จากกรณีที่เจ้าอาวาสวัดม่วง ย่านบางแค ส่งไวยาวัจกรแจ้งความว่า เงินสด 10 ล้านบท และทองคำหนัก 250 บาท รวมมูลค่า 12 ล้านบาทหายไปจากกุฏิ ล่าสุด เพจดาวแปดแฉกโพสต์เบื้องลึกคดีดังกล่าวว่า
"อยากให้ตำรวจจับคนร้ายได้ไวๆ ที่ผ่านมาถูกลักทรัพย์ภายในวัดหลายครั้งยังจับไม่ได้ เงินคือเงินส่วนตัวและทองคำที่ซื้อมาจากเงินส่วนตัว ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดในห้องที่ติดกระดาษไว้ในห้องส่วนตัว เพราะคิดว่าเวลาจำวัด หรือเปลี่ยนจีวร ดูจะไม่เหมาะสมหากภาพหลุดไปก็เอากระดาษมาปิดกล้องไว้ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงอย่างที่พระบางรูปเข้าใจและพูดไปเรื่อยกับนักข่าว
นี่คือคำพูดของพระราชวัชรพัฒนาทร เจ้าอาวาสวัดม่วงให้สัมภาษณ์โดยสรุปกับสื่อมวลชน ช่วงเย็นของวันที่ 2 ก.ค.2568 ที่กุฏิภายในวัดม่วง อีกทั้งยังส่งภาพประตูห้องในกุฏิมีร่องรอยงัดให้สื่อมวลชน
การให้สัมภาษณ์ของเจ้าอาวาส โดยเฉพาะทรัพย์สินส่วนตัวที่ถูกลักทรัพย์นั้นมาจากเงินส่วนตัว ก็อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าอาวาสบวชมาแล้วกว่า 40 พรรษา รับกิจนิมนต์จากลูกศิษย์ อาจพอที่จะมีเงินเก็บสะสมไว้ได้ แต่เงินส่วนตัวที่อยู่ในธนาคารที่อาจไม่คุ้นชื่อแต่ให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง หากเก็บเอาไว้ในธนาคารก็ไม่ได้ดอกเบี้ยมากกว่าเดิม
ทำให้ลูกศิษย์บางคนมีประสบการณ์เก็งกำไรทองคำ แนะนำให้ถอนเงินเพื่อซื้อทองคำเก็งกำไร เมื่อถึงเวลาได้กำไรมากกว่าดอกเบี้ยจากธนาคาร
เงินสด 10 ล้านบาท ถูกถอนออกจากธนาคารครั้งแรก และถูกนำไปซื้อทองคำ น้ำหนักรวม 300 บาท จากห้างทองชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยทองคำที่ซื้อมาถูกนำมาไว้ที่ห้องส่วนตัวในกุฏิ โดยใส่กระเป๋าไว้
ต่อมาเมื่อราคาทองพุ่งสูงขึ้น เจ้าอาวาสก็ยังไม่ปล่อยขาย มาดูทองคำในกระเป๋า กลับพบว่าทองคำจาก 300 บาท หายไป 50 บาท เหลือเพียง 250 บาท เจ้าอาวาสเก็บเรื่องเงียบ ไม่บอกใคร แต่เมื่อราคาทองคำยังพุ่งสูงขึ้น ก็ยังได้คำแนะนำให้ซื้อทองคำเก็บไว้เพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินมาทำนุบำรุงวัดหรือสร้างอะไรเพิ่ม
เจ้าอาวาสตัดสินใจไปเบิกเงินสด 10 ล้านบาทจากธนาคาร เพื่อไปซื้อทองก่อนวันที่ 29 พ.ค.2568 มาเก็บไว้ที่กุฏิ แต่เมื่อถึงเวลารอที่จะให้ลูกศิษย์ไปซื้อทองคำที่ห้างทอง แต่ลูกศิษย์ บอกว่าติดธุระบ่อยครั้ง จนกระทั่งวันที่ 29 มิ.ย.2568 เจ้าอาวาสมาดูทรัพย์สินอีกครั้ง ปรากฏว่าทองคำน้ำหนักรวม 250 บาท และเงินสด 10 ล้านบาทหายไปจากกระเป๋า
จึงแจ้งให้ตำรวจ สน.เพชรเกษม ที่ตั้งอยู่ใกล้กับวัดทราบเหตุ เบื้องลึกที่ตำรวจได้จากผู้เสียหาย หากเป็นเช่นนั้นจริง!? นั่นหมายความว่า คนที่เราไว้ใจอาจเป็นคนที่อันตรายที่สุด"