รายการโหนกระแสวันนี้ (27 ก.ค. 2569) พูดคุยกรณีที่เป็นกระแสต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อน เกี่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับคุณปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ลูกชายวัยเพียง 5 วันที่เพิ่งคลอดออกมามีอาการป่วยและเสียชีวิต ซึ่งพ่อแม่รู้สึกช้ำใจมากเพราะมองว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ช่วงเวลาที่ลูกรักษาตัวอยู่ในห้อง NICU (หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดภาวะวิกฤติ) ซึ่งเป็นห้องปลอดเชื้อ กลับมีบุคคลที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์เดินเข้าออกอย่างอิสระ เมื่อสังเกตและสอบถามจึงทราบว่ามีการรับประทานอาหารกันในนั้นทั้งยังมีการถือช่อดอกไม้ มีพนักงานเสิร์ฟขนของเข้าไปโดยไม่สวมหน้ากากหรือชุดคลุมเพื่อป้องกันเชื้อ จนสุดท้ายถึงทราบความจริงว่าวันนั้นมีการจัดงานเลี้ยงและกินโต๊ะจีนกัน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้แถลงการณ์ยอมรับว่ามีการกินเลี้ยงจริงในบริเวณ แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าอยู่ในห้อง NICU หรือไม่
คุณปวีณา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ได้รับแจ้งเรื่องนี้ครั้งแรกในคืนวันที่ 21 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่เด็กเสียชีวิต ในตอนแรกคุณปวีณายังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จนกระทั่งได้คุยกับพ่อแม่เด็ก เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ามี 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องอาการป่วยของเด็กที่ตอนแรกดูเหมือนจะดีขึ้นแต่กลับมาเสียชีวิตหลังวันที่มีการจัดเลี้ยง และเรื่องความเหมาะสมของการจัดเลี้ยง คุณปวีณาจึงประสานงานกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายส่วน เพื่อส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ และเข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิด ซึ่งผลจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดยืนยันได้ว่า มีการยกโต๊ะจีนเข้าไปในห้องนั้นจริง โดยเห็นการยกโต๊ะเข้าไป 3 ตัว และมีโต๊ะข้างในอยู่ก่อนแล้วอีก 1 ตัว รวมเป็น 4 โต๊ะ
คุณแม่ดุษฎีและคุณพ่อณรงค์เล่าว่า นี่เป็นลูกคนที่ 2 โดยก่อนหน้านี้ได้ฝากครรภ์ตามปกติที่ อ. วิเศษชัยชาญ แต่เนื่องจากคุณแม่มีภาวะเบาหวานและความดันสูง ทางโรงพยาบาลอำเภอจึงส่งตัวไปดูแลต่อที่โรงพยาบาลอ่างทองตั้งแต่อายุครรภ์ 4 เดือนกว่า ตลอดการฝากครรภ์มีการทำอัลตราซาวนด์และตรวจตามนัดสม่ำเสมอ ซึ่งผลตรวจออกมาปกติทุกอย่าง คุณหมอไม่ได้แจ้งความผิดปกติเรื่องหัวใจหรือเรื่องอื่น ๆ เพียงแต่ย้ำให้คุมน้ำตาลให้ดีเพื่อป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษหรือการคลอดก่อนกำหนด
จนกระทั่งวันที่ 16 กรกฎาคม เวลาประมาณ 07.40 น. คุณแม่ได้เข้ารับการผ่าคลอด น้องคลอดออกมามีน้ำหนักตัวมากถึง 4,303 กรัม และส่งเสียงร้องไห้ตามปกติ คุณพ่อเองก็เห็นว่าลูกยังดิ้นอยู่ ก่อนเจ้าหน้าที่จะพาน้องไปทำความสะอาด แต่ต่อมาพยาบาลแจ้งคุณแม่ว่าน้องมีอาการหายใจผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ จึงต้องนำตัวไปช่วยปรับอากาศหายใจที่ห้อง NICU ในคืนวันเดียวกันนั้น พยาบาลเรียกคุณพ่อขึ้นไปเซ็นรับทราบเรื่องการอาจจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
เช้าวันที่ 17 กรกฎาคม พยาบาลพยายามพยุงคุณแม่เดินไปเยี่ยมน้อง และแจ้งว่าน้องตัวเขียว มีการปั๊มหัวใจขึ้นมาหนึ่งครั้งและใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว แต่คุณแม่ก็ติดอใจว่าทำไมเพิ่งบอก หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม อาการของน้องค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าไปเยี่ยมและเล่นกับลูกทุกวันในช่วงเวลา 11.00 น. ถึง 14:00 น. จนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม พยาบาลแจ้งว่าน้องอาการดีขึ้น สามารถลดระดับยาและเครื่องให้ออกซิเจนลงได้ เพื่อเตรียมส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลเด็ก ซึ่งพ่อแม่รู้สึกดีใจมาก และพยาบาลยังบอกให้ไปซื้อของใช้สำหรับเด็กอ่อนมาเตรียมไว้ด้วย
แต่ในวันนั้น คือวันที่ 20 กรกฎาคม เวลาประมาณ 13.30 น. ขณะที่คุณแม่นำของใช้ไปให้ลูกที่ห้อง NICU คุณแม่พบว่าภายในห้องมีการจัดโต๊ะจีนอยู่ติดกับบริเวณที่น้องนอนอยู่ โดยมีเพียงม่านกั้นเท่านั้น คุณแม่เห็นการมอบช่อดอกไม้ การถ่ายรูปเซลฟี และมีกลิ่นอาหารฟุ้งกระจาย
คุณพ่ออธิบายสภาพห้องว่าเป็นห้องโถงโล่ง ไม่มีกระจกกั้นระหว่างทางเดินกับจุดที่น้องอยู่ การจะเข้าไปหาลูกต้องเข้าผ่านประตูที่ผ่านซิงก์ล้างมือและโต๊ะพยาบาล โดยจุดที่ตั้งโต๊ะจีนอยู่ใกล้กับตู้อบของน้องมาก มีเพียงฉากกั้นที่เป็นม่านพลาสติกใส ๆ ซึ่งกั้นไว้เพียงด้านเดียวแต่ด้านหน้าเปิดโล่ง ม่านดังกล่าวเป็นม่านที่ติดอยู่เดิมสำหรับกั้นเตียงเด็กแต่ละตู้ และมีช่องว่างห่างจากพื้นประมาณ 20 เซนติเมตร
คุณพ่อย้ำว่าการจัดโต๊ะจีน 4-5 โต๊ะนั้น เบียดเสียดจนคนที่นั่งกินอาหารแทบจะโดนผ้าใบที่กั้นตู้ลูก และมีการสัมผัสโดนเครื่องมือแพทย์หรือตู้อบที่ใช้กับลูกด้วย มีพนักงานเสิร์ฟเดินพรวดพราดผ่านประตูเข้ามา โดยเดินผ่านตัวเด็กและไปยืนประชิดติดกับตู้อบของน้องเพื่อเสิร์ฟอาหาร ซึ่งในขณะนั้นพ่อแม่นั่งรออยู่เก้าอี้ด้านหน้าและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงได้สอบถามคุณหมอ
คุณแม่เล่าว่า หลังเอาของเข้าไปให้ลูก เพียงไม่กี่นาทีพยาบาลได้แจ้งให้ออกมาจากห้อง โดยให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขอใช้พื้นที่จัดงานเลี้ยง” และบอกให้คุณแม่กลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. หัวหน้าพยาบาลได้เรียกคุณพ่อคุณแม่เข้าไปคุยเพื่อขอโทษ โดยอธิบายว่าเป็นการจัดเลี้ยงเพื่อต้อนรับพยาบาลและคุณหมอคนใหม่ รวมถึงเป็นการเลี้ยงส่งคนเก่าด้วย
คุณแม่กังวลเรื่องการติดเชื้อจากการจัดเลี้ยง แต่คุณหมอผู้หญิงที่ดูแลเคสลูกของเธอได้ยืนยันว่า เด็กอยู่ในตู้อบและมีม่านกั้นแล้วจึงไม่เป็นอันตราย โดยระบุว่าหากจะมีการติดเชื้อก็จะเกิดจากเครื่องมือแพทย์หรือท่อช่วยหายใจที่ใส่ ไม่ได้เกิดจากคนรอบข้าง คุณพ่อคุณแม่จึงเดินทางกลับ
เช้าวันที่ 21 กรกฎาคม ทางโรงพยาบาลโทรศัพท์มาแจ้งในเวลา 09.14 น. ว่าน้องมีอาการวิกฤติและให้รีบมาดูใจ แต่เมื่อคุณแม่ไปถึงก็ทราบว่าลูกของเธอมีอาการวิกฤติมาตั้งแต่คืนแล้ว ซึ่งเป็นคืนเดียวกับที่มีการจัดงานเลี้ยง เมื่อคุณแม่ถามหาเหตุผลว่าทำไมไม่แจ้งตั้งแต่ตอนนั้น เจ้าหน้าที่กลับเดินหนีและไม่มีใครตอบคำถาม
คุณแม่ยังได้เล่าถึงภาพสุดสะเทือนใจเมื่อไปถึงห้อง NICU ในเช้าวันนั้น เธอเล่าว่าเห็นพยาบาลประมาณ 6 คนนั่งอยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีใครเข้าไปดูแลลูกของเธอเลย จนกระทั่งหมอขึ้นมาถึงในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. พยาบาลกลุ่มนั้นจึงเริ่มตื่นตัวและเข้าไปดู จนมีการปั๊มหัวใจ แต่สุดท้ายน้องได้เสียชีวิตลงในเวลา 10.45 น.
ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ห้องนี้เป็นห้องผู้ป่วยวิกฤติ เจ้าหน้าที่ควรจะมีการมอนิเตอร์และดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา แต่การจัดงานเลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าวอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องในการดูแลผู้ป่วยหรือไม่
คุณแม่เล่าต่อว่า ในช่วงเวลาประมาณ 10.45 น. ที่น้องจากไป คุณแม่อยู่ในภาวะช็อกจนไม่สามารถเอ่ยถามอะไรได้ ในขณะที่คุณหมอได้เรียกคุณพ่อเข้าไปพูดคุยเพื่อแจ้งว่า ลูกมีการติดเชื้อเพิ่มในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลัน
เมื่อตรวจสอบใบมรณบัตรที่ออกโดยโรงพยาบาล ระบุสาเหตุการตายว่า มีแรงดันในปอดสูง แต่เมื่อมีการส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ระบุสาเหตุว่า ระบบหายใจและไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
ทางด้านคุณพ่อและทนายความตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของผลวินิจฉัยทั้งสองแห่ง โดยมองว่าต้องไปดูข้อเท็จจริงประกอบอีกครั้งว่า สอดคล้องกับอาการก่อนที่น้องจะเสียชีวิตหรือไม่
คุณพ่อณรงค์ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้ต้องการเรียกร้องเงินทองหรือค่าชดเชยใด ๆ แต่ต้องการเพียงความยุติธรรมให้กับลูกชายคนแรกของเขาเท่านั้น เขาพยายามสอบถามถึงความเหมาะสมของการจัดโต๊ะจีนในห้องดังกล่าว คุณหมอยังคงยืนยันคำเดิมว่าไม่เป็นอะไร ไม่มีการติดเชื้อแน่นอนเพราะน้องอยู่ในตู้อบและมีม่านกั้นแล้ว
ทนายตุ๋ยให้ความเห็นว่า ในเชิงกฎหมาย คำพูดที่ว่า “ไม่เป็นไร” ไม่ควรหลุดออกมาจากปากบุคลากรทางการแพทย์ เพราะตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินกิจการมีหน้าที่ควบคุมความปลอดภัยตามกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้อาจมีความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นนิติบุคคล กรรมการโรงพยาบาลต้องร่วมรับผิดชอบด้วย โดยเรื่องความผิดทางวินัยและกฎหมายในการบริหารจัดการโรงพยาบาลนี้เป็นคนละส่วนกับสาเหตุการเสียชีวิตของน้องที่ต้องรอการพิสูจน์
ในขณะเดียวกัน ในโลกออนไลน์ยังมีบุคคลที่คาดว่าเป็นบุคลากรการแพทย์ โพสต์ข้อความทำนองว่ าโรงพยาบาลยอมรับผิดเรื่องโต๊ะจีนแล้ว แต่คนในทราบดีว่าสาเหตุการตายที่แท้จริงคืออะไร และไม่ได้ตายเพราะโต๊ะจีน พร้อมเรียกร้องให้สื่อและสังคมขอโทษเจ้าหน้าที่หากความจริงปรากฏ
หนุ่ม กรรชัย จึงได้ย้ำว่า ไม่ได้มีเจตนาปรักปรำว่าการกินเลี้ยงเป็นเหตุให้เด็กตายโดยตรง เพราะเข้าใจว่าอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์อื่น ๆ แต่พ่อแม่ในฐานะชาวบ้านที่สูญเสียลูกมีสิทธิ์ที่จะตั้งข้อสังเกตและทวงถามหาความจริง
ซึ่งคุณปวีณาย้ำว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็นสองกรณี คือความไม่ถูกต้องของการนำอาหารเข้าไปกินในห้อง ICU และการหาสาเหตุการตายที่แท้จริงเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผ่านการชันสูตรของสถาบันนิติเวช พร้อมเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเป็นมาตรฐานว่าห้ ามจัดเลี้ยงในห้อง ICU โดยเด็ดขาด และควรมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในห้อง ICU ทั่วประเทศ เพราะกรณีนี้เห็นเหตุการณ์เพียงจากกล้องด้านนอกเท่านั้น
หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่าไม่มีใครบอกว่าเด็กตายเพราะโต๊ะจีน คุณปวีณาเองก็ไม่ได้พูดว่าการจัดเลี้ยงทำให้เด็กตายจากการติดเชื้อ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสม ในวันที่ห้องนั้นมีผู้ป่วยวิกฤตินอนอยู่ การจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนในห้อง NICUมีความเหมาะสมหรือสมควรหรือไม่
คุณพ่อณรงค์ได้แสดงความรู้สึกว่า การจัดโต๊ะจีนในห้องผู้ป่วยเด็กวิกฤติเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะเด็กทุกคนในนั้นมีพ่อแม่และน่าสงสารเหมือนกันหมด
ขณะที่คุณปวีณา หงสกุล ระบุว่าต้องการให้กรณีนี้เป็นบรรทัดฐาน และมาตรฐานสำหรับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ในเรื่องความปลอดภัยและการปลอดเชื้อในห้อง ICU โดยได้ประสานงานและขอบคุณปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญ และเสนอให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้อง ICU ทั่วประเทศเพื่อความโปร่งใส โดยเน้นย้ำว่าไม่ได้ต้องการจะกล่าวโทษใครเป็นรายบุคคล แต่ต้องการร่วมกันแก้ไขปัญหา
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลอ่างทองได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า มารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ทำให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดมากถึง 4,305 กรัม และคลอดก่อนกำหนดที่อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ทารกจึงมีภาวะความดันในเลือดในปอดสูง ภาวะหายใจลำบาก และสงสัยการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งรุนแรงและมีอัตราการตายสูง ทางโรงพยาบาลยืนยันว่า ได้ให้การรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ มีการช่วยฟื้นคืนชีพเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม และมีการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอดเวลา โดยในวันที่ 20 กรกฎาคม ที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารใน NICU นั้น เป็นช่วงที่ทารกมีอาการบวมทั่วร่างและปัสสาวะลดลงเนื่องจากภาวะวิกฤตของโรค แม้จะมีการปรับยาแต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤต จนกระทั่งวันที่ 21 กรกฎาคม ออกซิเจนในเลือดลดลงต่อเนื่องจนถึงเวลา 09.14 น. จึงโทรแจ้งบิดามารดา และน้องเสียชีวิตลงในเวลา 10.11 น. เป็นการเสียชีวิตจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด
ทนายตุ๋ยได้ให้ความเห็นในเชิงกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพว่า แม้โรงพยาบาลจะชี้แจงสาเหตุการตาย แต่มาตรฐานของสถานพยาบาลและการบริการสุขภาพต้องเป็นไปตามสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล ซึ่งห้อง ICU จะมีมาตรฐานการให้บริการที่กองวิศวกรรมการแพทย์ต้องตรวจสอบ การจัดเลี้ยงที่มีทั้งอาหารและดอกไม้ในห้อง ICU จึงเป็นข้อห้ามที่ชัดเจนและไม่ควรเกิดขึ้น ประเด็นสำคัญคือต้องแยกเป็นสองส่วนคือ ความผิดตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล ในเรื่องการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน และอีกส่วนคือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตหรือไม่
หนุ่ม กรรชัย ย้ำว่า ไม่ควรเหมาด่าทั้งโรงพยาบาล แต่ต้องเจาะจงไปที่ผู้ที่มีอำนาจอนุญาตให้จัดเลี้ยง ซึ่งทางโรงพยาบาลแถลงว่าเพิ่งทราบเรื่อง แต่ในความเป็นจริงการจัดเลี้ยงคนถึง 30 คนนั้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะไม่ทราบจริงหรือไม่
คุณแม่ดุษฎีเล่าเพิ่มเติมว่า ในคืนแรกที่ลูกถูกใส่ท่อช่วยหายใจและมีการปั๊มหัวใจ ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้โทรแจ้ง มาแจ้งตอนเช้าเมื่อแม่ขึ้นไปเห็นสภาพลูกที่ตัวเขียวแล้ว ทั้งที่ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม น้องอาการดีขึ้น คุณพ่อกล่าวเสริมว่ลูกสามารถกางแขนกางขาและพยายามจะร้องแม้จะใส่ท่ออยู่
คุณปวีณากล่าวว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนสบายใจที่จะให้คนนอกหรือสกปรกมาอยู่ใกล้ลูกที่กำลังป่วยหนัก จึงต้องเรียกร้องให้ดำเนินการกับบุคคลที่ทำผิดระเบียบ
ทางรายการได้รับกาารติดต่อจากคุณเอ (นามสมมติ) ซึ่งระบุว่าตนเองเป็นชาวบ้านในพื้นที่ และเคยมีประสบการณ์เห็นการจัดเลี้ยงในห้อง ICU อายุรกรรมของโรงพยาบาลเดียวกันนี้ เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2 ปีก่อน โดยคุณเอเล่าวว่า เห็นการปูพรม นิมนต์พระ 9 รูป มาทำบุญปีใหม่ และมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนภายในห้อง ICU ซึ่งมีการยกเตียงผู้ป่วยออกไป 3 เตียงเพื่อให้มีพื้นที่จัดงาน
คุณเอยังเล่าถึงความเหลื่อมล้ำที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดกับญาติผู้ป่วยมาก ทั้งเรื่องการเปลี่ยนรองเท้าและการล้างมือ แต่พนักงานโต๊ะจีนกลับเข็นของเข้าออกทางประตูหลังได้โดยไม่ต้องมีมาตรการใด ๆ ซึ่งคุณเอระบุว่า ชาวบ้านในพื้นที่ต่างกลัวพยาบาลและไม่กล้าโต้เถียง เพราะห่วงความปลอดภัยของญาติที่นอนรักษาตัวอยู่
นอกจากนี้ รายการได้นำความเห็นของ ‘นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน หรือหมอแทน’ อายุรแพทย์โรคปอดจากอเมริกามาเปิดให้ฟัง ซึ่งคุณหมอยืนยันชัดเจนว่า การจัดเลี้ยงโต๊ะจีนใน ICU เป็นเรื่องที่ผิด 100% และหากเกิดขึ้นในอเมริกา ผู้เกี่ยวข้องจะต้องโดนไล่ออก และมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรงมาก แม้จะอ้างว่าเชื้อที่เด็กติดไม่ได้มาจากโต๊ะจีนแต่ความผิดทางวินัยระดับสูงก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอน
คุณพ่อคุณแม่ยืนยันว่า ยอมรับสาเหตุการตายตามผลวินิจฉัยได้ แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือ ทำไมต้องจัดเลี้ยงในวันที่ลูกเขาวิกฤติ และใครเป็นผู้อนุมัติให้คนนอกและดอกไม้เข้าไปในห้องนั้นได้
ในขณะที่เจ้าของร้านโต๊ะจีนให้ให้สัมภษณ์กับสื่อว่า ได้รับการว่าจ้างให้ไปส่งอาหารเพื่อเลี้ยงส่ง โดยทีมงานเองก็เพิ่งทราบสถานที่จัดงานเมื่อไปถึงหน้างาน เมนูอาหารประกอบด้วย ไก่ทอด ทอดมัน ต้มซี่โครง และอื่น ๆ ซึ่งยกหม้อขึ้นไปจัดเตรียม ไม่ได้ไประกอบอาหารที่นั่น
ทั้งนี้ คุณปวีณาจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรม และยื่นเรื่องต่อแพทยสภา เพื่อให้กรณีนี้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยของห้องวิกฤตทั่วประเทศต่อไป
หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานของห้องผู้ป่วยหนักหรือ ICU โดยระบุว่า มาตรฐานนี้มีไว้เพื่อพัฒนาและปรับปรุงการให้บริการทางการแพทย์ ทั้งในระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ เพื่อให้เกิดสุขอนามัยและความปลอดภัยสูงสุด
หอผู้ป่วยหนัก หมายถึงพื้นที่ที่ดูแลบุคคลที่มีภาวะคุกคามต่อชีวิต โดยเน้นการรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งในมาตรฐานมีการระบุชัดเจนถึงการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ และคุณลักษณะทางกายภาพที่ต้องมีห้องแยกสำหรับผู้ป่วยแพร่เชื้อและผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำอย่างน้อย 1 ห้องต่อหนึ่งหอผู้ป่วย วัสดุที่ใช้ในห้องต้องผิวเรียบ ไม่มีรอยพูน ทำความสะอาดง่าย และคุรุภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องไม่สะสมฝุ่นละอองหรือเชื้อโรค รวมถึงต้องมีความแข็งแรงมั่นคงและไม่มีมุมแหลมคม ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้มีบทบัญญัติการลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
หนุ่ม กรรชัย ได้ย้ำเจตนาของคุณพ่อและคุณแม่อีกครั้งว่า พวกเขาสามารถยอมรับผลการตรวจสอบทางการแพทย์ได้ทั้งหมด ไม่ว่าลูกจะเสียชีวิตจากภาวะเบาหวานของคุณแม่ ปอดไม่ดี หรือภาวะคุกคามอื่น ๆ พ่อแม่ไม่ได้กล่าวหาว่าการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ลูกติดเชื้อจนเสียชีวิต แต่สิ่งที่ติดใจและตั้งคำถามคือความเหมาะสมของการจัดเลี้ยงในห้องวิกฤติที่มีเด็กป่วยรวมอยู่ถึง 5 คน ซึ่งแม้แต่ห้องเด็กแรกเกิดธรรมดาก็ยังไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้าเข้าไป แต่กรณีนี้ทางโรงพยาบาลกลับอนุญาตให้พนักงานเสิร์ฟซึ่งเป็นคนนอกเข้าออกห้อง ICU ได้อย่างเสรี ซึ่งถือเป็นความละหลวมอย่างมาก และเสี่ยงต่อการที่เด็กจะถูกขโมยหรือได้รับอันตราย
คุณแม่กล่าวเสริมด้วยความอัดอั้นว่า เธอเห็นพนักงานเสิร์ฟยืนติดและแตะตู้อบของลูก โดยที่พยาบาลไม่ได้ห้ามปรามหรือสนใจ ซึ่งเธอรู้สึกว่าสองมาตรฐาน
หนุ่ม กรรชัย ยังได้ตั้งคำถามถึงคำกล่าวของหมอที่ระบุว่า เด็กจะไม่ติดเชื้อจากอาหารหรือคนนอก ซึ่งคุณปวีณาย้อนถามว่า หากเป็นเช่นนั้นทำไมจึงต้องบังคับให้พ่อแม่ล้างมือหรือเปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าเยี่ยม อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องการนำดอกไม้เข้าไปมอบกันในห้อง ICU ซึ่งอาจทำให้เด็กที่มีภาวะวิกฤตแพ้เกสรดอกไม้ได้
คุณพ่อณรงค์กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองได้ทำเพื่อลูกอย่างดีที่สุดแล้ว และอยากให้ลูกไปสบายโดยไม่ต้องเป็นห่วง ซึ่งในวันนี้คุณพ่อได้นำอัฐิของน้องมาด้วย และคุณแม่ก็นอนกอดอัฐิลูกทุกคืน ไม่ได้กอดตัวลูก
คุณปวีณา เน้นย้ำว่า โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีมาตรฐานที่ดี แต่กรณีนี้เกิดจากบุคลากรบางกลุ่มที่ทำสิ่งไม่เหมาะสมและผิด จึงจำเป็นต้องแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อความเป็นธรรมของสังคม คุณปวีณาเสนอให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในห้อง ICU ทั่วประเทศ เนื่องจากโรงพยาบาลที่เกิดเหตุมีกล้องเพียงแค่ด้านนอก ทำให้ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้องอย่างชัดเจน และได้ฝากเรื่องนี้ไปยังรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้เข้ามาจัดการดูแล
สุดท้าย สิ่งที่สังคมและครอบครัวต้องการคำตอบจากทางโรงพยาบาลและผู้อำนวยการโรงพยาบาลคือ ใครเป็นคนอนุมัติให้จัดเลี้ยง มีบทลงโทษอย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร และเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกี่ครั้ง เพื่อให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยที่แท้จริงในห้องผู้ป่วยวิกฤติต่อไป