มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแสthaich3ช่อง 3 กด 33
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube
honekrsaaehonekrsaae
thaich3ช่อง 3 กด 33honekrsaae
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
search
ปิด
honekrsaae
honekrsaae
มาร่วมตีแผ่กระแสที่แรงที่สุดในสังคม กับรายการโหนกระแส
thaich3ช่อง 3 กด 33
หน้าหลัก
ข่าวกำลังโหน
โหนทุกข่าว
โหนบันเทิง
โหนไปมู
โหนร้องทุกข์
วีดีโอ
Live
ติดต่อเราfacebooktiktokxyoutube

“ทนายสายหยุด” สู้สุดใจคดี “นานา” คือการกู้ยืมเงิน ขณะที่ “ทนายสวัสดิ์” งัดความไม่ชอบมาพากลของพฤติกรรมสู้ ว่าเป็นเจตนาฉ้อโกง “ดาด้า” เตรียมแจ้งความ เพราะเสียหายเหมือนกัน


ข่าวด่วน
5 ธันวาคม 25684,351
“ทนายสายหยุด” สู้สุดใจคดี “นานา” คือการกู้ยืมเงิน ขณะที่ “ทนายสวัสดิ์” งัดความไม่ชอบมาพากลของพฤติกรรมสู้ ว่าเป็นเจตนาฉ้อโกง “ดาด้า” เตรียมแจ้งความ เพราะเสียหายเหมือนกัน

รายการโหนกระแสวันนี้ วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกรณีมหากาพย์คดีฉ้อโกงประชาชน ของ นานา ไรบีนา ที่กำลังเป็นข่าวดัง โดยมีผู้เสียหาย 17 คน มูลค่าความเสียหายตามที่ตำรวจ ปอศ. ระบุคือ 195 ล้านบาท ซึ่งประเด็นที่สังคมสงสัยคือการที่คุณนานาได้รับการประกันตัวในชั้นศาลด้วยวงเงิน 1 ล้านบาท โดยไม่ต้องติดกำไล EM ทั้งที่มีมูลค่าความเสียหายสูง รวมถึงข้อสงสัยเรื่องสเตทเมนต์ปลอมและการกล่าวอ้างเรื่องธุรกิจ โดยวันนี้ในรายการมี ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของคุณนานา มาร่วมพูดคุย พร้อมด้วย ดีเจดาด้า หนึ่งในผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนสนิท และ ทนายแก้ว มาร่วมวิเคราะห์ข้อกฎหมาย

 

ดีเจดาด้า ในฐานะผู้เสียหาย เปิดเผยว่าตนโอนเงินให้นานาไปเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แบ่งเป็น 2 ยอด ยอดแรกคือการซื้อหุ้นบริษัท 1 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 2 ล้านบาท และอีกยอดคือเงินให้ยืม 1 ล้านบาท รวมความเสียหาย 3 ล้านบาท โดยจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน นานาเคยโทรมาหาและร้องไห้หนักมาก ก่อนจะเดินทางมาหาที่บ้านซึ่งตอนนั้นมีดาด้าและเพื่อนอีกคนอยู่ด้วย นานาเล่าว่ากำลังเดือดร้อนหนัก มีหนี้สินอยู่ 168 ล้านบาทและต้องหาเงินมาจ่ายภายใน 3 เดือน ดาด้าตกใจมากและพยายามช่วยเพื่อนคิดหาทางออก โดยแนะนำให้รีไฟแนนซ์บ้านหรือนำสินทรัพย์ไปค้ำประกัน แต่นานาบอกว่ามีเงินสดอยู่ 50 ล้านบาท ยังขาดอีกร้อยกว่าล้าน ดาด้าจึงแนะนำให้นานาลองไปปรึกษาคนรู้จักคนหนึ่งเผื่อจะช่วยเหลือได้ ซึ่งหลังจากนั้น 2-3 วัน นานาก็กลับมาบอกว่าเคลียร์ปัญหาได้แล้วโดยการยืมเงินจากแหล่งเงินทุนแหล่งหนึ่ง ทำให้ดาด้าเข้าใจมาตลอดว่าเพื่อนมีเจ้าหนี้เพียงรายเดียวและกำลังทยอยใช้หนี้อยู่

 

ต่อมา นานาได้ชักชวนดาด้าให้ซื้อหุ้นบริษัท โดยอ้างว่ามีผู้ถือหุ้นเดิมจะถอนหุ้นออก จึงเสนอขายให้ดาด้า 1 เปอร์เซ็นต์ ในราคา 2 ล้านบาท ซึ่งดาด้าตัดสินใจซื้อเพราะเห็นว่าธุรกิจของเพื่อนมีกำไรดีและเคยซื้อแฟรนไชส์ร้านตัดผมของเพื่อนมาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้วและไม่มีปัญหาอะไร โดยมีการทำสัญญาซื้อขายหุ้นกันแบบส่วนตัว แต่ยังไม่ได้ไปเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือหุ้นที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพราะนานาอ้างว่าจะรอเปลี่ยนทีเดียวล็อตใหญ่ ส่วนเงินอีก 1 ล้านบาท เป็นการที่นานามาขอยืมเงินเมื่อเดือนสิงหาคม โดยมีการตีเช็คค้ำประกันไว้ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเพิ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

หนุ่ม กรรชัย ถามถึงกรณีที่ดาด้าเคยออกมาปกป้องนานาในช่วงแรก ดาด้ายอมรับว่าตอนนั้นตนเชื่อโดยสนิทใจว่าเพื่อนมีปัญหาหนี้สินแค่เจ้าเดียวตามที่เพื่อนเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาเมื่อ 2 ปีก่อน ประกอบกับตลอดเวลาที่ผ่านมา นานาจะคอยอัปเดตสถานการณ์การใช้หนี้ให้ฟังตลอด ทำให้ตอนที่เห็นข่าวว่าเพื่อนไปหลอกลวงคนจำนวนมาก ตนจึงรู้สึกว่าข่าวนั้นไม่จริงและออกมาพูดแก้ต่างให้ จนกระทั่งหนุ่ม กรรชัย โทรไปเตือนสติว่าอย่าเพิ่งออกตัวแรง ให้รอดูข้อเท็จจริงก่อน ทำให้ดาด้าเริ่มฉุกคิด นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการหย่าร้าง ที่นานาเคยบอกดาด้าว่าได้เซ็นใบหย่ากับสามี (เวย์) แล้ว เพื่อเหตุผลทางธุรกิจและการจัดการหนี้สิน ซึ่งดาด้าก็เชื่อตามนั้นและนำไปพูดในรายการหนึ่ง แต่ปรากฏว่าความจริงคือยังไม่ได้หย่า ทำให้ดาด้าเริ่มสงสัยว่าเรื่องที่เพื่อนเล่าอาจจะเป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อให้ตนเห็นใจและยอมช่วยเหลือเรื่องเงินหรือไม่

 

ทางด้าน ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู ทนายความของคุณนานา ได้ชี้แจงประเด็นเรื่องการประกันตัวว่า ตามปกติในชั้นสอบสวนของตำรวจมักจะไม่ให้ประกันตัว โดยจะเรียกหลักทรัพย์สูงถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าความเสียหาย ซึ่งในคดีนี้หากคิดตามยอดความเสียหายก็ต้องใช้เงินถึง 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะหาเงินสดขนาดนั้นได้ทันที จึงต้องไปยื่นประกันในชั้นศาลแทน โดยศาลจะพิจารณาวงเงินประกันจากอัตราโทษสูงสุดของข้อหา ซึ่งคดีนี้คือ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินฯ ทนายสายหยุดจึงยื่นคำร้องขอประกันตัวด้วยวงเงิน 1 ล้านบาท พร้อมเขียนเหตุผลประกอบอย่างละเอียด โดยชี้ให้เห็นว่ายอดความเสียหายตามคำร้องฝากขังอยู่ที่ 152 ล้านบาท ไม่ใช่ 400 ล้านตามที่เป็นข่าว และได้จำแนกกลุ่มผู้เสียหายออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มเทรดหุ้น กลุ่มกู้ยืม กลุ่มลงทุน และกลุ่มยืมเงิน ซึ่งทนายสายหยุดมองว่ากลุ่มที่อ้างว่าเป็นการให้กู้นั้น บางรายมีการทำสัญญารับสภาพหนี้และคิดดอกเบี้ยเกินอัตรา จึงมองว่าความเสียหายจริงอาจจะไม่ถึงยอดที่ระบุไว้

 

ทนายสายหยุด ยังเปิดเผยถึงเหตุผลสำคัญที่ศาลให้ประกันตัวคือ พฤติการณ์ไม่มีเจตนาหลบหนี โดยเล่าว่าเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ก่อนที่จะมีการออกหมายจับ ตนได้พาคุณนานาและน้องสาวเดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและขอเข้าพบพนักงานสอบสวน โดยไปนั่งรออยู่กว่า 2 ชั่วโมง และพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อจะขอมอบตัวหากมีหมายจับ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้รับตัวไว้ โดยทนายสายหยุดได้ทำหนังสือลงรับไว้เป็นหลักฐานและถ่ายรูปยืนยันว่าลูกความเดินทางมาจริง ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ถูกนำไปประกอบคำร้องขอประกันตัว ทำให้ศาลเห็นว่าผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

 

ต่อมา ทนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความฝั่งของคุณข้าวโพด (ผู้เสียหาย) ที่เดินทางมาเข้ารายการแบบปัจจุบันทันด่วนหลังจากได้รับการประสานงานจากหนุ่ม กรรชัย และคุณข้าวโพด โดยทนายสวัสดิ์เล่าว่ากำลังขับรถผ่านพระราม 4 เพื่อไปประชุม แต่เมื่อได้รับสายก็เลี้ยวรถมาทันที ซึ่งเมื่อมาถึงก็ได้ทักทายกับ ทนายสายหยุด เพ็งบุญชู หรือ "ทนายปาเกียว" ทนายความฝั่งคู่กรณี ซึ่งทั้งสองท่านยืนยันว่าไม่เคยเจอกันมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้ากัน

 

หนุ่ม กรรชัย เปิดประเด็นเรื่องข้อถกเถียงทางกฎหมายที่ค้างไว้จากช่วงที่แล้ว ระหว่างทนายแก้วและทนายสายหยุด ในประเด็นคำนิยามของคำว่า "ผู้ต้องหา" โดยทนายแก้วมองว่าในทางปฏิบัติของพนักงานสอบสวน คำว่าผู้ต้องหาจะเกิดขึ้นเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่ทนายสายหยุดแย้งโดยอ้างตำรากฎหมายและ ป.วิอาญา ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดถือเป็นผู้ต้องหาแล้ว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทนายสายหยุดพยายามพาคุณนานาไปมอบตัวตั้งแต่วันแรกเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ตำรวจไม่รับตัว อย่างไรก็ตาม ทนายสายหยุดย้ำว่า ถึงแม้ลูกความของตนจะถูกมองว่าเบี้ยวเงินเพื่อน แต่เขาก็มีสิทธิ์ที่จะมีทนายความเพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ว่าผิดหรือถูกก็ต้องไปว่ากันในศาล

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย เข้าสู่ประเด็นเรื่องมูลค่าความเสียหายตามเอกสารที่ตำรวจระบุไว้กว่า 152 ล้านบาท ทนายสายหยุดพยายามชี้แจงโดยใช้คำว่า "พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน" และพยายามจะสื่อว่าผู้เสียหายในคดีนี้คือรัฐ ส่วนคนที่เสียเงินเป็นเพียงพยาน แต่หนุ่ม กรรชัย รีบเบรกทันทีว่า "อย่ามาลักไก่" เพราะฝั่งผู้เสียหายยืนยันว่านี่คือการ "ลงทุน" ไม่ใช่การ "ให้กู้ยืม" หากทนายสายหยุดจะพยายามลากเข้าข้อกฎหมายเรื่องการกู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ยเกินอัตราเพื่อให้สัญญาเป็นโมฆะหรือเพื่อให้รูปคดีเปลี่ยนไป ตนจะไม่ยอมตามน้ำเด็ดขาด

 

ทนายสวัสดิ์ จึงได้เริ่มเปิดข้อมูลฝั่งผู้เสียหาย โดยยืนยันว่าพฤติการณ์นี้ไม่ใช่การกู้ยืม แต่เป็นการหลอกลวงให้ลงทุน โดยคุณนานาจะใช้วิธีการโปรยยาหอมว่ามีการปล่อยกู้ผลตอบแทนดี แต่อ้างว่า "อย่าไปคุยกับคนกู้นะ เขาไม่ชอบคนมากเรื่อง" ทำให้ผู้เสียหายอย่างคุณข้าวโพดเชื่อใจเพื่อนและโอนเงินไปลงทุนเรื่อยๆ โดยทนายสวัสดิ์ชี้ให้เห็นพิรุธสำคัญคือ ในช่วงวันที่ 22-24 กันยายน คุณนานาได้นำเช็คมาให้ดูและอ้างว่าถูก ปปง. อายัดบัญชีเพื่อสร้างเรื่องให้เพื่อนเห็นใจ จนกระทั่งความแตกเมื่อทนายสวัสดิ์ได้รับข้อมูลสลิปการโอนเงินที่นานาอ้างว่าโอนเงินไปยัง "บุคคลที่ 3" (สมมติชื่อนางสาวหมวย) เพื่อปล่อยกู้

 

ทนายสวัสดิ์ เล่าต่อว่า ได้ทำการตรวจสอบสลิปการโอนเงินที่คุณนานาส่งมาให้กลุ่มเพื่อนดู เพื่อยืนยันว่านานาก็โอนเงินส่วนของตัวเองไปลงทุนกับบุคคลที่ 3 แล้วเช่นกัน เพื่อชักจูงให้เพื่อนโอนเงินส่วนของเพื่อนตามไป ปรากฏว่าเมื่อตรวจสอบอย่างละเอียด พบความผิดปกติที่ชัดเจนมาก คือ "รหัสอ้างอิง" (Reference ID) ในสลิปการโอนเงินหลายใบ กลับเป็นเลขชุดเดียวกัน ทั้งที่วันเวลาและยอดเงินไม่ตรงกัน โดยหนุ่ม กรรชัย ได้ขึ้นภาพหลักฐานบนหน้าจอ เปรียบเทียบสลิป 2 ใบ ที่ใบหนึ่งลงวันที่ 2 กันยายน ยอด 1.9 ล้านบาท และอีกใบลงวันที่ 3 กันยายน ยอด 9.8 แสนบาท แต่ทั้งสองใบมีรหัสอ้างอิงเดียวกันเป๊ะ และยังมีสลิปชุดอื่นๆ อีกกว่า 6 ใบ และรวมแล้วนับ 10 ใบ ที่มีรหัสอ้างอิงซ้ำกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในระบบธนาคารจริง

 

เมื่อหลักฐานปรากฏชัดเจนต่อหน้า ทนายสายหยุด  ยอมรับกลางรายการทันทีว่า "มันปลอมอยู่แล้ว" ไม่ต้องตรวจอะไรมาก ถ้ารหัสเหมือนกันขนาดนี้ก็คือของปลอม พร้อมบอกว่าลูกความทำผิดก็ต้องยอมรับว่าผิด แต่ทนายสายหยุดพยายามจะอธิบายเหตุผลในการปลอมว่า อาจจะเป็นการปลอมเพื่อ "ประวิงเวลาการชำระหนี้" หรือปลอมเพื่อแสดงให้เพื่อนเห็นว่าตนเองก็โอนเงินไปร่วมลงทุนด้วยแล้ว (โอนคนละครึ่ง) เพื่อให้เพื่อนสบายใจ ซึ่งเป็นมุมที่ทนายสายหยุดจะใช้ต่อสู้ในศาลว่าเจตนาคือการกู้ยืมเงิน

 

แต่ทนายสวัสดิ์ แย้งกลับทันทีว่า การปลอมเอกสารนี้ไม่ได้ทำเพื่อประวิงเวลาหนี้ แต่ทำ "ก่อน" ที่ผู้เสียหายจะโอนเงิน เป็นการสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่านานาได้โอนเงินไปลงทุนแล้ว เพื่อให้ผู้เสียหายโอนเงินตามไป ดังนั้นเจตนาคือการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่เรื่องหนี้สิน ซึ่งหนุ่ม กรรชัย ก็เห็นด้วยกับมุมนี้ว่าลำดับเวลา (Timeline) มันฟ้องว่าสลิปปลอมถูกส่งมาก่อนเพื่อให้เหยื่อโอนเงิน

 

ในช่วงท้ายเบรก ทนายสวัสดิ์ ทิ้งท้ายประเด็นเรื่อง "หนังสือรับสภาพหนี้" ที่ฝ่ายนานาพยายามอ้างว่ามีการเซ็นรับสภาพหนี้กัน 70 ล้านบาท แต่ฝ่ายนานาอ้างว่าโอนคืนไปแล้ว 71 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ทนายสวัสดิ์เตรียมจะชี้แจงว่าทำไมถึงต้องมีการเซ็นเอกสารฉบับนี้ และข้อเท็จจริงเบื้องหลังคืออะไร โดยหนุ่ม กรรชัย บอกให้พักโฆษณาครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาเจาะลึกเรื่องเอกสาร ปปง. ปลอม และเหตุผลในการประกันตัวที่ยังไม่ได้พูดถึง

 

ต่อมากลับมาถาม ดีเจดาด้า ว่า หลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไร ดาด้าเปิดเผยว่าตอนนี้ได้ปรึกษาทนายความส่วนตัวแล้ว  ซึ่งทนายแนะนำว่ายังไงก็ต้องไปแจ้งความไว้ก่อน เพื่อรักษาสิทธิ์ทางกฎหมาย แต่หลังจากนั้นจะต้องมีการเจรจากับนานาอีกครั้งเรื่องกรอบการชำระหนี้ว่าจะคืนกันอย่างไร จะผ่อนจ่ายเป็นรายเดือนหรือกี่ปีก็ว่ากันไป โดยดาด้าย้ำจุดยืนชัดเจนว่า "ปักธงแล้วว่าอยากได้เงินคืน" ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเอาเพื่อนเข้าคุก หากมีเงื่อนไขการคืนเงินที่ชัดเจน ตนก็ไม่ติดใจที่จะไกล่เกลี่ย ซึ่งทนายแก้วเสริมว่า ในทางกฎหมายสามารถทำบันทึกตกลงกันได้ว่า หากลูกหนี้ชำระเงินคืนครบ เจ้าหนี้จะไม่ติดใจดำเนินคดีอาญา

 

จากนั้น หนุ่ม กรรชัย หันมาถามความเห็นของ ทนายสายหยุด  ในประเด็นนี้ แต่ทนายสายหยุดปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยระบุว่าตนเป็นทนายของนานา การจะไปแนะนำคู่กรณีเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามมารยาททนายความ

 

หนุ่ม กรรชัย จึงเจาะลึกไปที่ ทนายสวัสดิ์  ทนายความฝั่งคุณข้าวโพด โดยทนายสวัสดิ์ยังคงยืนกรานหนักแน่นว่า พฤติการณ์ทั้งหมดนี้คือ "การหลอกลงทุน" ไม่ใช่การกู้ยืมเงิน โดยอธิบายว่านานาได้สร้างเรื่องเท็จขึ้นมาว่ามีบุคคลที่ 3 ชื่อ "นางหมวย" เป็นคนปล่อยเงินกู้ที่ให้ดอกเบี้ยดี แล้วชักชวนให้ผู้เสียหายโอนเงินผ่านบัญชีนานาและบัญชีม้าอื่นๆ อีก 3-4 บัญชี เพื่อนำไปลงทุนปล่อยกู้กับนางหมวย นอกจากนี้ยังมีการหลอกให้ลงทุนในหุ้น และสร้างสลิปโอนเงินปลอมขึ้นมาแสดงเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อว่ามีการลงทุนจริง ซึ่งนี่คือองค์ประกอบของการฉ้อโกงชัดเจน

 

ในทางกลับกัน ทนายสายหยุด ยืนยันที่จะต่อสู้ในมุมว่าเป็น "การกู้ยืมเงิน" โดยโต้แย้งว่าผู้เสียหายรู้อยู่แล้วว่าการนำเงินมาให้นานา คือการให้นำไปปล่อยกู้ต่อเพื่อกินดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการกระทำที่หวังผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ดังนั้นผู้เสียหายจึงถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด หรือเป็น "ผู้ร่วมในการปล่อยดอก" ด้วย ซึ่งมุมนี้อาจส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องร้องได้ หรือสัญญาเป็นโมฆะ

 

ประเด็นนี้ทำให้ หนุ่ม กรรชัย ตั้งข้อสังเกตถามทนายสายหยุดว่า ในเมื่อฝ่ายผู้เสียหายยืนยันว่า "นางหมวย" ไม่มีตัวตนจริง การที่นานาไปบอกเพื่อนว่าจะเอาเงินไปให้นางหมวยกู้ แต่ความจริงเอาไปใช้เอง หรือเอาไปหมุน มันไม่ใช่การหลอกลวงหรือฉ้อโกงหรือ? ทนายสายหยุดพยายามอธิบายโดยยกข้อกฎหมายเรื่อง "พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน" ขึ้นมาต่อสู้ โดยระบุว่าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต้องมีผู้เสียหายตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และต้องมีการประกาศโฆษณาแก่บุคคลทั่วไป แต่ในกรณีนี้ นานาใช้วิธี "จิ้มทีละคน" คือทักไปขอยืมเพื่อนทีละคนในกลุ่มปิด ไม่ได้ประกาศต่อสาธารณะ จึงมองว่าไม่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

 

เมื่อทนายสายหยุดอ้างเรื่อง "จำนวน 10 คน" และนิยามของ "ประชาชน" ทนายแก้ว จึงแย้งขึ้นมาทันทีว่า ตามกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คำว่า "ฉ้อโกงประชาชน" ไม่ได้ดูแค่จำนวนคนในครั้งเดียว แต่การหลอกลวงคนหลายคนต่อเนื่องกัน แม้จะเป็นรายบุคคล ก็ถือเป็น "ประชาชน" ได้ (Sub-set ของประชาชน) แต่ทนายสายหยุดยังคงยืนยันในมุมของตนว่า กลุ่มเพื่อนในวงจำกัด (กลุ่มปิด) ไม่ถือเป็นประชาชน และข้อมูลที่ตนได้รับมาคือผู้เสียหายจริงๆ อาจไม่ถึง 10 คน เพราะบางกรณี (เช่น กรณีของคุณข้าวโพด) ผู้เสียหายไปชวนญาติพี่น้องมาร่วมลงขันกันเอง โดยที่นานาไม่ได้เป็นคนไปชวนโดยตรง ซึ่งเรื่องนี้ทนายสวัสดิ์ตัดบทว่า เรื่องจำนวนผู้เสียหายและข้อหาเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐาน พวกตนไม่ก้าวล่วง แต่ยืนยันจะนำเสนอข้อเท็จจริงพฤติการณ์การหลอกลวงให้ศาลเห็น

 

เพื่อขยายความให้ชัดเจน หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดหลักฐานสำคัญขึ้นจอ เป็นภาพ "แชตไลน์" ที่นานาคุยกับกลุ่มเพื่อน โดยมีข้อความเร่งรัดให้เพื่อนหาเงินมา เช่น "ลูกค้าต้องการ 3 ล้าน", "ดอกเบี้ย 7% เอาไหม", "เหลือเวลาอีก 5 นาที", "ลูกค้าจะปิดยอดแล้ว รีบโอนมา" ซึ่ง หนุ่ม กรรชัย ชี้ให้เห็นว่าพฤติการณ์แบบนี้คือการสร้างสถานการณ์บีบคั้นและเอาผลประโยชน์มาล่อใจ ทนายสายหยุดเมื่อเห็นหลักฐานก็ยอมรับว่า ถ้ามองในมุมของผู้กู้ ก็คือการบอกเพื่อนว่ามีการกู้ยืมเกิดขึ้นจริง แต่ทนายสวัสดิ์ชี้ทันทีว่า นี่คือหลักฐานของการ "หลอกให้หลงเชื่อ" ด้วยการสร้างตัวละครลูกค้าทิพย์และผลตอบแทนทิพย์ขึ้นมา ทั้งที่ความจริงไม่มีการกู้ยืมนั้นอยู่เลย

 

หนุ่ม กรรชัย ได้เล่าเสริมว่า ตนได้มีโอกาสคุยกับนานาเป็นการส่วนตัว ซึ่งนานายอมรับสารภาพกับหนุ่ม กรรชัย ทุกอย่างว่า "ยอมรับว่าผิดจริง" และ "ไม่ได้ปฏิเสธความผิด" โดยนานาอธิบายว่าสาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะหาเงินมาหมุนไม่ทัน จึงต้องไปโกหกคนนั้นคนนี้เพื่อเอาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยให้เจ้าหนี้รายอื่น (ลักษณะเหมือนงูกินหาง) ส่วนเงินต้นจริงๆ หายไปกับการหมุนเวียนจ่ายดอกเบี้ยจนหมดแล้ว เหลือใช้ส่วนตัวไม่ถึง 10-20%

 

จากนั้นมีการพูดถึงประเด็น "เช็ค 5 ใบ" ของ "เวย์" (สามีนานา) ที่นานานำมาให้เพื่อน ทนายสายหยุดยอมรับกลางรายการว่า นานาเป็นคนเอาเช็คของสามีมาเขียนเอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ "ประวิงเวลา" ไม่ให้เพื่อนทวงหนี้ ให้เพื่อนตายใจว่ามีเงินจ่ายแน่ๆ และประเด็นเรื่อง "เอกสาร ปปง." ที่เพื่อนบอกว่านานาเอามาอ้างว่าบัญชีถูกอายัด ทนายสายหยุดชี้แจงว่า นานาไม่ได้มีเอกสารราชการจริง แต่ใช้วิธีเปิดภาพในโทรศัพท์มือถือให้เพื่อนดู แล้วอ้างว่าโดนอายัด เพื่อขอเลื่อนการจ่ายเงิน ซึ่งก็เป็นการโกหกเพื่อประวิงเวลาหนี้เช่นกัน ไม่ได้หลอกเพื่อจะเอาเงินก้อนใหม่เพิ่ม

 

ในช่วงท้าย หนุ่ม กรรชัย ถามถึงความเคลื่อนไหวของ "เวย์" โดยทนายสายหยุดเล่าว่า เมื่อวานตนได้พาเวย์ไปที่กองบังคับการปราบปราม (กองปราบฯ) เพื่อจะขอรับของกลางคืน โดยเฉพาะ "แหวนแต่งงาน" ที่เวย์ต้องการนำไปใช้ขอแต่งงาน แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับขอให้เวย์ "เปิดกระเป๋าเงินดิจิทัล" (Hardware Wallet) เพื่อตรวจสอบ เพราะมีข่าวลือว่ามีเงินถูกโยกย้ายไปเป็นเหรียญคริปโทฯ จำนวนมาก ทนายสายหยุดจึงคัดค้านและไม่ยอมให้เปิด โดยยืนยันว่าตำรวจต้องมีหมายเรียกหรือหมายค้นที่ถูกต้องก่อนจะมาบังคับให้เปิดดูข้อมูลส่วนตัว ซึ่งสุดท้ายทนายสายหยุดเผยว่าในกระเป๋านั้นมีเพียง "เหรียญชิบะ" (Shiba Inu) ซึ่งเป็นเหรียญมีมราคาไม่กี่บาท ไม่ได้มีทรัพย์สินมหาศาลอย่างที่ลือกัน ส่วนเรื่องเวย์จะถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงหรือไม่ ต้องรอผลการสอบสวนว่ามีส่วนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด

 

บทสรุปของรายการ ทนายสายหยุดยอมรับว่าคดีนี้คงต้องสู้กันในชั้นศาลอย่างดุเดือด โดยฝ่ายนานาจะเน้นสู้ประเด็น "สัญญาเงินกู้" เพื่อลดโทศและความรับผิดทางอาญา ในขณะที่ทนายสวัสดิ์และผู้เสียหายจะสู้ในประเด็น "ฉ้อโกงประชาชน" และ "หลอกลงทุน" ซึ่งมีโทษหนักกว่าและอาจนำไปสู่คดีฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม ทนายสายหยุดเปรยทิ้งท้ายว่า หากเจรจากันได้ นานาก็อยากชำระหนี้ แต่ต้องดูความเป็นจริงว่านานาจะหาเงินจากไหนมาจ่าย เพราะตอนนี้เงินจมไปกับการหมุนหนี้หมดแล้ว ทางด้านดาด้าย้ำสุดท้ายว่า จะไปแจ้งความดำเนินคดี แต่ยังเปิดช่องสำหรับการเจรจาขอเงินคืนเสมอ

 


แท็กที่เกี่ยวข้อง
#ทนายสายหยุด#นานาไรบีนา