รายการโหนกระแสวันนี้ (8 ก.ย. 2569) พูดคุยเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่เข้าร้องเรียนกับเพจสายไหมต้องรอด เนื่องจากสงสัยว่าคุณแม่ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงถูกพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกาย แต่ทางพี่เลี้ยงอ้างว่านั่นคือการกายภาพ โดยผู้ร่วมรายการในครั้งนี้ประกอบด้วย คุณปั้น ลูกชาย, คุณวัน ภรรยาของคุณปั้น, คุณเอกภพ หลงประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และทนายแก้ว ดร. มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล
คุณเอกภพ ระบุว่า ยังไม่เคยเจอเคสการกระทำรุนแรงกับผู้สูงอายุในลักษณะนี้มาก่อน ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นเคสที่เกิดกับเด็ก และมองว่าหากเป็นการทำกายภาพบำบัดจริงตามที่กล่าวอ้าง จะต้องทำด้วยความระมัดระวังและค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากผู้สูงอายุมีกระดูกที่เปราะบาง การดึงตัวผู้ป่วยอย่างรุนแรงหรือการเอาผ้าขนหนูรัดศีรษะเพื่อล็อกคอนั้น ถือว่าผิดวิสัยของการพยาบาลหรือการทำกายภาพบำบัดทั่วไป
คุณปั้น เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเจ็บปวดและนั่งร้องไห้กลางรายการเนื่องจากรู้สึกผิดและเฝ้าโทษตัวเองตลอดเวลาว่าเขาเป็นคนทำให้แม่ต้องเป็นแบบนี้ นอนอยู่ใกล้กันแค่นี้แต่กลับช่วยแม่ไม่ได้ และยิ่งเจ็บปวดลึกซึ้งเมื่อคิดว่าตนเองยอมเสียเงินจ้างคนมาดูแลเดือนละเกือบสามหมื่นบาทแต่กลับกลายเป็นการจ้างคนมาทำร้ายแม่ตัวเอง อีกทั้งเหตุที่ลูกชายไม่ได้ลงมือโต้ตอบผู้ก่อเหตุในทันทีเป็นเพราะคนก่อเหตุได้ออกจากงานไปก่อนแล้ว จึงเพิ่งมาไล่ดูคลิปย้อนหลังจนเห็นพฤติกรรมทั้งหมด ซึ่งลูกชายมีความกังวลใจและต้องการเตือนภัยสังคมเนื่องจากทราบว่าคนก่อเหตุรายนี้ได้ไปสมัครงานดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอื่นต่อแล้ว และไม่อยากให้คุณแม่ของคนอื่นต้องโดนกระทำในลักษณะนี้อีก
สำหรับเบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
คุณปั้น เล่าว่า คุณแม่อายุ 78 ปี ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ และมีภาวะสมองฝ่อร่วมด้วย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 จนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง แรกเริ่มนั้นครอบครัวได้ส่งคุณแม่ไปที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ แต่คุณแม่มักบ่นว่าอยากกลับบ้านและไม่อยากอยู่ที่ศูนย์ คุณปั้นและคุณวันจึงตัดสินใจพาคุณแม่กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้าน และร่วมกันหาพี่เลี้ยงเพื่อมาช่วยดูแลคุณแม่ในระหว่างที่ทั้งคู่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน
โดยได้ค้นหาข้อมูลจากกลุ่มจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ทางครอบครัวได้ติดต่อไปยังบริษัทหรือเอเจนซี ซึ่งทางศูนย์ได้ส่งตัวหญิงคนหนึ่งชื่อว่า นับเดือน อายุ 44 ปี มาทำงานเป็นแบบชั่วคราวก่อน เนื่องจากพี่เลี้ยงที่จะส่งมาประจำยังติดเคสผู้ป่วยรายอื่นอยู่
โปรไฟล์ของนับเดือนระบุว่า มีความสามารถในการดูแลรอบด้าน ทั้งการอาบน้ำ ป้อนอาหาร ป้อนยา สวนทวาร และหัดเดิน ในช่วง 6 วันแรก ตกลงจ้างในลักษณะงานชั่วคราว วันละ 800 บาท ทำงานและกินนอนอยู่ที่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อใกล้ครบกำหนดทำงานชั่วคราว นับเดือนอ้างว่าตนเองถูกให้ออกจากศูนย์ และขอรับงานดูแลระยะยาวกับทางครอบครัวโดยตรง ซึ่งในขณะนั้นเธอไม่แจ้งสาเหตุที่ถูกให้ออก
คุณปั้นและคุณวันเห็นว่าในช่วง 6 วันแรก นับเดือนดูแลคุณแม่เป็นอย่างดี คุณแม่ไม่มีอาการซึมหรือบาดแผลฟกช้ำใด ๆ ประกอบกับเธอเป็นคนรูปร่างใหญ่ แข็งแรง ซึ่งเหมาะสมกับการอุ้มพยุงตัวผู้สูงอายุ จึงตกลงจ้างงานนับเดือนโดยตรงในอัตราเดือนละ 26,000 บาท แบ่งจ่ายทุก 15 วัน ครั้งละ 13,000 บาท และมีค่าทำงานวันหยุดรพิเศษวันละ 800 บาท มีสวัสดิการกินอยู่ฟรีทั้งหมด
การจ้างงานประจำเริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 จนกระทั่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 เริ่มปรากฏบาดแผลฟกช้ำที่บริเวณสะบักซ้ายของคุณแม่ เมื่อคุณปั้นสอบถามไปใ นับเดือนชี้แจงว่าเกิดจากการที่คุณแม่นั่งชักโครกแล้วเอนพิงฝาโถส้วม หลังจากบาดแผลแรก บาดแผลและรอยเขียวช้ำอื่น ๆ ก็เริ่มทยอยเกิดขึ้นตามร่างกายคุณแม่เป็นระยะ เช่น รอยช้ำที่เข่าและแขนในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ทุกครั้งนับเดือนจะเป็นคนถ่ายรูปและส่งชี้แจงสาเหตุในไลน์กลุ่มก่อนที่ทางครอบครัวจะสังเกตเห็นเองเสมอ ทำนองว่าคุณแม่เอาแขนชนราวเตียง ชนประตู หรือเกิดจากการที่คุณแม่เอาขาไขว้ก่ายกันเองจนช้ำ ซึ่งรายงานเหล่านี้ทำให้ครอบครัวเกิดความไว้วางใจและไม่ได้ฉุกใจคิดตรวจสอบ ประกอบกับคุณแม่มีอาการสมองฝ่อและอัลไซเมอร์ร่วมด้วย จึงไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวหรือจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งคุณปั้นมักจะกลับถึงบ้านหลังเลิกงานในช่วงค่ำประมาณ 19.30-20”00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณแม่เข้านอนและปิดไฟแล้ว คุณปั้นจึงไม่อยากเปิดไฟรบกวนการนอนของคุณแม่ จึงไม่เห็นรอบตามร่างกาย
กรทั่งวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ขณะที่คุณวันกำลังจัดเตรียมอาหารเช้าในครัว ซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของคุณแม่ คุณวันได้ยินเสียงคุณแม่ร้อง “โอ๊ย!” จึงเดินมาดูที่ห้องและสังเกตเห็นนับเดือนกำลังใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะของคุณแม่ เมื่อคุณวันถามว่าแม่ร้องทำไม นับเดือนกลับตอบว่าคุณแม่กำลังร้องเพลงชาติ ซึ่งคุณวันเห็นความผิดปกติแต่เนื่องจากต้องรีบไปทำงานในเช้าวันนั้น จึงได้จดจำเวลาไว้เพื่อกลับมาตรวจสอบในภายหลัง
หลังจากกลับมาบ้าน ทั้งสองคนร่วมกันตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง และเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของคุณแม่ว่ามักมีอาการซึม ไม่ตอบโต้ และนั่งสัปหงกบนวีลแชร์ เนื่องจากไม่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ในเวลากลางคืน
จากการไล่กล้องวงจรปิดในวันที่ 19 สิงหาคม เวลาประมาณ 07.05 น. ครอบครัวได้เห็นภาพพฤติกรรมของนับเดือนที่ทำการล็อก บีบ และบิดคุณแม่ตามคลิปหลักฐานอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังได้ย้อนดูคลิปกล้องวงจรปิดในวันที่ 18 สิงหาคม เวลาประมาณ 07”00 น. ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในห้องน้ำที่ได้ยินเสียงตีและเสียงตะโกนด่าทอ เป็นเสียงที่นับเดือนสั่งบังคับให้คุณแม่ยืนและยกแขน ทั้งที่คุณแม่ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ทำให้มีอาการเกร็ง กระตุก และไม่สามารถควบคุมร่างกายตามสั่งได้ และเมื่อคุณแม่ทำไม่ได้ก็นับเดือนก็ลงมือตี บังคับ และข่มขู่คุณแม่ซ้ำ
ต่อมาในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569 คุณวันได้นำคลิปหลักฐานทั้งหมดไปะสอบถามนับเดือน อย่างไรก็ตาม นับเดือนได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดในช่วงแรกที่มีคุณวันอยู่ด้วย โดยไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ แต่ต่อมาเมื่ออยู่ในห้องกันตามลำพังกับคุณปั้นและคุณแม่ นับเดือนจึงยอมรับสารภาพว่าเธอได้ตีขาของคุณแม่จริงในเหตุการณ์วันที่ 18 สิงหาคม
คุณวันระบุว่า เหตุผลที่ตัดสินใจให้ออกจากการเป็นพี่เลี้ยงทันทีตั้งแต่วันนั้น เป็นเพราะเธอได้ยินเสียงตีออกมาจากในห้องน้ำเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม แม้จะไม่รู้ว่าใช้อะไรตี ตีตรงไหน แต่รู้สึกว่าการทำร้ายร่างกายเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้เด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ในขณะที่จะต้องออกจากงาน นับเดือนยังคงพยายามปฏิเสธกับคุณปั้นว่าเธอไม่ได้ทำอะไรรุนแรง และพยายามจะให้คุณแม่เป็นคนตอบคำถามแทน ซึ่งคุณปั้นชี้ว่าคุณแม่มีภาวะสมองฝ่อ ทำให้ไม่สามารถจดจำหรืออธิบายเรื่องราวบาดแผลตามร่างกายได้อยู่แล้ว
เมื่อพิจารณาภาพจากกล้องวงจรปิด จะสังเกตเห็นว่ามีจังหวะที่นับเดือนเอามือไปจับแขนของคุณแม่ แล้วคุณแม่มีอาการเอี้ยวตัวหลบและดึงแขนกลับ ในลักษณะที่คล้ายกับอาการผวา ซึ่งคุณวันระบุว่าข้อพับแขนขวาของคุณแม่มีอาการระบมและบวมอยู่
ครอบครัวระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความผิดครั้งที่ 3 ของพี่เลี้ยงรายนี้ โดยในครั้งแรกและครั้งที่สองเธอเคยใช้วาจารุนแรงกับคุณแม่จนถูกตักเตือนไปแล้ว ซึ่งครั้งที่สองนั้น ลูกสาวของคุณปั้นเป็นผู้มาแจ้งแก่พ่อแม่หลังจากได้ยินนับเดือนใช้ถ้อยคำรุนแรง ข่มขู่ และเร่งรัดคุณแม่ในระหว่างที่พาเดินโดยใช้วอล์กเกอร์
หลังจากให้ออกจากการเป็นพี่เลี้ยงแล้ว ในวันที่ 24, 25 และ 26 สิงหาคม คุณปั้นได้ทำการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม ได้พบหลักฐานการทำร้ายร่างกายเพิ่มเติมอีกจำนวนมาก โดยมักเกิดขึ้นในช่วงที่คุณปั้นออกไปทำงานหรือตอนหลับ และในบางคลิปคุณแม่ถึงกับร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อตรวจสอบคลิปหลักฐานต่าง ๆ ยิ่งพบพฤติกรรมความรุนแร งซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของนับเดือนที่ระบุว่าทั้งหมดคือการทำกายภาพบำบัด
ในคลิปปรากฏว่าคุณแม่มักถูกปลุกขึ้นมากลางดึก เช่น เวลา 3 ทุ่ม, เที่ยงคืน หรือเวลาตี 3 เพื่อเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูป แต่การกระทำดูรุนแรงและใช้เสียงดัง นอกจากนี้ยังมีคลิปที่นับเดือนจับคุนณแม่ยืดแขนยืดขาอย่างแรงและเร็ว มีการกระแทกขาของคุณแม่ลงกับเตียง และคุณแม่ต้องจะต้องส่งเสียงนับจำนวนครั้งที่ทำด้วย ในกล้องวงจรปิดยังมีคลิปการกระชากคอคุณแม่ การกดศีรษะและกดคอลง รวมถึงการบิดดัดแขนของคุณแม่ยืดขึ้นไปจนสุดจนร่างกายส่วนบนลอยยกขึ้นจากเตียง
นอกจากกนี้ ในระหว่างป้อนอาหาร รับเดือนจะใช้ช้อนตักพูน ๆ แล้วยัดกระแทกเข้าไปในปากของคุณแม่ติดต่อกันโดยไม่รอให้เคี้ยว จนคุณแม่เกิดอาการสำลัก และเมื่อครอบครัวไล่ดูเวลาอย่างละเอียดก็พบพฤติกรรมการด่าทอด้วยคำหยาบคาย เช่นสมองหมา มีการกดหน้า กดแก้ม บิดนิ้วหัวแม่เท้าซ้าย ยกดัดแขนซ้ายของคุณแม่จนหลังมือไปกระแทกเข้ากับเหล็กแกนผ้าม่านหัวเตียงอย่างแรงซ้ำ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับรอยเขียวช้ำที่บริเวณหลังมือ
ในภายหลังที่คุณปั้นได้เข้ามาดูแลและพาคุณแม่อาบน้ำด้วยตนเอง ทำให้คุณแม่เริ่มจดจำเหตุการณ์ได้และเล่าให้ฟังเองโดยที่ลูกชายไม่ได้ถามว่า พี่เลี้ยงชอบกระชากหัว เอาแขนดันคาง ปล่อยตัวกระแทกกับรถเข็นอาบน้ำ และยกร่างกายกระแทกเตียงอย่างรุนแรงขณะเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูป
เมื่อคุณปั้นถามคุณแม่ว่า เหตุใดจึงไม่เคยบอกเรื่องนี้ คุณแม่ระบุว่าหากนำเรื่องไปฟ้องลูก พี่เลี้ยงจะทำรุนแรงกว่าเดิม ทางครอบครัวจึงตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ. เมืองชลบุรี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ซึ่งทางพนักงานสอบสวนได้ชี้แจงว่า คดีทำร้ายร่างกายมีอายุความ 1 ปี และจำเป็นต้องใช้ใบตรวจร่างกายจากแพทย์นิติเวช ซึ่งใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ คุณปั้นและคุณวันจึงตัดสินใจประสานงานไปยังคุณเอกภพ เพจสายไหมต้องรอด เพื่อนำคลิปหลักฐานเหล่านี้มาเผยแพร่เตือนภัยแก่สังคมในระหว่างที่รอผลทางคดีความ ซึ่งขณะนี้คดีความกำลังอยู่ระหว่างการเรียกสอบปากคำนับเดือน
ทางด้าน นับเดือน พี่เลี้ยงผู้ถูกกล่าวหา ได้ชี้แจงโต้แย้งทุกข้อกล่าวหาผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยให้ข้อมูลว่าตนเองอายุ 44 ปี และประกอบอาชีพดูแลผู้สูงอายุมานานกว่า 24 ปี เธอยอมรับว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและไม่ได้เรียนจบหลักสูตรด้านกายภาพบำบัดมาโดยตรง แต่เป็นการเรียนรู้ทักษะจากการพาคนไข้ที่เคยดูแลไปทำกายภาพที่โรงพยาบาล และได้รับการฝึกสอนแนะนำจากนักกายภาพบำบัดประจำโรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
สำหรับร่องรอยเขียวช้ำตามร่างกายคุณแม่นั้น นับเดือนปฏิเสธว่าไม่ได้เกิดจากการทำร้ายของเธอ โดยอ้างว่าเมื่อมาทำงาน 6 วันแรกก็พบรอยฟกช้ำเขียวช้ำตามขาอยู่แล้ว เนื่องจากคุณแม่กินยาละลายลิ่มเลือด ทำให้เกิดรอยช้ำง่ายมากแม้โดนกระทบกระทั่งเพียงเล็กน้อย ทั้งยังระบุว่าเคยถามคุณแม่ถึงรอยช้ำเหล่านี้ และคุณแม่เป็นผู้ตอบเองว่ารอยเหล่านี้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว
นับเดือนยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเธอไม่เคยกระทำการรุนแรงหรือทำร้ายร่างกายคุณแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียว พร้อมทั้งยกผลลัพธ์มาพิสูจน์ว่า จากเดิมที่คุณแม่มีอาการแขนขาเกร็ง ตัวแข็งเหมือนไม้ และไม่สามารถพลิกตัวได้ ปัจจุบันหลังจากเธอช่วยดูแลทำกายภาพบำบัดให้ คุณแม่สามารถพลิกตะแคงตัวซ้ายขวาได้เอง ดัดขยับจนข้อมือข้อศอกที่เคยหงิกงอหายเกร็ง ยืนพยุงตัวเกาะวอล์กเกอร์ข้างเตียงได้วันละ 15 นาที และเริ่มเดินรอบบ้านได้แล้ว
ในกรณีที่มีภาพคล้ายใช้ข้อศอกกดศีรษะคุณแม่เพื่อดึงเสื้อขึ้น เธอบอกว่าไม่ได้กดหัว แต่คุณแม่มักจะชอบก้มหัวและเกร็งตัวต่อต้านเวลาพาไปอาบน้ำในห้องน้ำ และมักบิดตัวไถลตัวลงจากรถเข็นอาบน้ำที่เปียกและลื่นสบู่จนเกือบตก เธอจึงต้องออกแรงยกประคองตัวต้านแรงเกร็งของผู้ป่วย
ส่วนภาพการกระแทกแขนเข้ากับเหล็กม่านหัวเตียง เธอยืนยันว่าไม่ได้ทำรุนแรงและม่านก็ปลิวอยู่แล้ว อีกทั้งในกล้องจะเห็นว่าเธอใช้มือของตัวเองเข้าไปรองบังหลังมือของคุณแม่ไว้เพื่อกันกระแทก เป็นมือเธอต่างหากที่โดน
สำหรับข้อสงสัยเรื่องการปลุกคุณแม่ขึ้นมาในช่วงตีสามตีสี่ เธอยืนยันว่าไม่ได้ทำกายภาพบำบัดในช่วงเวลานั้น แต่เป็นการเข้าไปดูแลพลิกตัวและเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูปตามตารางงานเนื่องจากคุณแม่ปัสสาวะ ซึ่งเธอเอาใจใส่ดูแลพลิกตัวไม่เคยปล่อยให้ผู้ป่วยต้องนอนแช่ปัสสาวะ
ในประเด็นเรื่องการด่าทอด้วยคำว่าสมองหมา นับเดือนปฏิเสธว่าไม่เคยพูด แต่ยอมรับว่าเคยพูดคำว่า “หนูพูดภาษาคนนะคะ หนูไม่ได้พูดภาษาหมา ทำไมฟังไม่รู้เรื่อง” ด้วยความเหนื่อยล้า เนื่องจากผู้ป่วยบิดตัวต้านหนักจนเกือบไถลตกจากรถเข็น
และเรื่องการยอมรับสารภาพกับคุณปั้นว่าได้ตีขาคุณแม่ นับเดือนก็ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดยอมรับ คำขอโทษในวันนั้นเป็นเพียงการพูดเพื่อระงับอารมณ์และตัดปัญหาให้ญาติผู้ป่วยใจเย็นลงเท่านั้น พร้อมทั้งยืนยันว่า สิ่งที่ครอบครัวกล่าวหา รวมถึงเรื่องการห้ามไม่ให้ผู้ป่วยไปฟ้องลูกชาย ล้วนเป็นการใส่ความเธอ และเธอขอเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตนเอง โดยเธอกล่าวว่า ตนเองทำตามหน้าที่ ดูแลจนคุณแม่สามารถเดินและพลิกตัวได้เอง ทั้งที่ตอนเริ่มงานวันแรกคุณแม่มีสภาพตัวแข็งเกร็งเหมือนไม้และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย
หนุ่ม กรรชัย ถามย้ำว่า สรุปแล้วเธอได้ตีขาคุณแม่จริงหรือไม่ นับเดือนตอบว่าเธอทำการแตะและตีเบา ๆ เท่านั้น ไม่ได้ตีรุนแรง และยืนยันว่าเธอไม่ได้ทำร้ายร่างกาย เพราะหากเธอคิดจะทำร้ายจริงก็คงทำไปตั้งแต่วันแรก ๆ แล้ว สำหรับเสียงดุว่าและเสียงดังคล้ายการทุบตีที่เกิดขึ้นในห้องน้ำ นับเดือนชี้แจงว่าภาพกล้องวงจรปิดทำให้เสียงดูดังกว่าความเป็นจริง แม้แต่เสียงดื่มน้ำก็ยังได้ยินชัดเจน ซึ่งเธอก็รู้ตัวอยู่แล้วว่ามีกล้องบันทึกภาพอยู่ สาเหตุที่เธอต้องดุและสั่งให้คุณแม่นั่งตรง ๆ เป็นเพราะคุณแม่มักจะชอบบิดตัวเวลาอาบน้ำ จำเป็นต้องพูดตักเตือน
เรื่องการเช็ดศีรษะและจับล็อกคอ นับเดือนอธิบายว่าคุณแม่มีพฤติกรรมชอบก้มคอและตะแคงคอหนีเวลาเช็ดหัวหรือสระผม เธอยืนยันว่าไม่ได้ทำการบิดหรือล็อกคอแต่อย่างใด หากเธอทำรุนแรงขนาดนั้นจริงก็คงจะคอเคล็ดไปแล้ว
ระหว่างการชี้แจง คุณเอกภพได้ตั้งคำถามว่า นับเดือนมีแม่หรือไม่ ซึ่งนับเดือนตอบว่ามี เมื่อถามต่อว่าแล้วทำแบบนี้กับแม่ตัวเองหรือไม่ นับเดือนตอบว่าไม่ คุณเอกภพจึงย้อนว่าแล้วทำไมถึงทำกับแม่คนอื่น
นอกจากนี้ยังมีภาพที่นับเดือนใช้เข่ากดทับตักของคุณแม่ รวมถึงมีการยกขาขึ้นสูง แต่นับเดือนโต้แย้งว่าเธอไม่ได้กดทับร่างกายคุณแม่ แต่เป็นการวางเข่าไว้ตรงหว่างขา เนื่องจากรถเข็นมีสภาพชำรุดล็อกไม่อยู่จึงต้องใช้แรงกดไว้ ซึ่งเธอก็แจ้งปัญหานี้ให้ญาติทราบแล้ว ส่วนที่ดูเหมือนการเตะขาคุณย่านั้น นับเดือนอ้างว่าเกิดจากการที่คุณย่ายกขาขึ้นมาเกี่ยวขาของเธอเอง และกล่าวตัดพ้อว่าสังคมได้ตัดสินเธอไปแล้ว เหมือนเธอพยายามฆ่า ทั้งที่เธอไม่ได้มีเจตนาทำร้ายและเพียงต้องการดูแลให้หายเท่านั้น
จากนั้น รายการได้ต่อสายเพื่อรับฟังความเห็นทางวิชาการจาก ศ. ดร. กภ. รำภา บุญสินสุข เลขาธิการสภากายภาพบำบัด โดย ดร. รำภา ระบุว่า การทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะต้องทำด้วยความนุ่มนวลอย่างที่สุด ไม่มีการกระแทกกระทั้น เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีกล้ามเนื้อช่วยพยุงข้อต่อ การกระทำที่รุนแรงจะทำให้ข้อต่อและเอ็นบาดเจ็บ ภาพการยกขาขึ้นสูงเกินไปและฉีกขาแรง ๆ ในคลิปนั้นถือเป็นการฝืนช่วงเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยและทำให้บาดเจ็บได้
ในประเด็นการเปลี่ยนเสื้อผ้า วิชาชีพกายภาพบำบัดจะไม่มีการกดศีรษะหรือกดคอผู้ป่วยลงเพื่อถลกเสื้อผ้า แต่จะใช้วิธีเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ่าหน้าที่มีกระดุมเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ส่วนการสระผมและเช็ดตัว ดร. รำภา ยืนยันว่านักกายภาพบำบัดจะไม่มีการนำร่างกายของตนเอง เช่น เข่า ไปกดทับตัวผู้ป่วย
นอกจากนี้ ดร. รำภา ชี้แจงในประเด็นข้อกฎหมายว่า การประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง หากไม่มีจะมีความผิดตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2547 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้นักกายภาพบำบัดตัวจริงจะไม่ได้มีหน้าที่อาบน้ำหรือสระผมให้ผู้ป่วยโดยตรง แต่จะสอนให้ญาติหรือผู้ดูแลช่วยขยับแขนขาเบื้องต้นและพลิกตั วเพื่อป้องกันแผลกดทับเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือการสื่อสารกับผู้ป่วยต้องทำด้วยความสุภาพ อดทน และเข้าใจ ไม่ใช่การด่าทอหรือพูดจารุนแรงใส่ผู้ป่วย
ภายหลังการรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นับเดือนยอมรับว่าเมื่อนักกายภาพบำบัดระบุว่าวิธีของเธอไม่ถูกต้อง เธอก็ยอมรับตามนั้น แต่เธอยังคงอ้างว่า ตนเองทำตามหน้าที่ดูแลจนคุณย่าสามารถเดินและพลิกตัวได้เอง การทำกายภาพบำบัดของเธอนั้นเกิดจากความเต็มใจและยินยอมของญาติผู้ป่วย หากญาติสั่งไม่ให้ทำเธอก็จะไม่ทำ เหมือนกับเคสอื่น ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งทนายแก้วได้ชี้ว่า นับเดือนไม่มีสิทธิ์ทำกายภาพบำบัดเนื่องจากไม่มีใบประกอบวิชาชีพ และความไว้วางใจของญาติไม่ได้หมายความว่าเธอจะสามารถใช้ความรุนแรงหรืออารมณ์ดุดันในการฝืนดึงแข้งขาของผู้ป่วยได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาฐานข่มขืนใจและทำร้ายร่างกาย
คุณปั้น กล่าวว่า ตนเองเห็นเห็นนักกายภาพทำกายภาพให้แม่ ซึ่งมีความนุ่มนวลแตกต่างจากสิ่งที่นับเดือนกระทำอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งขณะที่นับเดือนลงมือทำรุนแรงจนคุณแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด แต่นับเดือนก็ไม่เคยหยุดทำ ซึ่งนับเดือนพยายามชี้แจงโต้กลับว่า คุณปั้นและคุณวันเป็นฝ่ายบ่นให้เธอฟังเองว่าการจ้างนักกายภาพบำบัดตัวจริงนั้นราคาแพงและอาการไม่ดีขึ้นจึงได้ยกเลิกไป ซึ่งเธอยอมรับว่าวิธีการของตนเองอาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชาชีพ แต่มุ่งหวังอยากให้หาย และทำจนคุณแม่เดินได้จริง แต่คุณปั้นและคุณวันยืนยันว่า ปัจจุบันคุแม่ยังไม่สามารถเดินได้
คุณเอกภาพ ระบุว่า การพูดคุยและดำเนินคดีผ่านทางตำรวจเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เนื่องจากข้อโต้แย้งต่าง ๆ ที่นับเดือนพยายามชี้แจงนั้นขัดแย้งกับหลักฐานคลิปวิดีโอทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ทางนับเดือนยังมีมุมมองเพียงด้านเดียวว่าตนเองได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว
คุณปั่นเผยว่า ภายหลังจากที่นับเดือนไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลแล้ว อาการของคุณแม่กลับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันคุณแม่สามารถยกขาขึ้นเองได้แล้ว คุณปั้นได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า ในช่วงที่นับเดือนยังเป็นผู้ดูแลอยู่นั้น คุณแม่ไม่มีความสามารถแม้กระทั่งจะหยิบแก้วน้ำเองได้ แต่ในปัจจุบันเมื่อคุณปั้นพาคุณแม่อาบน้ำและยื่นแก้วน้ำไปให้เพื่อบ้วนปากแปรงฟัน คุณแม่สามารถยื่นมือจับแก้วน้ำด้วยตนเอง ยกขึ้นดื่ม และบ้วนปากได้เองทันที ขาของคุณแม่ที่เคยได้รับบาดเจ็บและมีอาการสั่นเกร็งจนยกไม่ได้ ปัจจุบันก็สามารถยกได้สูงและเยอะขึ้นมาก ดูเหมือนคุณแม่จะสบายใจขึ้น พูดจาเยอะขึ้น กลางคืนก็ได้นอนยาว ๆ ขยับแข้งขยับขาได้มากขึ้น
เวลาจับยืดแขนยืดขา คุณปั้นจะคอยซักถามคุณแม่ตลอดว่าเจ็บหรือตึงตรงไหนหรือไม่ หากคุณแม่บอกว่าตึงก็จะทำเท่าที่ไหวและทำเบา ๆ ไม่ฝืน ไม่บังคับขู่เข็ญ
ในส่วนของการดำเนินคดีความ คุณปั้นได้แจ้งความร้องทุกข์และประสานงานกับพนักงานสอบสวน สภ. เมืองชลบุรี ซึ่งใบแจ้งความร้องทุกข์ในเบื้องต้นระบุข้อหาทำร้ายร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อได้พูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับร้อยเวรเจ้าของคดี ทางตำรวจพยายามใองว่าอาจเป็นการทำร้ายร่างกายแบบหลายกรรมต่างวาระ
นอกจากนี้ ทนายแก้วยังได้ให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่ครอบครัวเพิ่มเติมว่าควรประสานให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 เรื่องการทำให้ตกใจ ข่มขู่ หรือบังคับให้เกิดความกลัว รวมถึงความผิดเฉพาะทางตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2547 มาตรา 28 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 50 เพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินคดีร่วมกับพนักงานสอบสวน
สุดท้าย คุณเอกภพ ระบุว่า จะต้องผลักดันคดีนี้ให้ถึงที่สุด ทั้งในประเด็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดเกี่ยวกับวิชาชีพ เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบศูนย์ดูแลหรือกลุ่มบุคคลที่แอบอ้างทำกายภาพบำบัดโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยที่ญาติผู้ป่วยบางคนก็ไม่รู้