มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

EP. 2 นี่พระหรืออัศวินโต๊ะกลม! จับสึกท่านเจ้าคุณดัง ฉันสวาทสีกาบนโต๊ะกินข้าว


ข่าวโซเชียล
11 กันยายน 256974
EP. 2 นี่พระหรืออัศวินโต๊ะกลม! จับสึกท่านเจ้าคุณดัง ฉันสวาทสีกาบนโต๊ะกินข้าว

รายการโหนกระแสวันนี้ (11 ก.ย. 2569) พูดคุยกันต่อกับประเด็นข่าวของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ. อยุธยาฯ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการสงฆ์และศรัทธาของศาสนิกชน ‘สมีโชติ’ เดิมทีเป็นพระลูกวัดของวัดพุทไธศวรรย์ ก่อนจะได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าอาวาส และมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใสจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทหาร ตำรวจ รวมถึงคนในวงการบันเทิง แต่ล่าสุด สมีโชติถูกแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการยักยอกเงินวัด และยังมีพฤติกรรมเสพเมถุนกับสีกาในกุฏิอย่างโจ่งครึ่ม

 

ผู้ร่วมรายการวันนี้ ประกอบด้วย พ.ต.ท. สมเดช สารบรรณ รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม, พ.ต.ท. กฤษฎา พลายละหาร รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม, ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์, อาจารย์จตุรงค์ จงอาษา อดีตที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และนักวิชาการอิสระด้านพุทธศาสนา และมหาหมี ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม

 

ในเบื้องต้นมีการเปิดเผยยอดทรัพย์สินเงินทองในคดีนี้ว่า มีจำนวนรวมกว่า 200 ล้านบาท อ. จตุรงค์ ได้ให้ความเห็นว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้ทำได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าค้นและรวบรวมหลักฐานวัตถุพยานจากตัวสีกาได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทนายตุ๋ย ระบุว่า กรณีนี้มีความน่าตกใจเรื่องการยักยอกเงิน ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินของสีกาเพิ่มเติม

 

สำหรับที่มาที่ไปในการจับกุมสมีโชติ พ.ต.ท. สมเดช เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากหนังสือร้องเรียนแบบไม่ประสงค์ออกนามหรือบัตรสนเท่ห์เพียง 1 ฉบับ ที่ส่งตรงมายังกองบังคับการปราบปราม กองกำกับการ 1 ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม เนื้อหาในหนังสือร้องเรียนดังกล่าวได้แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในเชิงชู้สาวของเจ้าอาวาส และความสุ่มเสี่ยงเรื่องการทุจริตเงินของวัด ภายหลังผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ตรวจสอบ พ.ต.ท. กฤษฎา ซึ่งเป็นรองผู้กำกับการที่คุมงานสืบสวน และบังเอิญเคยเป็นอดีตลูกศิษย์ที่เคยไปกราบไหว้หลวงพ่อโชติ ได้นำทีมเข้าสืบสวนหาข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือน จนกระทั่งมีหนังสือร้องเรียนฉบับที่ 2 ส่งตามเข้ามา ซึ่งน่าจะมาจากผู้ร้องเรียนคนเดิม

 

ความสำคัญของหนังสือร้องเรียนฉบับที่ 2 คือการแนบแฟลชไดรฟ์บันทึกคลิปวิดีโอมาด้วย เมื่อตำรวจนำคลิปในแฟลชไดรฟ์มาตรวจสอบเปรียบเทียบกับหลักฐานที่สืบสวนไว้ก่อนหน้า พบว่าข้อมูลมีความตรงกันอย่างชัดเจน คลิปวิดีโอดังกล่าวคาดว่านำมาจากกล้องวงจรปิดภายในวัด ซึ่งบันทึกพฤติกรรมผิดพระธรรมวินัยถึงขั้นปราชิกไว้อย่างชัดเจน

 

เรื่องความผิดทางพระธรรมวินั ยได้กลายเป็นมูลเหตุจูงใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขยายผลเจาะลึกเรื่องการทุจริตเงินวัด จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ามีความเชื่อมโยงกับมูลนิธิหวันโชติ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 เนื่องจากมูลนิธิเพิ่งจัดตั้งใหม่ จึงยังไม่ครบหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะสามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้ แต่อดีตเจ้าอาวาสกลับใช้วิธีให้ผู้บริจาคโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิ แล้วออกใบอนุโมทนาบัตรให้ผู้บริจาค จากการประมวลเรื่องเบื้องต้นของตำรวจ พบมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นจากการออกใบอนุโมทนาบัตรผิดประเภทเป็นจำนวนเงินมากกว่า 100 ล้านบาท

 

ตำรวจกองปราบปรามจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับและหมายค้นจากศาลอาญาคดีทุจริตและประผิดมิชอบภาค 1 นำไปสู่การเข้าจับกุมตัวอดีตเจ้าอาวาสและสีกา ในทางคดีแบ่งออกเป็นสองส่วน คือส่วนของพระธรรมวินัย ซึ่งสำนักพุทธศาสนาจังหวัดและพระผู้ปกครองชั้นผู้ใหญ่ดำเนินการ ส่วนคดีอาญาตามกฎหมายบ้านเมือง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาอดีตเจ้าอาวาสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, มาตรา 157 และความผิดฐานฟอกเงิน ส่วนสีกาถูกแจ้งข้อหากระทำผิดฐานสนับสนุน

 

พ.ต.ท. กฤษฎา ได้อธิบายถึงสายสัมพันธ์ในฐานะลูกศิษย์ว่า กลุ่มลูกศิษย์ของอดีตหลวงพ่อโชตินั้นแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ลูกศิษย์ชั้นในที่คอยรับใช้ในวัด, ลูกศิษย์ชั้นกลางที่เป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่หรือมีฐานะเงินทอง, และลูกศิษย์ชั้นนอกซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ตัวท่านรองกฤษฎาเองจัดอยู่ในกลุ่มลูกศิษย์ระดับกลางค่อนไปทางนอก เนื่องจากเคยเดินทางไปกราบไหว้เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว เหตุผลที่ผู้กำกับการมอบหมายให้ทีมของท่านรองกฤษฎาทำคดีนี้ เป็นเพราะทีมสืบสวนชุดนี้เคยมีประสบการณ์ตรงในการทำคดีของวัดพระบาทน้ำพุมาก่อน

 

พ.ต.ท. กฤษฎา ได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคดีวัดพระบาทน้ำพุกับวัดพุทไธศวรรย์ว่า ในคดีวัดพระบาทน้ำพุยังไม่มีระบบ e-Donation (ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม) จึงเป็นการเขียนใบอนุโมทนาบัตรด้วยมือซึ่งสืบสวนยุ่งยากกว่า อย่างไรก็ดี ทั้งสองคดีมีรูปแบบคล้ายกันคือการใช้มูลนิธิ

 

เมื่อดูไทม์ไลน์การจัดตั้งมูลนิธิหวันโชติในเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตำรวจแถลงข่าวคดีวัดพระบาทน้ำพุ จึงเป็นไปได้ว่าอดีตเจ้าอาวาสเกิดความกังวลและเกรงกลัว จึงพยายามจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อฟอกตัวหรือทำให้เกิดความโปร่งใส แต่อย่างกรณีของวัดพระบาทน้ำพุก็ไม่รอดสายตาตำรวจ เพราะเมื่อนำเงินบริจาคไปตรวจสอบกระทบยอดกับใบอนุโมทนาบัตร จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินไม่ได้เข้าวัด แต่ไหลผ่านมูลนิธิ ก่อนจะกระจายไปยังบุคคลอื่น ๆ

 

สำหรับการตรวจค้นและจับกุม เจ้าหน้าที่พบเงินสดภายในวัดเป็นจำนวนสูงถึงประมาณ 138 ล้านบาท ทองคำน้ำหนักกว่า 1,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินรวมกว่า 200 ล้านบาท

 

ในขั้นตอนการนับเงินสด ตำรวจกองปราบปรามต้องไปยืมเครื่องนับเงินจากร้านทองในบริเวณใกล้เคียงมาช่วยนับ ภายหลังจากร้านทองปปิดทำการและต้องนำเครื่องไปคืน ตำรวจจึงเปลี่ยนมาใช้เครื่องนับเงินขนาดเล็ก แต่เนื่องจากปริมาณเงินสดมีจำนวนมาก จึงทำให้เครื่องนับเงินพังไปถึง 2 เครื่อง

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามถึงพฤติการณ์กระทำผิดว่า มีผู้เกี่ยวข้องเพียงสองคนหรือไม่ หรือมีเส้นทางการเงินกระจายไปยังบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจชี้แจงว่า เบื้องต้นมีบุคคลที่อยู่ในข่ายมากกว่าสองคน แต่พยานหลักฐานที่ชี้ชัดก่อนการขออนุมัติหมายจับต่อศาลยังคงบ่งชี้เพียงสองคน ทั้งนี้ หลังการจับกุมได้นำหมายค้นเข้ายึดและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากสถานที่ตรวจค้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ประมวลผลความเชื่อมโยงไปยังบุคคลอื่นต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าน่าจะมีเครือข่าย แต่การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานที่พบจริง สำหรับเอกสารใบอนุโมทนาบัตรนั้น ผู้มีอำนาจลงนามตามกฎหมายมีเพียงสองคน ได้แก่ ไวยาวัจกร และเจ้าอาวาสในฐานะเจ้าพนักงาน

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ารวบรวมเอกสารต้นขั้วใบอนุโมทนาบัตร ซึ่งเป็นรูปแบบกระดาษย้อนหลังทั้งหมด ส่วนระบบ e-Donation หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้เริ่มใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา การดำเนินคดีในเบื้องต้นจึงเป็นการตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีนี้ ผ่านระบบ e-Donation ส่วนเอกสารต้นขั้วรูปแบบกระดาษที่ยึดมาได้มีจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาในการประมวลผลและตรวจสอบ ซึ่งอาจพบมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกในภายหลัง

 

จากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของสมีโชติพบยอดเงินในหลายบัญชีรวมกันประมาณ 290 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับเงินสดที่ตรวจพบจากการเข้าค้นอีกประมาณ 138 ล้านบาท ทำให้ยอดเงินสดและเงินฝากรวมกันอยู่ที่ประมาณ 428 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจพบทองคำประมาณ 1,000 กว่าบาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท รวมทั้งพบพระพุทธรูปสีทองขนาดใหญ่ประมาณ 7 ถึง 10 องค์ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีการอัดปูนปลาสเตอร์ไว้ที่ฐานด้านใต้ เมื่อเคาะปูนพลาสเตอร์ออกและชั่งเฉพาะเนื้อมวล พบว่ามีน้ำหนักองค์ละกว่า 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนักพระพุทธรูปทองคำประมาณ 8 ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งยังต้องนำไปส่งยิงพิสูจน์หรือหลอมเพื่อหาปริมาณทองคำที่แท้จริง เบ็ดเสร็จรวมทรัพย์สินที่ตรวจพบ ณ ขณะนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทำบุญแล้วออกใบอนุโมทนาบัตรที่เห็นชัดเจนในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาทเศษ ส่วนทรัพย์สินที่เหลือจะต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวเนื่องกับส่วนใดบ้าง

 

มหาหมี ระบุว่า สมีโชติเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงจากการสร้างวัตถุมงคล เช่น เหรียญเหนือดวง มาตั้งแต่ปี 2549 และเนื่องจากสมีโชติมีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส จึงไม่สามารถแยกบัญชีเงินส่วนตัวออกจากบัญชีของวัดได้ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 มาตรา 31 กำหนดให้วัดเป็นนิติบุคคล และมาตรา 37 (1) กำหนดหน้าที่ให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนและมีหน้าที่จัดกิจการของวัด ดังนั้น การจัดสร้างวัตถุมงคลใด ๆ ที่ใช้ชื่อของวัดพุทไธศวรรย์ ถือเป็นกิจการของวัด และผลประโยชน์รายได้ทั้งหมดจะต้องตกเป็นของวัด จะนำเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าอาวาสไม่ได้

 

นอกจากนี้ มหาหมียังได้ชี้แจงความแตกต่างระหว่างวัดและมูลนิธิว่า วัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน แต่มูลนิธิเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทรัพย์สินของทั้งสองหน่วยงานแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง การนำใบอนุโมทนาบัตรของวัดไปออกในนามมูลนิธิ หรือการโอนเงินวัดเข้ามูลนิธิ ทั้งที่มูลนิธิเปิดมาไม่ถึง 3 ปี และยังไม่มีสิทธิ์ออกใบลดหย่อนภาษี เข้าข่ายการทำเอกสารเท็จของเจ้าพนักงาน และถือเป็นกระบวนการฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

 

อ. จตุรงค์ ได้วิเคราะห์ว่า จุดตัดสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การออกใบอนุโมทนาบัตร หากผู้จัดสร้างแจ้งแต่แรกว่าเป็นวัตถุมงคลส่วนบุคคล แล้วถวายเงินบริจาคก้อนหนึ่งให้วัด โดยลงบัญชีวัตถุมงคลเป็นรายได้จากการขายของที่ระลึกหรือดอกไม้ธูปเทียน ก็จะไม่ผิดประเภทเงินบริจาค แต่การนำเงินวัตถุมงคลมาออกใบอนุโมทนาบัตรและผ่านระบบมูลนิธิถือเป็นเงินผิดประเภท

 

พระในประเทศไทยหลายรูปมีเงินส่วนตัวในบัญชีหลักพันล้านบาท แต่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมักจะมีคำกล่าวอ้างว่าเป็นเงินส่วนตัว แต่ในปัจจุบันมีระบบ e-Donation และการยื่น e-Filing ของกรมสรรพากร รวมถึงนโยบายการตรวจสอบบัญชีของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ทำให้การทำบุญและการสแกนโอนเงินสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างชัดเจน

 

พ.ต.ท. สมเดช และ พ.ต.ท. กฤษฎา เล่าถึงประวัติความเป็นมาของอดีตหลวงพ่อโชติ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ให้ข้อมูลว่า เดิมทีสมีโชติเป็นคนชอบทำบุญตามวัดต่าง ๆ เคยมีภรรยาและอยู่กินกันฉันสามีภรรยามาก่อน โดยคบหากันขณะอายุประมาณ 35–36 ปี เป็นเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2 ปี แล้วจึงขอลาบวช โดยภรรยาก็อนุญาต จากนั้นได้มาเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดพุทไธศวรรย์ประมาณ 1 เดือน ก่อนจะบวชเป็นพระ นอกจากนี้ ข้อมูลการสืบสวนยังพบว่า ก่อนบวชอดีตหลวงพ่อโชติเคยเป็นร่างทรงมาก่อน โดยใช้ห้องพักคอนโดเก่าเป็นสถานที่ตั้งสำนักร่างทรง และมีความสนิทสนมกับกลุ่มร่างทรงอื่น ๆ เมื่อมาบวชเรียนจนได้เป็นเจ้าอาวาส จึงมีชื่อเสียงเรื่องการดูดวง โดยจะให้ผู้ที่มากราบไหว้เขียนข้อความลงกระดาษแล้วนำไปเผาไฟ ซึ่งลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดจะได้กระดาษหลายใบ ทาง พ.ต.ท. กฤษฎา เองยอมรับว่าตนเองเคยเป็นลูกศิษย์และเคยได้รับกระดาษมาเผาเช่นกัน เมื่อถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าสำเร็จได้เพราะเผากระดาษนั้น พ.ต.ท. กฤษฎา มองว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งอาจเกิดจากเงื่อนไขในกระดาษที่เน้นการทำความดีและมีบุญกุศลเกื้อหนุน

 

ในส่วนประเด็นเรื่องระบบกล้องวงจรปิดภายในกุฏิ พ.ต.ท. กฤษฎา เปิดเผยว่า มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวนมากรวมกันประมาณ 60 ตัว ครอบคลุมทั่วบริเวณวัด ตัวกุฏิ และสังเกตเห็นไปถึงริมถนนใหญ่นอกทางเข้าวัด ทำให้สามารถเห็นรถที่วิ่งเข้ามาและมีเวลาไหวตัวทันประมาณ 3–4 นาที บริเวณจุดที่อดีตเจ้าอาวาสนั่งรับลูกศิษย์จะมีจอทีวีประมาณ 3 ตัวติดตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสดงภาพ Real time จากกล้องวงจรปิดตลอดเวลา พฤติกรรมของอดีตเจ้าอาวาสขณะนั่งให้พรลูกศิษย์จะคอยจ้องมองจอมอนิเตอร์กล้องวงจรปิดอยู่ตลอด มองว่าเป็นการระมัดระวังตัว

 

หนุ่ม กรรชัย สังเกตว่า เพราะเหตุนี้หรือไม่ ที่ทำให้สมีโชติคอยดูกล้องวงจรปิดผ่านจอมือถือ แม้กระทั่งในขณะปฏิบัติกิจบนโต๊ะ เพื่อสังเกตว่ามีใครเดินเข้ามาหรือไม่ ซึ่งตำรวจมองว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะเขาจะไหวตัวทันตลอด

 

สำหรับภาพสีกาที่ปรากฏในคลิป ซึ่งมีหน้าที่หลักในการเดินทางมาอุ่นอาหารให้ในตอนเช้า รวมถึงประเด็นการเปิดเตาแก๊สทิ้งไว้นั้น อาจารย์จตุรงค์ จงอาศา ได้ชี้แจงว่า เตาแก๊สในโรงครัวใหญ่ของวัดไม่มีตัวจุดระเบิดอัตโนมัติ จึงต้องมีการเปิด “ไฟล่อ” เลี้ยงไว้ด้วยแก๊สบาง ๆ จุดเดียว เพื่อให้สามารถจุดใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้ปืนยิงจุดแก๊สบ่อย ๆ ซึ่งเป็นระบบปกติของครัวใหญ่ ไม่ใช่เรื่องทะลึ่งหรือตลกแต่อย่างใด

 

ในส่วนของคลิปวิดีโอที่แนบมาพร้อมกับหนังสือร้องเรียนสนเท่ห์ ตำรวจยืนยันว่าเป็นภาพมุมเดียวกับกล้อง CCTV ของวัด ซึ่งติดอยู่หน้าห้องนอนเจ้าอาวาสและแพนมุมไปทางโต๊ะห้องครัว โดยปรากฏภาพหัวคนและโต๊ะกลม ตรงกับข้อมูลจุดเกิดเหตุที่ตำรวจสืบสวนพบ

 

ในวันเข้าปฏิบัติการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามใช้หมายค้นและหมายจับ โดยวางแผนพุ่งตัวเข้าจับกุมอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นโชคดีที่อดีตเจ้าอาวาสกำลังฉันเช้าอยู่ จึงไม่ได้จ้องมองจอมอนิเตอร์กล้องวงจรปิด เมื่อตำรวจแสดงตัว อดีตเจ้าอาวาสมีอาการตกใจและสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไร ใครเป็นคนแจ้งความ ซึ่งตำรวจไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดผู้แจ้งเนื่องจากเป็นข้อมูลการสืบสวน หลังจากอ่านหมายจับและเข้าใจขั้นตอนแล้ว อดีตเจ้าอาวาสได้ขอฉันอาหารต่อ ซึ่งบนโต๊ะมีอาหารอย่างดีหลากหลายอย่าง โดยตำรวจยินยอมให้ฉันต่อก่อนควบคุมตัว ขณะเดียวกัน สีกาซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังพยายามจะเดินหนี แต่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ได้

 

ทั้งนี้ พ.ต.ท. กฤษฎา ระบุว่า ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ได้สั่งการให้วางกำลังปิดล้อมล่วงหน้าตั้งแต่คืนก่อนจับกุม ทั้งทางบกและทางน้ำ เนื่องจากกุฏิติดแม่น้ำ จึงต้องนำเรือและกำลังตำรวจดักไว้ทุกจุด โดยปฏิบัติการทั้งหมดต้องรักษาเป็นความลับขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันข่าวรั่วไหล เนื่องจากอดีตเจ้าอาวาสมีสายสัมพันธ์กว้างขวาง

 

ในการตรวจค้นบ้านพักของสีกา พบพระเครื่องเนื้อทองคำจำนวน 35 องค์, ทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณน้ำหนักรวมประมาณ 90 บาท คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจพบเงินสดอีก 3-4 ล้านบาท, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง, iPad 1 เครื่อง, เอกสารเกี่ยวกับที่ดิน 10 รายการ, โฉนดที่ดิน 2 ฉบับ, สมุดบัญชีธนาคาร 7 เล่ม, สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ, เอกสารการลงทุน 18 รายการ, กรมธรรม์สุขภาพ 1 ฉบับ, ใบประกันทองคำ 6 ใบ, ใบซื้อขายทองคำ 7 ใบ และสลากออมสินอีก 4 ใบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดไว้นำไปตรวจสอบทั้งหมด ทางตำรวจชี้แจงว่าการยึดทรัพย์สินดังกล่าวเป็นไปตามข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ซึ่งจะต้องรายงานให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

ในส่วนของเส้นทางการเงินที่อาจพัวพันกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มเซียนพระนั้น ตำรวจกองปราบปรามระบุว่า หากการสืบสวนพบความเชื่อมโยงหรือการพาดพิงถึงบุคคลใด จะมีการออกหมายเรียกมาให้ข้อมูลต่อชุดสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ ตำรวจได้ฝากถึงผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมวัตถุมงคลหรือเส้นทางการเงิน ให้เดินทางมาแสดงตัวและมอบข้อมูลแก่กองปราบปรามโดยไม่ต้องรอหมายเรียก สำหรับประเด็นการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ทางตำรวจอธิบายว่าไม่อยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนโดยตรง แต่อยู่ในอำนาจของอัยการตามเงื่อนไขทางกฎหมาย ซึ่งการพิจารณาจะดูจากเจตนาและพฤติการณ์ว่ามีส่วนร่วมหรือรู้เห็นมากน้อยเพียงใด โดยผู้ที่ถูกพาดพิงบางส่วนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่บางส่วนยังคงมีพฤติการณ์หลีกเลี่ยง

 

สำหรับที่มาของคดี ตำรวจระบุว่าเริ่มต้นจากบัตรสนเท่ห์ที่ไม่ระบุชื่อผู้แจ้ง และเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องคุ้มครอง อยากขอให้สังคมมองที่ข้อเท็จจริงว่าความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แทนที่จะมุ่งตามหาตัวผู้ส่งข้อมูลหรือผู้ปล่อยคลิป เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการติดตามนำทรัพย์สินของวัดที่ถูกยักยอกกลับคืนมา

 

นอกจากนี้ ทางวัดมีไวยาวัจกร 1 คน ซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และเป็นผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับเจ้าอาวาสในการอนุมัติเอกสารและทำธุรกรรมเบิกจ่ายเงินของวัด ดังนั้นหากพบการทุจริต ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนด้วย

 

ตำรวจระบุว่า คณะทำงานชุดนี้ของกองปราบปรามเป็นทีมขนาดเล็กที่เคยผ่านการทำคดีวัดพระบาทน้ำพุมาก่อน จึงมีความเข้าใจสเต็ปและแนวทางการวางรูปคดี การปฏิบัติการครั้งนี้ถูกเก็บเป็นความลับสูงสุดตั้งแต่เริ่มรับเรื่องเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ซึ่งมีผู้รู้เรื่องไม่เกิน 5 คน และเพิ่งมีการประชุมมอบหมายภารกิจแก่ชุดปฏิบัติการในคืนวันที่ 9 ก่อนบุกจับกุม เหตุผลที่ต้องปิดข่าวอย่างเข้มงวด เนื่องด้วยเหรียญเหนือดวงมีผู้นับถือบูชากันในกลุ่มคนทั่วไป ทั้งนักการเมือง คนดัง อดีตผู้บังคับบัญชา หรือลูกน้องในหน่วยงานก็มีเล่น หากข่าวรั่วไหล ผู้ต้องหาอาจไหวตัวทันและยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือทำลายพยานหลักฐาน ทั้งนี้ กองปราบปรามได้ใช้โมเดลการทำงานแบบ “สืบสวนคู่ขนานสอบสวน” ซึ่งเป็นแนวทางตั้งแต่สมัย พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช เพื่อให้พยานหลักฐานรัดกุม รวดเร็ว และไม่ถูกอัยการส่งกลับมาสอบสวนเพิ่มเติม

 

ในประเด็นที่ว่า อดีตเจ้าอาวาสมีพฤติกรรมกับสีกาคนอื่นอีกหรือไม่ ทางตำรวจขอสงวนข้อมูลไว้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการสืบสวน

 

ส่วนเรื่องการขนย้ายโต๊ะกลมเกิดเหตุจากกุฏิมาไว้ที่กองปราบปรามนั้น ตำรวจอธิบายว่า เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์เป็นพระอารามหลวง และเป็นโบราณสถาน เป็นส่วนหนึ่งในแหล่งมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา หลังคลิปหลุดออกไป ทางคณะสงฆ์และสำนักพุทธศาสนาเห็นพ้องกันว่า ไม่สมควรตั้งโต๊ะไว้ที่เดิม แต่ไม่มีสถานที่จัดเก็บ กองปราบปรามจึงรับมาเก็บรักษาไว้ในห้องประชุม ตำรวจยืนยันว่าไม่ได้เป็นการยึดในฐานะของกลางในคดีอาญา และไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนหรือตรวจ DNA ตามที่มีกระแสในโซเชียลแต่อย่างใด แต่เป็นการบริหารความรู้สึก เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เข้าไปถ่ายรูป ทำคอนเทนต์ จนสร้างความเสื่อมเสียแก่พระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น

 

มหาหมี ได้ชี้แจงในทางพระธรรมวินัยว่า โต๊ะกลมดังกล่าวยังเป็นทรัพย์สินของวัด เมื่อมีรักษาการเจ้าอาวาสรูปใหม่ คณะสงฆ์จะต้องทำพิธีผาติกรรม หรือชำระเงินทำบุญคืนวัด สละทรัพย์สงฆ์ให้ถูกต้อง เนื่องจากความเชื่อโบราณถือว่าของสงฆ์ตกค้าง ณ ที่ใดจะนำความเสื่อมมาสู่ที่นั้น ยิ่งไปกว่านั้น วัดจะต้องจัดพิธีสวดอุบาทว์เพื่อล้างเสนียดจัญไร เนื่องจากโบราณถือว่าหากเจ้าอาวาสปราชิกเพราะแพ้ผู้หญิง แล้วไม่ทำพิธีสวดล้าง จะกลายเป็นปูมวัดและทำให้สมภารรุ่นต่อ ๆ ไปในอีก 7 ถึง 8 รุ่นแพ้ผู้หญิงซ้ำอีก

 

หนุ่ม กรรชัย ได้ตั้งคำถามถึงการที่อดีตเจ้าอาวาสประกอบกิจไม่เหมาะสมในช่วงเช้ามืด แล้วมาเป่ากระหม่อมให้ลูกศิษย์ในเวลาต่อมา ในทางความเชื่อแล้วเสียหายอย่างไรบ้าง มหาหมีอธิบายว่า ถือเป็นการนำของต่ำมาเป่า ทำให้สิริมงคลของลูกศิษย์หายไป

 

ด้านวงการวัตถุมงคล อ. จตุรงค์ เผยว่าเซียนพระบางส่วนยังมองว่าวัตถุมงคลมีความขลัง และมีบางรายประกาศรับซื้อคืน 100%

 

ทางรายการได้ติดต่อหา แจ็ค แฟนฉัน ซึ่งได้เล่าประสบการณ์ว่า เคยไปทำบุญและให้อดีตเจ้าอาวาสเจิมกระหม่อม ซึ่งอดีตเจ้าอาวาสได้ทักว่า “ระวังเป็นไข่ดัน” ทำให้ตนเกิดความกลัวและเครียดจนไม่กล้ามีสัมพันธ์นานเป็นเดือน จนกระทั่งมาเห็นข่าวก็รู้สึกแย่มาก

 

ด้าน พ.ต.ท. กฤษฎา ยอมรับว่า ตนเองเคยถือครองวัตถุมงคลของอดีตเจ้าอาวาส แต่ได้นำไปปล่อยบูชาต่อก่อนจะมีการจับกุมแล้ว

 

มหาหมี ได้กล่าวเสริมเรื่องหลักพระธรรมวินัยว่า พระที่กระทำปาราชิกถือว่าขาดจากความเป็นพระทันที โดยไม่ต้องเปล่งวาจาสึก แต่ตำรวจอาจจะให้ทำเพื่อความชัดเจน เป็นหลักฐานที่แน่ชัด จะได้ไม่มาอ้างภายหลังว่ายังไม่ได้เปล่งวาจาสึก แล้วจะกลับมาบวชใหม่ พร้อมให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์กฎหมายว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ 6 ความผิดฐานปฐมปาราชิกเคยเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายผัวเมีย มีโทษทั้งปรับ โบย ขัง และส่งไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ก่อนจะถูกยกเลิกไป โดย พ.ร.บ. อธิกรณ์ปฐมปราชิก พ.ศ. 2463 ให้เป็นเพียงเรื่องอธิกรณ์สงฆ์

 

หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถามตำรวจถึงประเด็นที่มีสื่อบางสำนักรายงานว่า สีกานำทรัพย์สินไปใส่ไว้ในชื่อของลูก ๆ ซึ่งยังเป็นเยาวชน ว่าจะโดนดำเนินคดีด้วยหรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ชี้แจงข้อกฎหมายว่า การกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนา หากมองตามสามัญสำนึกแล้วเด็กไม่น่าจะรู้เรื่อง และผู้จัดการทั้งหมดคือผู้ใหญ่ที่ไม่อยากนำทรัพย์สินมาไว้ในชื่อตนเอง เมื่อตัวเด็กไม่ได้มีการกระทำร่วม ย่อมถือว่าไม่มีเจตนา และตามหลักกฎหมายถือว่าไม่รู้ไม่ผิด

 

หนุ่ม กรรชัย ได้แสดงความสงสารเด็ก ๆ ทั้งสามคน ซึ่งกำลังโดนกระแสสังคมโจมตีอย่างหนักจนล็อกโปรไฟล์ไปแล้ว จึงได้ฝากขอร้องผ่านทางรายการถึงผู้ชมทุกช่องทาง ให้ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง หยุดคุกคามหรือเปิดเผยตัวตนของเด็ก เนื่องจากเด็กไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ให้ว่าไปตามตัวแม่และพระเท่านั้น

 

จากนั้น ทางรายการได้ต่อสายสัมภาษณ์ แทค ภรัณยู ซึ่งเคยโพสต์ข้อความว่าไม่เคยกลับไปเหยียบวัดพุทไธศวรรย์อีกเลยนับตั้งแต่หลวงพ่อหวน (อดีตเจ้าอาวาส) มรณภาพ โดยแทคเล่าว่า ภายในวัดมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมานานแล้ว โดยฝั่งหลวงพ่อหวนเป็นสายพัฒนาและช่วยเหลือ ส่วนฝั่งอดีตหลวงพ่อโชติเน้นเรื่องการทำวัตถุมงคล สายมู และเรื่องเงินทอง ตนจึงไม่กลับไปเหยียบอีก และให้ข้อมูลว่าฝั่งอดีตหลวงพ่อโชติมีกลุ่มลิ่วล้อและเด็กวัดที่มีพฤติกรรมกร่าง มีการเลี้ยงหมาบางแก้วไว้สิบกว่าตัว คนในพื้นที่คงจะทราบพฤติกรรมดี นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในยามวิกาลมักมีรถตู้ผ่านเข้าออก ซึ่งไม่รู้ว่าทำอะไร

 

เมื่อ หนุ่ม กรรชัย แจ้งว่ามีการแต่งตั้งเจ้าคุณวัดท่าการ้อง หรือหลวงพ่อเบิ้ม มาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสแล้ว แทคได้แสดงความเห็นว่ายอมรับได้เนื่องจากทราบประวัติมาดี รูปนี้โอเค

 

ในประเด็นเรื่องการจัดการเงินในสมัยหลวงพ่อหวน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนชี้แจงว่า ระบบการทำวัตถุมงคลและบัญชีเงินบริจาคของหลวงพ่อหวนทำอย่างถูกต้องและเป็ยระบบดีมาก มีไวยาวัจกรรายงานสำนักพุทธศาสนาจังหวัด และนำเงินเข้าบัญชีวัดถูกต้องตามระบบ แต่หลังจากหลวงพ่อหวนมรณภาพ ได้มีการเปลี่ยนมาใช้บัญชีใหม่ ซึ่งตำรวจสามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้

 

ตำรวจอธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากบัญชีเงินของวัดมีความยุ่งยากในการเบิกจ่าย จึงเชื่อว่าเป็นเหตุผลให้อดีตเจ้าอาวาสไปเปิดมูลนิธิและบัญชีอื่น ๆ เพื่อความสะดวกในการนำเงินออกไปใช้ประโยชน์ส่วนตน

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดเผยประวัติของสีกาเพิ่มเติมว่า ในระบบของตำรวจเดิมมีหมายจับติดตัวอยู่ แต่ปรากฏหมายเหตุท้ายว่ามีการถอนคำร้องแล้ว ซึ่งตำรวจไม่สามารถส่งเรื่องไปเช็กกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีโดยตรงได้ เพราะต้องรักษาความลับในคดีนี้เ นื่องจากมีผู้รู้เรื่องเพียง 4-5 คน

 

นอกจากนี้ สีกาเพิ่งได้รับการปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลายได้ไม่นาน แม้จะถือครองทรัพย์สินตามกฎหมายได้แล้ว แต่กลับมีพฤติกรรมผิดสังเกตจากการซื้อบ้านถึง 2 หลัง โดยหลังหนึ่งใช้ชื่อตนเอง ส่วนอีกหลังนำไปใส่ชื่อบุคคลอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ ยิ่งไปกว่านั้น จากการเข้าค้นบ้านพักของสีกา ยังตรวจพบเงินสดเกือบ 4 ล้านบาท และทองคำ ทั้งที่สีกาไม่ได้ประกอบอาชีพใด ๆ เพียงทำหน้าที่เฝ้าตู้บริเวณกุฏิ แต่กลับมีพฤติกรรมใช้จ่ายเงินอู้ฟู่มือเติบ พลเมืองดีจึงร้องเรียนเกี่ยวกับความผิดปกติ นำไปสู่การสืบสวนสอบสวนเชื่อมโยงเรื่องเงินบริจาคและมูลนิธิ

 

มหาหมี ได้เสนอว่า คณะสงฆ์ควรเข้มงวดกวดขันเรื่องพระภิกษุกับผู้หญิง โดยยกตัวอย่างในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่เคยมีประกาศห้ามพระรับแขกผู้หญิงในกุฏิเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นแม่หรือพี่น้อง เพื่อป้องกันปัญหา และควรนำมติมหาเถรสมาคมที่เน้นการศึกษาพระปริยัติธรรมและลดพุทธพาณิชย์มาบังคับใช้อย่างจริงจัง

 

สุดท้าย ตำรวจกองปราบปรามยืนยันว่า ทำงานเป็นเอกเทศและเป็นอิสระ ดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งทนายตุ๋ยได้แสดงความมั่นใจในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานของกองปราบปราม ว่าทำอย่างรัดกุมแน่นหนา และจะสามารถสั่งฟ้องดำเนินคดีได้อย่างแน่นอน

 

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  สิ้นพระชนม์
facebook