รายการโหนกระแสถกเดือดปมฉาวเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังมีกระแสข่าวลือหนาหูเรื่องสิทธิพิเศษกลุ่มทุนจีนสีเทา อดีตผู้ต้องขังแฉขบวนการ "วีไอพี" จ่ายเงินแลกสิทธิพิเศษเพียบ ทั้งพาหญิงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งและใช้มือถือราคาหลักล้าน
รายการโหนกระแสวันนี้ วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 พูดคุยกรณีข่าวฉาวสั่นสะเทือนวงการยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ หลังมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ว่ามีเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรือบุคคลภายในเรือนจำ อำนวยความสะดวกให้นำบุคคลภายนอกเข้าไปเยี่ยมผู้ต้องขังในวันอาทิตย์ ซึ่งตามระเบียบปกติไม่สามารถทำได้ อีกทั้งยังมีการกล่าวหาว่ามีการจัดหาหญิงสาว หรือนางแบบ เข้าไปให้บริการทางเพศแก่กลุ่มทุนจีนสีเทาถึงในเรือนจำ จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวน
หนุ่ม กรรชัย เปิดรายการโดยเกริ่นถึงประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นว่า เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมกำลังจับตามอง กรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีข่าวลือว่ามีบุคคลนำคนนอกเข้าไปในวันอาทิตย์ ซึ่งปกติเป็นวันที่งดเยี่ยมญาติ เพื่อให้ญาติไปเจอกับผู้ต้องขัง รวมไปถึงมีการ "เสิร์ฟเด็ก" หรือจัดหาผู้หญิงเข้าไปให้กลุ่มทุนจีนสีเทาได้ร่วมประเวณี จนกระทั่งมีการตรวจพบหลักฐานต่างๆ มากมาย โดยในวันนี้ทางรายการได้เชิญ ผู้พันตึ๋ง หรือ เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ อดีตผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด, คุณเบนซ์ และ คุณบอม อดีตผู้ต้องขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวมถึง พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ หรือ ผู้การแต้ม อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มาร่วมพูดคุยถึงข้อเท็จจริงและเบื้องลึกเบื้องหลังของวงการคุก
หนุ่ม กรรชัย เริ่มต้นด้วยการถามผู้การแต้มถึงที่มาที่ไปของข่าวนี้ว่าหลุดออกมาได้อย่างไร ซึ่งผู้การแต้มให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ได้แปลกใหม่อะไร ข้อมูลมักจะหลุดมาจากผู้ต้องขังเองที่นำเรื่องราวออกมาพูด จนนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนและพบว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุว่า มีการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่เรือนจำบางรายเดินทางไปต่างประเทศ ทั้งประเทศเพื่อนบ้านและมาเก๊า รวมแล้วกว่า 70 ครั้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบว่าไปทำไม และอาจมีเรื่องหนี้สินเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้เจ้าหน้าที่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อแลกกับผลประโยชน์
จากนั้น หนุ่ม กรรชัย หันมาสอบถาม ผู้พันตึ๋ง ในฐานะคนที่เคยอยู่ข้างในมานานเกี่ยวกับ "ห้องลับ" หรือ "ห้องใต้บันได" ว่ามีจริงหรือไม่ ผู้พันตึ๋ง ยืนยันว่าห้องดังกล่าวมีอยู่จริง เดิมทีอาจจะเป็นห้องเก็บของ แต่ภายหลังถูกดัดแปลงมาเป็นห้องรับรองสำหรับผู้หลักผู้ใหญ่ หรืออธิบดีเวลามาตรวจราชการ แต่ในทางปฏิบัติห้องนี้ถูกนำมาใช้สำหรับ "ภารกิจพิเศษ" หรือการเยี่ยมแบบพิเศษ โดยผู้พันตึ๋งระบุว่า ห้องนี้มักใช้รับรองคนที่มีชื่อเสียงหรือคนที่มีอิทธิพล
ในประเด็นเรื่องการเข้าเยี่ยมในวันอาทิตย์ ผู้พันตึ๋ง ยืนยันชัดเจนว่า ตามระเบียบแล้ว "ไม่ได้" และห้ามเด็ดขาด วันอาทิตย์ผู้ต้องขังจะต้องอยู่ภายในแดนของตนเองเท่านั้น ยกเว้นจะมีคำสั่งพิเศษ หรืออำนาจจากผู้บัญชาการเรือนจำที่มีข้อยกเว้นในการอนุโลม แต่โดยปกติวิสัยแล้วทำไม่ได้ ผู้พันตึ๋งเล่าเสริมว่า แม้จะมีการอนุโลมบ้างในวันทำการปกติสำหรับการเยี่ยมแบบใกล้ชิดหรือพบทนาย แต่การเปิดให้เยี่ยมในวันอาทิตย์ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก เว้นแต่จะเป็นระดับ VIP จริงๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ทางรายการได้เปิดแผนผังจำลองของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 แดน โดยผู้พันตึ๋งอธิบายรายละเอียดแต่ละแดนว่า แดน 1 เป็นแดนแรกรับสำหรับผู้ป่วยหรือคนพิการ แดน 2 เป็นแดนกักโรคสำหรับผู้มาใหม่ แดน 3 เป็นแดนความมั่นคงสูงหรือแดนเด็ดขาดสำหรับคนที่มีปัญหา แดน 4 เป็นแดนระหว่างรอจำแนก แดน 5 เป็นแดนสำหรับผู้ต้องขังรายสำคัญหรือผู้มีอิทธิพล แดน 6 สำหรับผู้ป่วยเรื้อรัง และแดน 7-8 เป็นแดนการศึกษาและแดนกักโรคเก่า ตามลำดับ โดยจุดที่เรียกว่า "ห้อง VIP" นั้น ผู้พันตึ๋งระบุว่าอยู่บริเวณแดน 1 ชั้นล่าง ห้องเบอร์ 11 และ 12 ซึ่งภายในมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างห้องน้ำในตัว ไม่ต้องใช้ส้วมหลุมเหมือนนักโทษทั่วไป และเคยมีระดับรัฐมนตรีมาพักอยู่
ผู้พันตึ๋ง ยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในคดีข่าวฉาวนี้ว่า ปกติการจะนำนักโทษออกจากแดนขังในวันอาทิตย์ พัศดีเวรจะต้องเป็นคนทำใบเบิกตัวออกมา แต่ปรากฏว่าในเคสที่มีการนำนักโทษจีนออกมานั้น พัศดีเวรกลับไม่ได้เป็นคนเซ็นเบิก และจนถึงตอนนี้พัศดีเวรคนดังกล่าวยังไม่ได้ถูกย้าย แต่คนที่เซ็นอนุมัติให้นำตัวออกมากลับเป็นระดับสั่งการที่สูงกว่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่ออกมา
ทางด้าน ผู้การแต้ม ได้เสริมในประเด็นเรื่อง "เงิน" กับความสะดวกสบายในคุกว่า เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง ใครมีเงินก็อยู่สบาย โดยยกตัวอย่างคดีดังในอดีตที่มีเจ้าพ่อคนหนึ่งติดคุก แล้วถึงขั้นสามารถขุดบ่อสร้างศาลากลางน้ำภายในเรือนจำ เพื่อใช้เป็นที่รับรองญาติให้เข้ามาเยี่ยมแบบส่วนตัวได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิพิเศษเหล่านี้มีมานานแล้วสำหรับคนที่มีกำลังทรัพย์และอิทธิพล ส่วนคนทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าถึงบริการเหล่านี้
ช่วงท้ายของคลิปแรก หนุ่ม กรรชัย ได้หันไปถาม คุณเบนซ์ อดีตผู้ต้องขังว่า เคยใช้บริการพิเศษแบบนี้หรือไม่ คุณเบนซ์ ยอมรับกลางรายการอย่างตรงไปตรงมาว่า "เคย" โดยระบุว่า ตนเองเคยเสียเงินจำนวน 50,000 บาท แลกกับเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ได้คุยกับแฟนสาวเป็นการส่วนตัว และเมื่อหนุ่ม กรรชัย ถามย้ำว่าใน 1 ชั่วโมงนั้นมีเรื่องเพศสัมพันธ์ด้วยหรือไม่ คุณเบนซ์ยอมรับว่า "มี" เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของคนรักกันที่ไม่ได้เจอกันนาน ซึ่งคำตอบนี้สร้างความตกตะลึงให้กับพิธีกรและผู้ร่วมรายการเป็นอย่างมาก
ต่อเนื่องจากช่วงแรก หนุ่ม กรรชัย ได้ขยายความถึงข่าวลือที่ว่า ผบ.เรือนจำอาจมีส่วนรู้เห็นในการให้ญาตินำคนนอกเข้าไปเยี่ยมในวันอาทิตย์ รวมถึงมีการ "มอบเงิน" ให้กับเจ้าหน้าที่บางคนเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษในการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ถูกส่งตัวเข้าไป พร้อมกับหลักฐานที่น่าตกใจอย่างถุงยางอนามัยและกระดาษทิชชู่เปื้อนคราบอสุจิที่ตรวจพบ ผู้การแต้มให้ความเห็นว่า การตรวจค้นในวันจู่โจม เจ้าหน้าที่อาจจะยังเก็บกวาดหลักฐานไม่ทัน ทำให้สิ่งของเหล่านี้ยังตกค้างอยู่ หรืออาจถูกทิ้งไว้ในถังขยะโดยที่ยังไม่ได้ถูกนำไปทำลาย
ผู้พันตึ๋ง ได้อธิบายถึงลำดับชั้นและการแบ่งแยกผู้ต้องขังภายในเรือนจำ โดยระบุว่าแม้จะไม่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติคนที่เคยมีตำแหน่งใหญ่โต หรือเป็นผู้มีอิทธิพล มักจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง โดยเฉพาะในเรื่องความสะดวกสบาย ผู้พันตึ๋งเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า ตอนที่ตนเองอยู่ในแดน 1 ห้อง 11 ซึ่งเป็นห้อง VIP แม้ตนเองจะปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ด้วยความเกรงใจ เจ้าหน้าที่ก็มักจะอำนวยความสะดวกให้ เช่น การได้อยู่ห้องข้างล่าง ไม่ต้องขึ้นไปนอนรวมกับคนอื่นข้างบน หรือในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งปกตินักโทษต้องอยู่แต่ในแดน แต่ตนเองก็ยังได้รับอนุญาตให้เยี่ยมญาติได้วันละครั้ง และขอเพิ่มรอบได้อีก โดยจ่ายเงินเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากฎระเบียบมีความยืดหยุ่นสำหรับคนบางกลุ่ม
หนุ่ม กรรชัย ถามถึง "ห้องลับ" ที่ถูกพูดถึงในข่าว ผู้พันตึ๋ง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ห้องดังกล่าวน่าจะเป็นห้องรับรองผู้ใหญ่ที่ถูกดัดแปลงมาจากห้องเก็บของ ซึ่งปัจจุบันอาจถูกปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและการใช้งาน โดยผู้พันตึ๋งเชื่อว่าห้องนี้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษจริงๆ ไม่ใช่สำหรับนักโทษทั่วไป
ประเด็นเรื่องการนำตัวนักโทษออกมาในวันหยุด ผู้พันตึ๋ง ย้ำอีกครั้งว่า ตามขั้นตอนปกติ พัศดีเวร จะต้องเป็นคนเซ็นใบเบิกตัวผู้ต้องขังออกจากแดน แต่ในกรณีที่เป็นข่าว พัศดีเวรกลับไม่ได้เป็นคนเซ็น ซึ่งผิดสังเกตอย่างมาก และชี้ให้เห็นว่าต้องมีคำสั่งจากระดับที่สูงกว่าลงมา โดยอาจจะมี "นายหน้า" หรือ "โบรกเกอร์" ซึ่งมักจะเป็นทนายความ คอยประสานงานและจัดการเรื่องเงินทอง เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ให้กับนักโทษกระเป๋าหนัก
ผู้การแต้ม เสริมเรื่องการทุจริตในเรือนจำว่า เป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน เจ้าหน้าที่บางคนอาจมีปัญหาเรื่องเงินทอง หรือต้องการความก้าวหน้า จึงยอมทำผิดระเบียบเพื่อแลกกับเงินก้อนโต โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่มีนักโทษระดับเจ้าพ่อ สามารถขุดบ่อสร้างศาลากลางน้ำเพื่อใช้รับรองแขกส่วนตัวได้ แสดงให้เห็นว่าอำนาจเงินสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆ ในคุกได้จริง
หนุ่ม กรรชัย ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากกรมราชทัณฑ์ว่า มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ไปแล้วถึง 19 ราย ประกอบด้วย ผู้อำนวยการส่วน 3 ราย หัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน 3 ราย และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอีก 13 ราย ซึ่งถือเป็นการลงดาบครั้งใหญ่เพื่อจัดการกับปัญหาเรื้อรังนี้
คุณเบนซ์ ได้เล่าถึงประสบการณ์การใช้เงินในเรือนจำว่า คำว่า "ชั้นสมเด็จ" ที่ใช้เรียกนักโทษที่มีเงินนั้นมีอยู่จริง คนเหล่านี้สามารถใช้เงินซื้อความสะดวกสบายได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ของใช้ส่วนตัว หรือแม้แต่สิทธิพิเศษในการไม่ต้องทำงานหนัก เหมือนนักโทษทั่วไป คุณเบนซ์ยังเปิดเผยเรื่องราคาของสิ่งของต้องห้ามในเรือนจำว่ามีราคาสูงลิ่ว เช่น บุหรี่ซองละ 20,000 บาท ไฟแช็คอันละ 500 บาท หรือโทรศัพท์มือถือเครื่องละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าข้างนอกหลายเท่าตัว โดยโทรศัพท์รุ่นที่นิยมคือ Samsung ฝาพับ หรือ Oppo สีดำ เพราะซ่อนง่าย
คุณเบนซ์ ยังเล่าถึงวิธีการนำโทรศัพท์เข้าไปในเรือนจำว่า มักจะมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ โดยอาจจะแอบนำเข้ามาให้ หรือใส่มากับรถส่งของ ซึ่งเมื่อเข้าไปถึงข้างในแล้ว ราคาจะพุ่งสูงขึ้นมหาศาล และมีการเรียกเก็บค่ารายเดือนอีกเดือนละ 200,000 บาท สำหรับค่าดูแลและค่าชาร์จไฟ ซึ่งถือเป็นธุรกิจมืดที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับผู้เกี่ยวข้อง
ผู้พันตึ๋ง เสริมว่า เรื่องโทรศัพท์ในเรือนจำมีมานานแล้ว และเป็นเรื่องที่รู้กันภายใน โดยโทรศัพท์เครื่องหนึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาท และมีการหมุนเวียนเปลี่ยนมือกันไปเรื่อยๆ หากใครโดนจับได้ ก็จะมีคนใหม่เอาเข้ามาแทน หรือบางครั้งของกลางที่ถูกยึดไปแล้ว ก็ถูกนำกลับมาขายใหม่วนเวียนอยู่อย่างนี้ ซึ่งผู้พันตึ๋งมองว่า ตราบใดที่ยังมีคนยอมจ่าย ก็จะมีคนหาของมาขายให้เสมอ
ในช่วงท้ายของคลิป คุณเบนซ์ เปิดเผยเรื่องราวที่น่าตกใจอีกเรื่อง คือการที่นักโทษถูกลงโทษด้วยการ "ขังเดี่ยว" หรือขังซอย ซึ่งถือเป็นโทษหนักสำหรับนักโทษที่ทำผิดกฎระเบียบ แต่หากมีเงิน ก็สามารถจ่ายเงินเพื่อแลกกับการกลับออกมาอยู่แดนปกติได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่บทลงโทษในเรือนจำ ก็ยังสามารถต่อรองได้ด้วยเงิน
มาต่อกันที่เบรกที่ 3 ของรายการ หนุ่ม กรรชัย ยังคงเจาะลึกถึงเรื่องราวภายในเรือนจำกับ คุณเบนซ์ ซึ่งเปิดเผยว่า ในกรณีที่นักโทษถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ จะมีโทษคือถูกส่งไป "ขังเดี่ยว" หรือ "ขังซอย" เป็นเวลานานนับปี ซึ่งถือเป็นบทลงโทษที่หนักหนาสาหัส แต่เบนซ์เล่าว่ามีช่องทางในการ "ลงแดน" หรือย้ายไปอยู่แดนอื่นที่สบายกว่าได้ โดยต้องมีการจ่ายเงินให้กับผู้คุม หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างถึงกรณีของตนเองที่เคยต้องโทษขังซอย และต้องหาทางย้ายไปอยู่แดนอื่น ซึ่งเบนซ์ระบุว่า แดนที่อยู่สบายที่สุดคือ "แดน 5" หรือที่เรียกกันว่าแดน VIP หรือ "เท็กซัส" เพราะมีความสะดวกสบายมากกว่าแดนอื่น แต่ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว โดยเบนซ์อ้างว่า เคยต้องจ่ายเงินถึง 300,000 บาท เพื่อแลกกับการได้ย้ายไปอยู่แดน 5
เบนซ์ ยังเล่าถึงวงจรการรีดไถในเรือนจำว่า เมื่อจ่ายเงินเพื่อย้ายแดนได้แล้ว ก็ใช่ว่าจะจบสิ้น เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ก็อาจจะถูกเจ้าหน้าที่ชุดจู่โจม เข้ามาตรวจค้นและจับผิดในเรื่องต่างๆ อีก เพื่อหาเรื่องจับกุมและเรียกรับเงินซ้ำซาก เหมือนเป็นการเลี้ยงไข้ เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่บางกลุ่มอยู่ตลอดเวลา
ในประเด็นเรื่องการนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำ เบนซ์ ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่บางคนมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ โดยอาจจะแอบนำเข้ามาให้ หรือทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อแลกกับผลประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของผู้พันตึ๋งในเบรกก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ เบนซ์ยังเปิดเผยวิธีการนำแฟนสาวเข้าไปพบในเรือนจำว่า ตนเองใช้วิธีให้ทนายความ หรือผู้มีอิทธิพล ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เช่น ต้องการปรึกษาคดี หรือป่วย เพื่อขออนุญาตออกมาพบญาติ หรือบุคคลภายนอกในห้องรับรองพิเศษ ซึ่งเมื่อเข้าไปได้แล้ว ก็จะมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่แลกกับความเป็นส่วนตัว โดยบางครั้งอาจถึงขั้นพาเข้าไปในห้องน้ำเพื่อมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง และค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับการตกลงหน้างาน หากสนิทกันอาจไม่ต้องจ่าย
ทางด้าน คุณบอม อีกหนึ่งอดีตผู้ต้องขังที่มาร่วมรายการ ซึ่งปัจจุบันผันตัวมาเป็นวิทยากรสอนศิลปะในเรือนจำ ได้เปิดใจถึงความรู้สึกอัดอั้นตันใจ โดยระบุว่าตนเองพยายามกลับเข้าไปช่วยงานราชทัณฑ์ด้วยความศรัทธา แต่เมื่อเห็นข่าวความเน่าเฟะที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องผู้หลักผู้ใหญ่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้รู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างมาก เพราะเหมือนคนที่พยายามทำดีปกป้ององค์กรกลับถูกหักหลังโดยคนในองค์กรเอง บอมยังได้พูดถึงเรื่อง "หนังสือโป๊" หรือที่เรียกกันข้างในว่า "หนังสือเที่ยว" ว่าเป็นสิ่งผิดกฎระเบียบร้ายแรง หากถูกจับได้จะมีโทษหนัก ทั้งตัดชั้นและงดเยี่ยมญาติ
ในประเด็นเรื่องถุงยางอนามัยและคราบอสุจิ เบนซ์ให้ความเห็นว่าอาจเป็นเรื่องปกติของกลุ่ม LGBTQ ในเรือนจำ แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ DNA ว่าเป็นของใคร หากเป็นของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องการนำหญิงสาวเข้ามาให้บริการนั้น เบนซ์เชื่อว่าเป็นไปได้สำหรับระดับ "VIP" หรือกลุ่มทุนจีนสีเทา เพราะขนาดคนธรรมดาอย่างตนยังหาทางเจอแฟนได้ คนที่มีเงินหนาย่อมทำได้มากกว่า นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงคำศัพท์ในวงการอย่าง "เรือ" ที่หมายถึงคนเดินของ และ "คอนโด" ซึ่งหมายถึงแดน 8 ที่มีความเป็นอยู่สบาย
เข้าสู่ช่วงท้ายของรายการ หนุ่ม กรรชัย ได้สอบถาม "บอม" เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกการจ่ายส่วยและสินบนในเรือนจำ บอมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า การจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษต่างๆ นั้น เป็นคำสั่งที่นักโทษจะส่งไปยังญาติ แต่มีกฎเหล็กคือ "ต้องเป็นเงินสดเท่านั้น" ห้ามโอนผ่านบัญชีธนาคารเด็ดขาด เพราะการโอนเงินจะทิ้งร่องรอยหลักฐานอย่างสลิปโอนเงิน ซึ่งอาจย้อนกลับมามัดตัวผู้กระทำผิดได้ แต่เงินสดเมื่อจ่ายไปแล้วจะไม่มีหลักฐานหลงเหลือ เส้นทางการเงินจะหายวับไปทันที บอมยังย้ำว่าแม้จะมีเจ้าหน้าที่น้ำดีที่เป็นครูบาอาจารย์สอนอาชีพอยู่มาก แต่กลุ่มคนที่รับสินบนเป็นระบบก็มีอยู่จริง
เมื่อถามถึงข่าวลือเรื่อง "นักโทษ VIP" โดยเฉพาะกลุ่มจีนสีเทา ที่ว่ากันว่ามีความเป็นอยู่หรูหราและมีผู้หญิงเข้าไปหา บอมสวนขึ้นทันทีอย่างมีอารมณ์ว่า "ผมเถียงแทนเลยครับพี่หนุ่ม เรื่องนี้มีจริง!" บอมเล่าจากประสบการณ์ที่เคยเข้าไปเป็นวิทยากรในเรือนจำว่า แม้แต่ในเรือนจำความมั่นคงสูงสุดระดับ "ซูเปอร์แม็กซ์" (Super Max) ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ประตูไฟฟ้าแน่นหนา แต่กลุ่มทุนจีนเทาเหล่านี้ก็ยังสามารถเข้าไปอยู่ได้เพราะอำนาจเงิน บอมอธิบายว่าแม้กฎระเบียบในเรือนจำอย่างบางขวางหรือคลองเปรมจะเข้มงวด แต่ "คนข้างนอก" หรือผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่บางกลุ่มยังคงใช้อำนาจเงินเนรมิตสิ่งต่างๆ ได้ ซึ่งสร้างความเจ็บใจให้กับตนเองอย่างมาก ที่ตอนอยู่ข้างในทำผิดนิดเดียวก็ถูกลงโทษหนัก แต่คนมีเงินกลับทำอะไรก็ได้
บอมยังได้เปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำเรื่อง "ความต้องการทางเพศ" ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ในขณะที่นักโทษ VIP มีข่าวว่าสามารถนำผู้หญิงตัวเป็นๆ เข้าไปหาได้ แต่นักโทษจนๆ อย่างตนและเพื่อนๆ กลับต้องพึ่งพา "กล่องสบู่" เพื่อระบายความใคร่ โดยบอมอธิบายว่าหนังสือโป๊เป็นสิ่งผิดระเบียบที่มีโทษหนัก ดังนั้นทางออกของคนจนคือการเอารูปพรีเซนเตอร์ดาราหญิงสวยๆ บนหน้ากล่องสบู่มาจินตนาการเพื่อช่วยตัวเอง ซึ่งเป็นความจริงที่น่าเศร้าและสะท้อนความกดดันภายในเรือนจำได้เป็นอย่างดี
ทางด้าน "ผู้พันตึ๋ง" รุ่นเก๋าในวงการ ได้เล่าเสริมถึงบรรยากาศในสมัยก่อนว่า ไม่มีเรื่องการนำผู้หญิงเข้าไปโจ่งแจ้งแบบนี้ แต่จะใช้วิธี "เก็บข้อมูล" โดยการแอบมองญาติสาวๆ สวยๆ ของนักโทษคนอื่นที่มาเยี่ยม แล้วจำรูปร่างหน้าตาไปจินตนาการต่อในห้องขัง หรือที่เรียกว่า "เก็บข้อมูลลงข้อมือ" นอกจากนี้ ผู้พันตึ๋งยังเผยว่าในสมัยก่อน นักโทษที่มีบารมีสามารถขอติดตั้งทีวีส่วนตัวหรือแม้แต่ติดจานดาวเทียม UBC เพื่อดูฟุตบอลได้เลย หากคุยกับเจ้าหน้าที่รู้เรื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบความ VIP ในยุคนั้น
บอม ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์อันเลวร้ายจากการถูก "ขังเดี่ยว" นานถึง 1 ปี 4 เดือน ว่าเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุด ไม่ได้พูดคุยกับมนุษย์ ไม่ได้ลงมาเดินข้างล่าง ต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ จนเกิดอาการหลอน ต้องคุยกับมด แมงมุม และจิ้งจก เพื่อประคองสติ บอมชี้ให้เห็นรอยแผลเป็นบนศีรษะ พร้อมเล่าว่าตนเองเคยเอามีดโกนกรีดหัวตัวเองจนเลือดอาบหน้า ไม่ใช่เพราะยาเสพติด แต่ทำไปเพราะความเครียดและความกดดันถึงขีดสุด เพื่อให้ความเจ็บปวดช่วยยืนยันว่าตนเองยังมีความรู้สึกและยังมีชีวิตอยู่
สุดท้าย บอมได้สรุปภาพรวมความเปลี่ยนแปลงของคุกไทยได้อย่างน่าสนใจ โดยเปรียบเทียบว่า สมัยก่อนคุกคือแดนเถื่อนแบบ "เท็กซัส" ที่ใครแข็งแกร่งกว่าก็รอด แต่ในสมัยนี้ คุกได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นบริการแบบ "เทคแคร์" (Take Care) สำหรับคนที่มีเงิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะคอยดูแลอำนวยความสะดวกประคบประหงมอย่างดี จนคุกแทบจะกลายเป็นโรงแรมสำหรับนักโทษกระเป๋าหนัก