอ เพราะเธอไม่ได้เป็นหมอ แม้คนที่เรียนจบทันตแพทย์ แต่หากสอบใบประกอบฯ ไม่ผ่านก็เรียกหมอไม่ได้