รายการโหนกระแสวันนี้ (6 เม.ย. 2569) พูดคุยเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างวัยรุ่นสองกลุ่มคือ ‘คลองวัด’ และ ‘บ้านใน’ บ้านแหลม จ. เพชรบุรี แต่ละฝ่ายเกิดการสูญเสียถึงชีวิต แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมา ล่าสุดมีการระบุว่า ‘เฟรม คลองวัด’ ถูกหมายหัวเป็นรายต่อไป จนเกิดความกังวลว่าเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้จะกลายเป็นสงกรานต์เลือด
จุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ ‘เฟรม’ และ ‘ฟลุ๊ก’ ซึ่งเป็นฝาแฝด เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้เพียง 3 วัน ในขณะนั้นกลุ่มบ้านในซึ่งเป็นรุ่นพี่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เข้ามาด่าทอและรุมทำร้ายเฟรมด้วยการแทงเข่าจนเขาร้องไห้ เมื่อฟลุ๊กซึ่งเป็นคู่แฝดมาเห็นจึงทนไม่ได้และเข้าต่อยกลุ่มรุ่นพี่เพื่อปกป้องพี่ชาย แม้จะมีการนัดเคลียร์และเรียกผู้ปกครองมาพูดคุย แต่หลังจากนั้นเฟรมยังคงถูกกลุ่มบ้านในดักรุมกระทืบอยู่เป็นประจำ
ต่อมา ‘โอ๊ต’ ซึ่งถูกกลุ่มบ้านในรังแกบ่อยครั้งได้ขอเข้าร่วมกลุ่มกับฝาแฝดคลองวัดเพื่อสู้กลับ ทำให้กลุ่มคลองวัดในขณะนั้นประกอบด้วยสมาชิกหลัก 4 คนคือ ฟลุ๊ก เฟรม ไอซ์ และโอ๊ต
เหตุการณ์ความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2565 เมื่อกลุ่มคลองวัดขี่ จยย. ผ่านหน้าบ้านของ ‘ลาวา’ สมาชิกกลุ่มบ้านใน ‘จูฟิก’ สมาชิกกลุ่มบ้านในได้ตะโกนด่าทอและท้าทายให้ลงมาหา จนเกิดการตะลุมบอนกัน
หลังจากแยกย้าย กลุ่มคลองวัดพบว่าโทรศัพท์ของฟลุ๊กหายไปจึงขี่ จยย. กลับไปตามหา และพบกับลาวาพร้อมพวกอีกครั้ง ในจังหวะนั้นพ่อแม่ของฝาแฝดได้ร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อช่วยเจรจา แต่ลาวาได้ถือเหล็กขูดชาร์ปออกมาด่าทอและเกิดการชกต่อยกันอีกครั้ง
ระหว่างการชุลมุน กลุ่มคลองวัดอ้างว่า ลุงของลาวาได้ยื่นอาวุธปืนให้กับลาวา พร้อมกับบอกให้ยิง ลาวาจึงใช้ปืนยิงใส่ ‘โอ๊ต’ กระสุนเข้าที่ช่วงหัวไหล่และแฉลบลงไปตัดขั้วหัวใจจนโอ๊ตเสียชีวิตเป็นรายแรก ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2565 โดยมีภาพหลักฐานจากกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นบ้านของลุงของลาวา แสดงภาพช่วงที่ขี่รถเข้าไปคุยกันและเห็นลาวาถือมีดเดินออกมา
โดยญาติผู้เสียชีวิตตั้งข้อสังเกตว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ส่งให้ตำรวจและศาลนั้นมีบางช่วงขาดหายไป โดยเฉพาะช่วงที่มีการส่งปืนและช่วงที่มีการยิง ซึ่งภาพหายไปประมาณ 5 นาที ตั้งแต่ช่วงเวลา 01.26 น. และมาปรากฏอีกครั้งในเวลา 01.31 น. ทั้งที่ตอนเปิดดูในตอนแรกยืนยันว่าเห็นภาพขณะยิงชัดเจน
สำหรับความคืบหน้าทางคดี ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตัดสินจำคุกลุงของลาวาเป็นเวลา 20 ปี 8 เดือน เนื่องจากศาลเชื่อว่าลุงมีส่วนร่วมในการกระทำผิด และไม่เชื่อคำกล่าวอ้างที่ว่าลาวาวิ่งเข้าไปหยิบปืนเอง อีกทั้งอาวุธปืนที่ใช้ยังเป็นปืนไม่มีทะเบียน แต่ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ ศาลได้พิพากษายกฟ้องลุง ขณะนี้รอการพิจารณาในชั้นฎีกาต่อไป
ภายหลังการเสียชีวิตของโอ๊ต ฝั่งคู่กรณีคือจูฟิกได้กระทำการยั่วยุด้วยการลงคลิปคล้ายเย้ยหยัน ทำนองว่าพวกมึงเดด แต่พวกดูไม่เดด และมีการพูดถึงผู้ตายในลักษณะว่าเป็นสัมภเวสี
นอกจากนี้ยังมีการเผชิญหน้ากันอีกครั้งที่งานศพ จูฟิกพาพวกมาประมาณสิบคน พร้อมอาวุธทั้งไม้และมีดมาด่าทอท้าทายไอซ์ให้ออกมาหา ในคืนวันเดียวกัน จูฟิกและลาวายังได้ขี่ จยย. วนเวียนหน้าบ้านและมีการถ่ายคลิปโชว์อาวุธปืนลูกซองพร้อมกระสุนปืน รวมถึงขี่ จยย. เข้าไปถึงในบริเวณบ้าน จนพ่อแม่ต้องเข้ามาห้ามปราม
ช่วงเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ไอซ์กำลังจะขี่ จยย. ไปซื้อของและเตรียมตัวไปงานปัจฉิมนิเทศของน้อง ก็ได้พบกับจูฟิกที่ร้านค้า ซึ่งก่อนหน้านั้นจูฟิกได้ไปเจอกับน้องชายของไอซ์ และฝากข้อความท้าทายให้ไปเรียกพี่ชายมาถามว่าจะเอายังไง เมื่อไอซ์ขี่ จยย. มาเจอจูฟิก ไอซ์ได้ลงจากรถพร้อมกับชักมีดวิ่งเข้าไปแทงจูฟิกจนเสียชีวิต กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน ไอซ์ถูกส่งตัวไปดำเนินคดี
ต่อมา หลังจากไอซ์กลับมาจากคุมประพฤติที่ชลบุรี เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 ไอซ์จะไปงานพระนครคีรี ก่อนเกิดเหตุไอซ์ได้ไปเที่ยวผับในเขตอำเภอเมือง และได้เจอกับ ‘ไกด์’ ซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มของฝั่งบ้านใน ในจังหวะที่ไอซ์ซ้อนท้าย จยย. ของเฟรมกลับบ้าน รถยนต์ซึ่งมีลาวาเป็นคนขับ และมีไกด์กับมาร์คนั่งอยู่ ได้ขับตามประกบและยิงใส่ไอซ์จนเสียชีวิต
สำหรับเหตุการณ์เสียชีวิตของ ‘ฟลุ๊ก’ แฝดผู้น้อง ผู้เสียชีวิตรายล่าสุดจากปมแค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มบ้านใน 3 คน คือ กี้ (หรือกัน) นัท และฟิล์ม ขี่ จยย. ผ่านหน้ากลุ่มของฟลุ๊กที่ร้านบิงซูและมีการท้าทายกัน ฟลุ๊กและ ‘ไฟท์’ น้องชายคนเล็ก ได้ขี่ จยย. ตามไปจนถึงหน้าร้านผัดไทยและเกิดการดวลปืนกัน
ทางฝั่งของกลุ่มบ้านในได้มีการให้ข้อมูลโต้แย้งผ่านการโฟนอิน โดย ‘ทัน’ ยืนยันว่าสิ่งที่ฝั่งคลองวัดพูดนั้นไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ตนมีความขัดแย้งส่วนตัวกับ ‘บาส’ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของฝั่งคลองวัดเท่านั้น และไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวหรือรุมทำร้ายเฟรมตามที่ถูกกล่าวอ้าง
‘แม่ของลาวา’ ได้เล่าเหตุการณ์ในมุมของตัวเองบ้าง ถึงเหตุการณ์ที่โอ๊ตถูกยิงเสียชีวิตในปี 2565 โดยอ้างว่าในวันนั้น ลาวาถูกกลุ่มฝั่งคลองวัดรุมทำร้ายถึง 6 คน รวมถึงพ่อและแม่ของเฟรมด้วย ‘นายเอ็ม’ พ่อของเฟรม เป็นคนตะโกนท้าทายให้ลาวายิง ลาวาที่เป็นเด็กจึงตัดสินใจยิงออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่าจะโดนใคร แต่ยอมรับว่าปืนเป็นของลาวา
ด้าน พ.ต.อ. วายุภักษ์ วงศักดิรินทร์ ผกก. สภ.บ้านแหลม ได้โฟนอินชี้แจงว่า คดีความที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มวัยรุ่นทั้งสองฝ่าย เริ่มจากคดีแรกคือการเสียชีวิตของโอ๊ตในปี 2565 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ตนจะมาปฏิบัติหน้าที่ในปี 2566 โดยยืนยันว่าคดีนี้ไม่ได้เงียบหายตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต แต่มีการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกลุงของลาวาเป็นเวลา 20 ปี 8 เดือน ส่วนตัวของลาวาเองถูกส่งไปดำเนินกระบวนการคุมประพฤติ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายกฟ้องลุงของลาวา
เมื่อตนเข้ามารับตำแหน่ง ได้มีการวิเคราะห์ปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่และพบความขัดแย้งของวัยรุ่นทั้งสองกลุ่ม จึงได้เรียกทั้งฝ่ายคลองวัดและฝ่ายบ้านในมาร่วมเจรจา โดยมีนายกเทศมนตรีตำบลบ้านแหลมและกำนันของทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยานและคนกลาง เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ร่วมกัน
ข้อตกลงในขณะนั้นระบุชัดเจนว่า ห้ามทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทหรือยุ่งเกี่ยวกันในพื้นที่บ้านแหลมอย่างเด็ดขาด หากมีการก่อเหตุตำรวจจะดำเนินคดีขั้นสูงสุด และห้ามผู้ใหญ่ในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือหรือประกันตัว ซึ่งผลจากการทำ MOU ทำให้สถานการณ์ใน อ. บ้านแหลม เงียบสงบลงช่วงหนึ่ง แต่กลุ่มวัยรุ่นกลับไปก่อเหตุทะเลาะกันในเขต อ. เมือง แทน
ยืนยันว่าตำรวจมีการตั้งจุดตรวจและจุดสกัดทุกวันตามแผนที่ได้รับอนุมัติจากภาค 7 และภูธรจังหวัด ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการพกพาอาวุธอย่างอิสระ
คดีที่ 2 คือเหตุการณ์ที่จูฟิกถูกแทงเสียชีวิต ไอซ์เป็นผู้ลงมือ และปรากฏหลักฐานว่ามีสมาชิกกลุ่มคลองวัดคนอื่นวิ่งขึ้นไปบนรถกระบะเพื่อรุมทำร้ายซ้ำหลังจากจูฟิกถูกแทง ซึ่งตำรวจได้แยกดำเนินคดีในส่วนการรุมทำร้ายนี้ต่างหาก หลังจากเหตุการณ์นี้ ตำรวจได้ใช้มาตรการกดดันด้วยการเข้าตรวจค้นบ้านพักของทั้งสองฝ่ายบ่อยครั้ง จนสมาชิกหลายคนต้องหลบหนีไปอยู่นอกพื้นที่
คดีที่ 3 คือการเสียชีวิตของไอซ์ ไอซ์เพิ่งกลับมาจากคุมประพฤติที่ชลบุรีเพื่อมาเที่ยวงานพระนครคีรี และไปพบกับกลุ่มของไกด์ที่ผับในอำเภอเมือง ในวันเกิดเหตุไกด์ได้โทรศัพท์หาทันแต่ทันไม่ได้มา ทันได้ส่งลาวาขับรถมารับไกด์และมาร์คที่สวมหมวกกันน็อกนั่งท้ายกระบะไปก่อเหตุ ผู้ลงมือก่อเหตุยิงคือไกด์ ซึ่งอ้างว่าใช้ปืนสองกระบอก คือขนาด 11 มม. และ 9 มม. โดยไกด์ให้การว่าใช้ปืน 11 มม. ยิงก่อนแต่ปืนเกิดอาการขัดลำกล้อง จนกระสุนค้างอยู่ในรังเพลิง จึงต้องเปลี่ยนไปใช้ปืน 9 มม. ยิงซ้ำจนไอซ์เสียชีวิต ซึ่งตรงกับหลักฐานที่ตำรวจยึดได้ในขณะจับกุมไกด์ ซึ่งพบกระสุนติดอยู่จริง
สำหรับลาวานั้นถูกดำเนินคดีร่วมพาอาวุธในฐานะที่เป็นผู้ขับรถ ซึ่งเป็นรถของแม่ลาวา ผู้ต้องหาไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นตำรวจ ส่วนลาวาได้รับประกันตัวในชั้นศาล ซึ่งทางตำรวจได้ยื่นเรื่องคัดค้านไปแล้วแต่ต้องเป็นไปตามอำนาจศาล
คดีล่าสุดคือการเสียชีวิตของฟลุ๊ก ซึ่งเริ่มจากการที่กลุ่มของฟลุ๊กนั่งอยู่ที่ร้านบิงซูแล้วกลุ่มของกี้หรือกัน โจนัส และฟิล์ม ขี่ จยย. ซ้อนสามผ่านหน้าไปจนเกิดการท้าทายกัน พยานในที่เกิดเหตุและภาพกล้องวงจรปิดระบุว่ากลุ่มของฟลุ๊กได้ไล่ตามไปจนถึงหน้าร้านผัดไทย และฟลุ๊กเป็นฝ่ายลงจากรถมาเริ่มยิงก่อน ซึ่งเหตุการณ์นี้ ไฟท์ น้องชายคนเล็กได้ให้การรับสารภาพกับตำรวจในคืนเกิดเหตุว่า “พี่ผมเปิดก่อน” และยอมรับว่าเป็นคนนำปืนของพี่ชายไปซ่อน แต่ภายหลังอ้างว่าหาไม่เจอ ตำรวจจึงต้องดำเนินคดีกับไฟท์ด้วย
ในที่เกิดเหตุพบกระสุนถึง 3 ชนิด คือ 11 มม. ของกลุ่มบ้านใน รวมถึง 9 มม. และ .380 ของฝั่งผู้ตาย เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหากี้ในฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนโจนัสและฟิล์มถูกแจ้งข้อหาร่วมกันพกพาอาวุธปืนไว้ก่อน เนื่องจากต้องรอผลตรวจเขม่าดินปืนมายืนยันว่าใครเป็นผู้ยิงบ้าง จึงจะแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นเพิ่มเติมได้
สุดท้าย ผู้กำกับการได้ย้ำถึงปัญหาจากสื่อโซเชียลมีเดียว่า มีบัญชีอวตารและกลุ่มบุคคลภายนอกพื้นที่ เช่น จาก อ. สะเดา จ. สงขลา ที่พยายามปั่นกระแสยั่วยุให้ทั้งสองกลุ่มล้างแค้นกันเพื่อหายอดไลก์และสร้างรายได้
ส่วนกรณีที่ลาวาลงรูปปืนในโซเชียล ตำรวจได้เข้าตรวจสอบภายใน 15 นาที และพบว่าเป็นเพียงปืนอัดลมพลาสติกเท่านั้น
ยืนยันว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงจะพิจารณาดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ กับผู้ที่โพสต์ปั่นกระแสให้เกิดความวุ่นวาย และได้สั่งการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำอีก
สุดท้าย ผู้กำกับการได้เน้นย้ำถึงวัยรุ่นทั้งสองฝ่ายว่า ขอให้พอได้แล้ว ให้คิดถึงพ่อและแม่ให้มาก ตอนนี้เหมือนเป็นการพูดเรื่องเก่าซ้ำไปซ้ำมา ในทุกครั้งที่เกิดเหตุขึ้น ตำรวจจะเรียกมาดุด่าว่ากล่าว เข้าตรวจค้นบ้านพัก ตักเตือน รวมถึงการทำบันทึกข้อตกลงหรือ MOU ร่วมกันทุกครั้ง แต่เมื่อเหตุการณ์เงียบสงบไปได้เพียงพักเดียว ทั้งสองกลุ่มก็จะกลับมาก่อเหตุอีก ก่อนจะทำอะไรลงไปขอให้คิดถึงอนาคตและคิดถึงหัวอกของพ่อแม่ เพราะที่ผ่านมามีความสูญเสียจนมีคนต้องตายไปเท่าไหร่แล้ว และเมื่อเติบโตขึ้นมาในวันหน้า จะสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขความผิดพลาดเหล่านี้ได้หรือไม่