เมื่อประมาณต้นเดือน ธ.ค. 2568 มี 3 พี่น้อง ชาวอเมริกัน ได้แก่ มิสเตอร์ราอูล อายุ 66 ปี / มิสลิซารี อายุ 63 ปี และมิสเตอร์มาร์ค อายุ 62 ปี เดินทางมาที่ จ. อุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าว ให้ช่วยตามหา ‘นายพูน’ ไม่ทราบชื่อจริง ทราบนามสกุลแต่ไม่แน่ใจว่าจะสะกดถูกหรือไม่ ซึ่งทั้งสามบอกว่า นายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิตทั้งสามไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 (พ.ศ. 2514) หรือเมื่อ 53-54 ปีก่อน
มิสเตอร์มาร์ค เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า พ่อของตนเป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ สมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ ที่ จ. อุบลราชธานี ตนและครอบครัวจึงได้เดินทางตามอยู่ที่ จ. อุบลราชธานี
พ่อได้พบกับนายพูนและครอบครัวที่ จ. อุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้ ดูแลตนและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่ จ. อุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ
ครั้งหนึ่งตนและครอบครัวได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป. ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกชายเวียดกง เข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้าย นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูนได้พาตนและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูนจึงได้รีบพาตนและครอบครัวออกจาก สปป. ลาว ทันที และในตอนเช้า กลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาตามหาครอบครัวตนอีก แต่ตนได้หนีกลับออกมาได้ก่อน นั่นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก
หลังจากกลับมาถึง จ. อุบลราชธานี ตนและครอบครัวต้องย้ายบ้านหนีกลุ่มเวียดกงอีกครั้ง เพราะเวียดกงกลุ่มนี้สืบรู้ว่าตนและครอบครัวอยู่ที่ไหน นายพูนจึงได้พาครอบครัวตนไปเช่าบ้านอยู่อีกที่ และเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัว อ. เมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว
ต่อมาปี 1972 ตนและครอบครัวได้กลับประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอ จนเวลาผ่านมา 53 ปี จึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่ จ. อุบลราชธานี เพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญคุณนายพูนและครอบครัว แต่ตนก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมาก เพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว
หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสาและล่ามภาษาในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่ เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจาก น.ส. พิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ว่านายพูนที่ตามหานั้น ยังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อายุ 80 ปี แต่ได้ย้ายไปอยู่ที่ อ. กันรารมย์ จ. ศรีสะเกษ จากนั้นได้มีการวิดีโอคอลระหว่างนายพูนกับสามพี่น้องชาวอเมริกัน ซึ่งทั้งสามยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ตามหา รู้สึกดีใจ ก่อนจะรีบเดินทางไปพบกับนายพูนที่บ้านพักใน จ. ศรีสะเกษ

เมื่อสามพี่น้องชาวอเมริกันเดินทางไปถึงบ้านพักของนายพูน ต่างคนต่างจำกันได้ แม้เวลาจะผ่านไป 50 กว่าปี ทุกคนต่างดีใจจนร้องไห้ นายพูนได้ผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีภาคอีสาน ทั้งสองครอบครัวได้ใช้เวลาพูดคุยกันระยะหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกลับ
ทั้งนี้ สามพี่น้องได้วางแผนนำตัวนายพูนมาตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจก และหูที่ไม่ค่อยได้ยิน
มิสเตอร์มาร์ค เปิดเผยผ่านล่ามว่า ครอบครัวของตนไม่เคยลืมนายพูน พวกตนจำความเมตตาของนายพูนได้เสมอ ตนนับถือเปรียบเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันของตนที่ตามหา อยากขอบคุณและอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเสียใจที่ปล่อยให้เวลามานานถึง 53 ปี มันเป็นเวลาที่นานมาก แต่พวกตนไม่เคยลืมนายพูนเลย อยากจะขอบคุณชาว จ. อุบลราชธานี ที่เมื่อ 53 ปี ได้ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี ตนไม่เคยลืม นั่นคือปีที่ดีที่สุดในชีวิตของตน
ในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 53 ปี ตนไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯ หัวใจแบบไทย ๆ ที่นี่ ยังคงเหมือนเดิม ตนรู้สึกได้ และตนมั่นใจในความรู้สึกนั้น มันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน
พวกเรา 3 พี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคน ที่ช่วยเราตามหานายพูน เพราะตอนแรกตนก็ไม่คิดว่าจะสำเร็จ มันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะมันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่นามสกุลจริงหรือเปล่า เราเรียกเขาว่า พูน ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า ขวัญ ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์ แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้
นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงพยาบาลเพราะขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา นำโทรศัพท์มาให้ และในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือ พูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 53 ปีแล้ว ที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ตนจำได้ทันที พี่สาวพี่ชายก็รู้ทันทีว่านั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ

เขาน่าทึ่งมากจริง ๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จ. อุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่าง ๆ
ด้านนายพูน เล่าว่า ตนได้เจอกับพ่อของมาร์คช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลฯ สมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนมีอาชีพปั่น 3 ล้อ รับ-ส่งคน พ่อของมาร์คก็ชวนตนมาทำงานด้วย เพราะมาร์คและพี่ชายพี่สาวยังเด็ก ตนต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน
ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจมาก ที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตน ทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้งสามจะกลับมาตามหา เพราะตนย้ายมาอยู่ที่ อ. กันทรารมย์ จ. ศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชายไปตามหาที่ จ. อุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงหากันเจอ ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมด ดีใจที่ได้มาเจอ ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหา ทำให้ตนและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
