กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกแชร์ต่อในโลกออนไลน์ หลังหนุ่มรายหนึ่งออกมาโพสต์ขอความช่วยเหลือ พร้อมเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับพ่อแท้ๆ โดยอ้างว่าถูกพ่อนำชื่อและข้อมูลส่วนตัวไปใช้ทำธุรกรรมหลายอย่าง จนสุดท้ายกลายเป็นคนที่ต้องรับภาระหนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนก่อ แถมยังถูกพ่อทำร้ายร่างกายจนสภาพจิตใจย่ำแย่
หนุ่มรายนี้เล่าว่า พ่อกับแม่แยกทางกันและตนเองอาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งตนมีอาการซึมเศร้าและไบโพลาร์มานานประมาณ 8-9 ปี ต้องกินยาและดูแลตัวเองต่อเนื่อง ทำให้การทำงานหารายได้ไม่ใช่เรื่องง่าย พ่อจึงให้เงินค่าใช้จ่ายสัปดาห์ละ 1,000 บาท แต่ช่วงปี 2565 ตอนที่เข้ามหาวิทยาลัย พ่อกลับขอให้เอาชื่อไปสอบใบอนุญาตตัวแทนประกัน เพื่อให้พ่อได้ยอดและค่าคอมมิชชันเพิ่ม
ตอนแรกตนเองไม่ยอม แต่พ่อกลับเงียบและไม่ส่งเงินให้ ทำให้ตนจำเป็นต้องยอมทำตามเพื่อให้มีเงินใช้ โดยบัญชีที่บริษัทประกันโอนเงินเข้า พ่อเป็นคนเก็บไว้เองทั้งหมด
ต่อมาในปี 2566 พ่อขอให้ช่วยออกรถในชื่อของตนเอง โดยบอกว่าจะเอาไปใช้ทำงานและจะเป็นคนผ่อนเองทั้งหมด ตนไว้ใจจึงยอมเซ็นให้ แต่หลังจากนั้นพ่อกลับให้สแกนใบหน้า โดยอ้างว่าจะใช้สมัครแอปฯ สำหรับจ่ายค่างวดรถ ก่อนจะมารู้ภายหลังว่าถูกนำข้อมูลไปเปิดบัตรเครดิต
ต่อมาปี 2569 พ่อขอเอกสารส่วนตัวเพิ่ม โดยอ้างว่าจะนำไปเปลี่ยนบริษัทประกัน และช่วงปลายเดือนมิถุนายนยังพยายามให้ค้ำประกันรถอีกคัน แต่ครั้งนี้ภรรยาใหม่ของพ่อโทรมาเตือนว่าอย่าเซ็น เพราะเกรงว่าพ่อจะเอารถไปให้แฟนคนใหม่ ตนจึงปฏิเสธ ทำให้พ่อไม่พอใจอย่างมาก
หลังจากนั้นไม่นาน มีหนังสือทวงหนี้บัตรเครดิตส่งมาถึงบ้าน พ่อบอกว่าจะรับผิดชอบเอง แต่ต่อมาในเดือนสิงหาคมกลับได้รับหมายศาลเรื่องหนี้บัตรเครดิต ทั้งที่ตนเองไม่เคยเปิดใช้บัตรดังกล่าว หลังจากนั้นตนจึงเดินทางไปหาพ่อเพื่อขอให้รับผิดชอบหนี้ และต้องการเอาชื่อตัวเองออกจากการเป็นตัวแทนประกัน แต่กลับเกิดการทะเลาะกัน ถูกพ่อทำร้ายจนมีรอยฟกช้ำตามใบหน้าและแขน ตนจึงเข้าแจ้งความไว้
ทั้งนี้ มีคนเคยเตือนว่าการนำชื่อไปใช้ทำงานประกันอาจสร้างปัญหาตามมา ตนจึงรวบรวมหลักฐานไปยื่นร้องเรียนกับบริษัท ทั้งสเตตเมนต์และหลักฐานว่าพ่อใช้ไลน์ในชื่อของตนเองไปคุยกับลูกค้า โดยบริษัทรับเรื่องไว้ แต่แจ้งว่าการลาออกต้องผ่านการอนุมัติจากผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง หลังจากนั้นเรื่องกลับเงียบ ชื่อของตนยังคงอยู่ในระบบ ส่วนพ่อเพียงเปลี่ยนบัญชีไลน์กลับไปใช้ชื่อของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ตนสึกเจ็บปวดที่สุด คือตอนนี้พ่อยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ซื้อของราคาแพง ไปเที่ยวต่างประเทศ และกำลังรอเลื่อนตำแหน่ง แต่ตนเองกลับต้องมานั่งรับภาระหนี้รถและบัตรเครดิต แถมยังกังวลเรื่องประวัติทางการเงินของตัวเอง
ยอมรับว่าสภาพจิตใจทรุดลงอย่างหนัก จากเดิมที่พยายามรักษาอาการมานานหลายปี กลายเป็นคนหวาดกลัว ผวา กินไม่ได้นอนไม่หลับ น้ำหนักลดไป 6-7 กิโลกรัม และอาการซึมเศร้ากับไบโพลาร์กลับมากำเริบอีกครั้ง ตนจึงตัดสินใจออกมาโพสต์เพื่อขอความเป็นธรรมและเตือนเป็นอุทาหรณ์ว่า แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่ควรไว้ใจ และหากวันหนึ่งตนมีลูก จะตั้งใจเป็นพ่อที่ดี และจะไม่ทำให้ลูกต้องเจอกับเรื่องแบบที่ตัวเองเจอ
หนุ่มรายนี้ได้เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ตนเองเพิ่งเรียนจบ และเรื่องที่เกิดขึ้นได้ร้องเรียนบริษัทประกันแล้วว่าถูกนำชื่อไปใช้และมีการปลอมแปลงเอกสาร ล่าสุด บริษัทติดต่อกลับมาและแจ้งว่านำชื่อออกจากระบบแล้ว ส่วนกรณีของพ่อยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเข้าข่ายทุจริตหรือไม่
ส่วนรถยนต์ที่เป็นชื่อตน เดิมพ่อเป็นคนใช้ ก่อนจะนำไปให้ภรรยาของพ่อใช้ แม้พ่อจะบอกว่าเลิกรากันแล้ว แต่รถยังอยู่กับฝ่ายหญิงและผ่อนมาแล้วกว่า 30 งวด จากทั้งหมด 84 งวด ตนเคยขอให้เปลี่ยนชื่อรถเป็นชื่อพ่อหรือภรรยาพ่อก็ได้ แต่ไม่ได้รับความยินยอม
เคยปรึกษาตำรวจ สภ.คูคต แต่ไม่สามารถแจ้งรถหายได้ เพราะรู้ว่ารถอยู่กับภรรยาของพ่อ หากแจ้งอาจเข้าข่ายแจ้งความเท็จ ส่วนการแจ้งยักยอกทรัพย์ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนั้น ตำรวจแนะนำให้ติดต่อภรรยาของพ่อ แต่ตนเองถูกบล็อกทุกช่องทาง และไม่ทราบที่อยู่ใหม่
สำหรับหนี้บัตรเครดิต ตรวจสอบแล้วมี 1 ใบ วงเงินประมาณ 30,000 กว่าบาท แม้ตนจะไม่เคยใช้ แต่ยอมรับว่าเป็นคนสแกนใบหน้า เรื่องนี้ขึ้นศาลแล้วและมีการเซ็นยินยอมชดใช้หนี้ เพราะตนเองได้รับคำแนะนำจากหลายฝ่ายว่าการดำเนินคดีอาจไม่คุ้ม ตนจึงยินยอมไปให้เรื่องจบ ส่วนเรื่องพ่อปลอมแปลงเอกสารราชการ ตนแจ้งความไว้แล้ว
หลังจากถูกพ่อทำร้าย พ่อทักมาถามแค่ว่าจะไปอบรมประกันหรือไม่ เพราะจะได้มีเงินมาเคลียร์หนี้บัตรเครดิต แต่ไม่ได้ถามถึงอาการบาดเจ็บ ทำให้รู้สึกเสียใจ เจ็บใจมาก และหลังจากที่ตนโพสต์เรื่องราวออกไป พ่อไม่ได้ติดต่อมาหาโดยตรง แต่กลับทักไปหาคนที่แชร์โพสต์ พร้อมบอกว่าจะฟ้อง
ตนยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกหมดแรงและไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร สิ่งที่ต้องการคือให้นักกฎหมายช่วยจัดการเรื่องรถ และอยากให้พ่อมาเคลียร์ให้จบๆ ไป ส่วนคดีทำร้ายร่างกาย ตำรวจกำลังดำเนินการ ตนเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนร้องไห้และนอนไม่หลับ อีกทั้งยังเห็นภาพวันที่ถูกพ่อต่อยอยู่ในหัว แต่หากในอนาคตพ่อกลับมาขอโทษ ไม่ว่าจะผ่านไป 10 หรือ 20 ปี ก็ยังพร้อมดูแล เพราะอย่างไรก็เป็นพ่อ เพียงแต่ตอนนี้รู้สึกว่าพ่อเลือกภรรยามากกว่าลูก และยังไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกตนจะเป็นอย่างไรต่อไป