นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า ต้องขออภัยผู้โดยสารสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมส่งผลให้พนักงานการบินไทยไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้เต็ม 100%
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 26-28 ก.ย. มีสัมภาระตกค้างประมาณ 10,000 ใบ ขณะที่ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.(วานนี้) ถึงวันที่ 30 ก.ย. (วันนี้) สามารถเคลียร์และส่งมอบให้ผู้โดยสารแล้วประมาณ 1,800 ใบ เหลือประมาณ 8,000 ใบ โดยตามศักยภาพปกติสามารถเคลียร์ได้ประมาณวันละไม่เกิน 2,000 ใบ จึงคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3-4 วัน
ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขอกำลังสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทัพอากาศ โดยล่าสุดได้ส่งกำลังพลเพิ่มอีก 100 นาย เพื่อช่วยเร่งกระบวนการทำงาน แต่การคัดแยกสัมภาระยังจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่การบินไทยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบแท็กและการคัดแยก ขณะที่กำลังเสริมสามารถช่วยในส่วนของการยกและเคลื่อนย้ายสัมภาระได้
สำหรับสัมภาระที่ตกค้างนั้น ส่วนหนึ่งอยู่บริเวณลานด้านหน้า และอีกประมาณ 4,000 ชิ้น อยู่ด้านใน โดยตั้งเป้าหมายให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ แต่อาจล่าช้าไปถึงวันที่ 2 ต.ค.เนื่องจากขั้นตอนการคัดแยกต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
นายพิพัฒน์กล่าวถึงการขนส่งสินค้าคาร์โก้ว่า ได้ประชุมหารือทั้งเมื่อคืนวันที่ 29 ก.ย. ตลอดจนช่วงเช้า และเวลา 16.00 น. ของวันที่ 30 ก.ย.เพื่อหาทางบริหารจัดการสินค้าที่ตกค้าง โดยขอให้การบินไทยไม่หยุดให้บริการ พร้อมเตรียมกำลังคนและอุปกรณ์เพิ่มเติม ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT จะช่วยจัดสรรพื้นที่สำหรับนำสินค้าที่ตกค้างบนรถมาพักไว้ โดยจะมีการจัดเต็นท์และอุปกรณ์ป้องกันฝน ดังนั้น การขนส่งสินค้าจะ ไม่มีการปิดให้บริการ แต่อาจมีการชะลอตัวลงบ้าง
นายพิพัฒน์ยังได้ระบุด้วยว่า การบินไทยและ AOT จะต้องรายงานความคืบหน้าทุก 8 ชั่วโมง และจะมีการประชุมติดตามอีกครั้งในวันที่ 1 ต.ค. เวลา 16.00 น.
สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับกระเป๋านั้น ทางการบินไทยได้ตั้งวอร์รูมเพื่อคัดแยกสัมภาระ เมื่อสามารถระบุเจ้าของกระเป๋าได้ จะติดต่อผู้โดยสารตามข้อมูลที่มี และให้เลือกว่าจะมารับกระเป๋าด้วยตนเอง หรือให้การบินไทยจัดส่งให้
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ต้องเร่งบริหารจัดการเป็นพิเศษคือผู้โดยสารที่เดินทางต่อหรือผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง ซึ่งอาจพลาดเที่ยวบินหรือไม่สามารถเดินทางต่อได้ โดยการบินไทยจะพยายามค้นหาและจับคู่กระเป๋ากับผู้โดยสารแต่ละราย รวมถึงพิจารณาการเยียวยาในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนเที่ยวบินหรือพลาดเที่ยวบิน
โดยนายพิพัฒน์ยังได้กล่าวถึงกรณีการเยียวยาว่า ได้มีการหารือกับการบินไทยแล้ว โดยกรณีกระเป๋าสูญหาย การบินไทยมีประกันและต้องรับผิดชอบในส่วนดังกล่าว ส่วนกรณีผู้โดยสารได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเที่ยวบินหรือพลาดเที่ยวบิน การบินไทยก็พร้อมรับผิดชอบเช่นกัน
นายพิพัฒน์ย้ำว่า เป้าหมายคือการแก้ไขปัญหาทั้งหมดให้จบภายใน 3-4 วัน โดยหากขาดกำลังคนจะเพิ่มกำลังเสริม และหากขาดเครื่องจักรก็จะนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยเพิ่มเติม โดยมีการเตรียมชุดขนส่งสินค้าเพิ่มอีก 12 ชุด พร้อมผู้ขับขี่ และมีการเตรียมเคลื่อนย้ายเครื่องจักรจากกองทัพอากาศเข้ามาสนับสนุน
พร้อมระบุว่า การบินไทยได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมีจำนวนเที่ยวบินมาก เมื่อปัญหาเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้การปรับตัวและการจัดการกำลังคนไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. การบินไทยได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลและกองทัพ และได้รับการเติมกำลังมาอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ใช่ว่าการบินไทยไม่มีความสามารถ แต่เมื่อรับเยอะ เราก็ต้องค่อยๆ เคลียร์ แต่บังเอิญว่าโถมเข้ามาในจังหวะเวลาที่ค่อนข้างเร็ว” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์ยอมรับด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมชี้ว่าในยุคที่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถปิดบังปัญหาได้ “ภาพลักษณ์เราเสีย ต้องยอมรับ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้โซเชียลมันไปทั่วโลก มีอะไรก็ร่วมกันแก้ปัญหาดีกว่า แล้วก็ไม่ต้องโบ้ยให้ใครว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของฉัน เราต้องร่วมกันรับผิดชอบ เพราะที่นี่ประเทศไทย” นายพิพัฒน์กล่าว
ด้านนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้บุคลากรส่วนหน้า หรือ Front Line กลับมาปฏิบัติงานประมาณ 90% ส่วนฝ่าย Operation และส่วนที่รองรับการปฏิบัติงานอยู่ที่ประมาณ 80%
แม้บุคลากรจะกลับมาทำงานได้ 100% แต่ยังมีงานค้างเดิม หรือ Backlog ที่ต้องเร่งเคลียร์ โดยเฉพาะสัมภาระที่อยู่บริเวณด้านหน้าและสัมภาระที่อยู่ภายในระบบ Transfer Terminal
การบินไทยจะเร่งนำกำลังการผลิตกลับมาเท่าเดิมโดยเร็วที่สุด เพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้างและสัมภาระที่ยังอยู่ในระบบออกไป
ปกติการบินไทยมีเที่ยวบินขาออกประมาณ 115 เที่ยวต่อวัน หรือหากนับไป-กลับประมาณ 230 เที่ยวต่อวัน โดยในวันที่เริ่มมีปัญหา การบินไทยได้ลดเที่ยวบินลงประมาณ 28 เที่ยว ขณะที่ในวันที่ 1 ต.ค.จะลดลงเหลือ 15 เที่ยว ทำให้จะมีเที่ยวบินประมาณ 100 เที่ยว
จากนั้นในวันที่ 2 ต.ค. จะเพิ่มเป็น 105 เที่ยว และตั้งเป้าหมายกลับไปสู่ระดับปกติ 115 เที่ยวต่อวันภายใน 7 วัน พร้อมกล่าวขออภัยต่อผู้โดยสารและประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงขอบคุณหน่วยงานที่เข้ามาสนับสนุนการจัดพื้นที่และบริหารจัดการสัมภาระ โดยการบินไทยจะนำข้อเสนอแนะที่ได้รับไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นต่อไป
ที่มา : ข่าวสด